เฉินเหลียนเอ๋อร์หัวเราะเยาะแต่ก็มิได้ตามไป
เยี่ยนเจาเจากำจัดผู้ที่เข้ามาใกล้ชิดตนออกไปตลอดมานางเป็นคนที่มีนิสัยรักสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ชอบทำตัวโดดเด่นทั้งสองคนจึงเพียงไปที่ริมทะเลสาบเพื่อตกปลาเท่านั้น
ทักษะการตกปลาของเยี่ยนเจาเจานั้นแย่มากผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นว่าจะตกสิ่งใดได้เลย มีเพียงกุ้งตัวเล็กๆ ไม่กี่ตัวแต่กลับกันด้านหนานหมิงเหอแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตกได้เต็มถุงเต็มถังแล้ว
เยี่ยนเจาเจาทำหน้ามุ่ยแสร้งทำเป็นพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ “แม้แต่ปลาก็ยังแกล้งข้า”
หนานหมิงเหอหัวเราะ ยกมือที่ว่างอีกข้างขึ้นมาลูบผมของเยี่ยนเจาเจาอย่างเบามือจากนั้นก็เอาปลาที่อยู่ในถังของตนเทใส่ถังของเยี่ยนเจาเจา ท่าทางที่แสดงออกมาก็คือ “ทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า”
ความจริงแล้วเยี่ยนเจาเจามิได้ต้องการปลาจริงๆนางก็แค่อยากจะออดอ้อนหนานหมิงเหอเท่านั้น
นางเป็นคนตัวเล็กเมื่ออยู่ต่อหน้าหนานหมิงเหอที่มีรูปร่างผอมสูงยิ่งทำให้ดูน่ารักแพรวพราวขึ้นไปอีกคนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ยตกปลาอยู่ที่ริมทะเลสาบเหมือนกับท่าทางของภิกษุเฒ่ากำลังเข้าฌาน
ทว่าอากาศในฤดูใบไม้ร่วงไม่หนาวเย็น ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาร้อนจนผุดเหงื่อแค่ครู่เดียวก็มีเหงื่อออกไปทั่วตัว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคอแห้งขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางไม่ได้หยิบกาน้ำติดมือมา อีกทั้งยังไม่สามารถบอกให้หนานหมิงเหอตามตนไปที่กระโจมของสตรีได้เพราะเหตุนั้นนางจึงหันกลับไปกล่าวกับพี่รองของตน “ข้าจะไปเอาน้ำสักหน่อย พี่รองอยู่ที่นี่อย่าเดินไปไหนนะเจ้าคะข้าไปแค่ครู่เดียวก็กลับมา”
หนานหมิงเหอพยักหน้า เฝ้าดูเยี่ยนเจาเจาที่กำลังเดินออกไปอย่างเร่งรีบ
กระทั่งเงาของเยี่ยนเจาเจาหายลับตาไปไกลหนานหมิงเหอถึงได้หันกลับมาสนใจคันเบ็ดที่อยู่ในมือ
ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเยี่ยนเจาเจาอยู่ข้างๆน่าเสียดายที่การตกปลามิได้ทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมาได้ ทุ่นเบ็ดกระเพื่อมขึ้นลงอยู่หลายครั้งทว่าหนานหมิงเหอกลับไม่ยกคันเบ็ดขึ้นมา
“สิงจื่อข้าตกปลากับเจ้าด้วยได้หรือไม่?”
ในตอนที่หนานหมิงเหอกำลังคิดอยู่ ใบหูของเขาก็ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้น
เสียงนั้นต่างออกไปจากเสียงของเยี่ยนเจาเจาเสียงของเด็กสาวได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์จนไม่มีความนุ่มนวลหลงเหลืออยู่ และแฝงความสะโอดสะองสง่างามเอาไว้ด้วย
ถึงแม้ว่าเสียงนี้จะมิใช่เสียงที่คุ้นเคยแต่มันก็เป็นเสียงที่หนานหมิงเหอเกลียดมากที่สุดแม้แต่เปลือกตาเขาก็ยังคร้านที่จะยกขึ้นมอง มือที่ประคองคันเบ็ดก็แทบจะไม่ขยับราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น
แต่คนผู้นี้กลับลุกขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อนนางไม่กล้าเข้าใกล้หนานหมิงเหอมากจนเกินไป ทว่าก็ไม่อยากออกไปไกลจากเขาเช่นกัน นางจึงทำได้เพียงไปยืนอยู่ด้านข้างเว้นระยะห่างจากหนานหมิงเหอแต่ก็ไม่ได้ไกลจนเกินไป
เรื่องราวเป็นอย่างไรยังมิอาจเฉลยเป็นการชั่วคราว
สองบุปผาเบ่งบานต้องพรรณนาความงามทีละดอก
เยี่ยนเจาเจาเดินผ่านลานชู่จวีและสนามขี่ม้ายิงธนูหลังจากกลับมาเอาน้ำที่กระโจมเสร็จตอนที่เดินออกมาก็ได้พบกับผู้เอ้อระเหยอย่างอานหยาง
พูดตามความจริงอานหยางนั้นเป็นหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างสูงเพรียว ผิวขาวราวหิมะ ดวงตาดอกท้อดูเย้ายวนใจแม้มิได้ยิ้มออกมาแต่ก็ดูเต็มไปด้วยเสน่ห์
อานหยางเกิดในตระกูลชนชั้นสูงเยี่ยนเจาเจาเองก็เคยตรวจสอบมาก่อน รู้ว่าตระกูลอานเมืองแห่งหยางโจวเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตระกูลเฉินแล้วจัดว่าเทียบกันแทบไม่ติด
ในตอนนั้นตระกูลอานและตระกูลเฉินทำการเกี่ยวดองกันการแต่งงานของเฉินเหลียนเอ๋อร์และอานหยางจึงถูกกำหนดขึ้นเพราะฮูหยินทั้งสองตระกูลร่วมมือกันรวมกับที่ตระกูลเฉินมีบุญคุณต่อตระกูลอาน ดังนั้นจึงเกิดเรื่องราวที่ราบรื่นเช่นนี้ขึ้น
แต่ยามนี้ตระกูลเฉินและตระกูลอานได้ผิดใจกันไปเพราะการถอนหมั้นเมื่อครั้งก่อนของอานหยาง
ตระกูลเฉินรังเกียจอานหยางที่พูดกลับไปกลับมาไม่สนใจแม้แต่บุญคุณที่มีร่วมกันของสองตระกูลแม้แต่การเกี่ยวดองที่ผู้อาวุโสของสองตระกูลสร้างขึ้นก็ยกเลิกไป อีกทั้งในสถานศึกษาตระกูลหยวนเขายังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับสตรีอื่นซึ่งถือว่าขาดความเคารพความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง
ตระกูลอานเองก็รังเกียจตระกูลเฉินมากเช่นกันที่หลอกลวงเรื่องของเฉินเหลียนเอ๋อร์พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิอานหยางที่ยกเลิกการหมั้นโดยพลการ ทว่ายังกล่าวชื่นชมอานหยางที่กระทำการลงไปอย่างยอดเยี่ยม
เดิมทีการประกาศถอนหมั้นของอานหยางที่หอเทียนเซียงเริ่มแรกที่ได้ยินข่าวคราวนี้ตระกูลอานก็รู้สึกไม่เห็นด้วย อย่างไรเสียการพูดกลับไปกลับมาพูดออกไปแล้วมันย่อมเป็นขี้ปากของผู้อื่นอย่างแน่นอน
แต่อานหยางเป็นผู้ที่จะกระทำเรื่องใดก็ต้องแน่วแน่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านของตระกูลอานล้วนเชื่อมั่นในตัวอานหยางเฝ้ารออานหยางกลับจากเมืองซูโจวในชั่วข้ามคืนจากนั้นพวกเขาก็ถามรายละเอียดจากอานหยางสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
อานหยางไม่จำเป็นต้องอธิบาย เขาเพียงเอ่ยสิ่งที่ตนเองเห็นจากการกระทำของเฉินเหลียนเอ๋อร์บอกให้ผู้อาวุโสตระกูลอานทั้งสองท่านเดินทางไปที่เมืองซูโจวด้วยตนเอง เพื่อรับฟังเรื่องราวของเฉินเหลียนเอ๋อร์ว่าเป็นเช่นไรไปดูว่านางคู่ควรที่จะมานั่งตำแหน่งนายหญิงตระกูลอานในอนาคตหรือไม่
เดิมทีตระกูลอานมีความเชื่อมั่นในตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นอย่างยิ่งเมื่อรวมกับชื่อเสียงที่เมืองหยางโจวของนางเป็นที่ยอมรับอีกทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์อันดีของฮูหยินของทั้งสองตระกูล จึงไม่ได้ทำการตรวจสอบแต่อย่างใดยามนี้การที่อานหยางกล่าวเช่นนั้น จู่ๆ ภายในใจก็เหมือนได้ตื่นขึ้น ดังนั้นจึงส่งคนออกไปสืบเกี่ยวกับเรื่องนี้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาตระกูลหยวนเป็นสิ่งที่สืบได้อย่างง่ายดายเมื่อทำการสอบถามก็รู้ได้ว่าที่สถานศึกษาตระกูลหยวนเฉินเหลียนเอ๋อร์นั้นมีเรื่องราวฉาวโฉ่มากเพียงใดอีกทั้งวันๆ ยังเอาแต่ขลุกอยู่กับไป๋ฝูฉวีทำเรื่องเอ้อระเหยลอยชายไปเรื่อยๆ
แม้ว่าเดิมทีจะไม่ได้หวังว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ต้องเรียนรู้จากสถานศึกษาตระกูลหยวนได้มากน้อยเท่าไรแต่อย่างน้อยก็หวังว่านางจะสามารถบ่มเพาะนิสัย อารมณ์และความคิดได้จากสถานศึกษาแห่งนี้ให้นางได้เข้าใจจะได้ไม่กลับมาแล้วเป็นที่น่าหัวเราะเยาะของผู้อื่น แต่ยามนี้ได้เห็นก็รู้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นเช่นจริงๆ
กอปรกับการที่บุตรชายได้เห็นกับตาว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ทำร้ายผู้คนเรื่องการสู่ขอนี้แน่นอนว่าจะต้องถูกยกเลิก ใครจะอยากแต่งสตรีวิปลาสเข้ามาในครอบครัวกันเล่า?
ดังนั้นเรื่องการแต่งงานครั้งนี้จึงได้ถูกยกเลิกและยังถือเป็นการยกเลิกการแต่งงานอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด
ทว่าผู้อาวุโสทั้งสองท่านก็ยังเตือนอานหยางไป๋ฝูฉวีนั่นก็น่าจะไม่ธรรมดาเช่นกัน
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ตรวจสอบเพียงเฉินเหลียนเอ๋อร์แต่ยังตรวจสอบไป๋ฝูฉวีด้วยเช่นกัน... นอกจากนี้คนของหนานหมิงเหอได้สังเกตเห็นถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงจงใจนำข่าวคราวของไป๋ฝูฉวีให้พวกเขา ดังนั้นผู้อาวุโสทั้งสองท่านจึงได้รับรู้เรื่องราวอย่างกระจ่างแจ้ง
เป็นหญิงสาวที่ชาติกำเนิดต่ำต้อยจะว่าไปแม้แต่คุณสมบัติที่มีก็ไม่พอให้เข้าตระกูลอานได้ แม้จะมีหน้าตางดงามแต่นั่นก็ไม่ได้มีประโยชน์ใด
หลังจากได้รู้สถานะตัวตนของไป๋ฝูฉวี ก็มาดูเรื่องราวระหว่างนางและเฉินเหลียนเอ๋อร์คนปกติที่มีตาล้วนสามารถมองออกว่าไป๋ฝูฉวีรู้จักการอดทนอดกลั้น เข้าใกล้อานหยางก็เพราะอยากยกระดับขึ้นมาเป็นคนที่มีฐานะเรียกได้ว่าไร้ซึ่งความละอายแก่ใจจริงๆ
สตรีที่มีความทะเยอทะยานอันโฉดชั่วเข้ามาในจวนในวันหน้าจะไม่นั่งบนศีรษะแม่สามีและใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นในเหล่าบรรดานายหญิงทั้งหลายไม่มีผู้ใดที่ไม่ใช่บุตรที่เกิดมาถูกต้องตามกฎ สำหรับอนุภรรยาและภรรยานอกสมรสนั้นถือเป็นเรื่องเหลือทนไป๋ฝูฉวีเป็นเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยนักแสดงงิ้ว เมื่อลองนึกถึงตัวตนของนางก็ทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงและมิควรเข้าไปยุ่ง
นอกจากนี้มีบ้านไหนกันที่รับอนุภรรยาเข้ามาก่อนแต่งงานหลังแต่งงานก็ยังคงเป็นเช่นนั้น นอกเสียจากว่านายหญิงของบ้านจะไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้มิเช่นนั้นก็ไม่มีหลักการใดที่จะสามารถรับอนุภรรยาได้ตามอำเภอใจ
ดังนั้นก่อนที่อานหยางจะเดินทางกลับมาศึกษาที่สถานศึกษาตระกูลหยวนผู้อาวุโสทั้งสองท่านของตระกูลอานจึงได้กำชับอานหยางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามห้ามมีความสัมพันธ์กับไป๋ฝูฉวี
ในเวลาเดียวกันนี้ผู้อาวุโสทั้งสองท่านของตระกูลอานก็ได้ทำการเลือกสะใภ้คนใหม่ให้กับอานหยางอย่างเช่นหลานสาวสองคนของเจ้าสำนักหยวนมู่ก็ถือว่าไม่เลว ถึงแม้จะกำพร้าบิดามารดา แต่เบื้องหลังก็ยังมีนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่อยู่
หน้าตาสวยงามรูปร่างอรชรอีกทั้งนิสัยยังเป็นเลิศนอกจากนี้ในแคว้นต้าซีสถานะของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ก็ไม่เป็นสองรองใครหากสามารถสู่ขอพวกนางมาได้ อนาคตในภายภาคหน้าหากต้องการเป็นขุนนางนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ก็จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย
หญิงสาวทั้งสองคนที่กล่าวก็คือหยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายอานหยางในตอนนี้แม้ว่าจะมิเคยพบหน้าพวกนาง แต่ก็เคยได้ยินผ่านคำพูดของไป๋ฝูฉวีมาบ้างแล้วทว่าเขากลับไม่ได้สนใจ
ในทางกลับกันสำหรับเรื่องที่ออกมาจากปากของไป๋ฝูฉวีเขากลับสนใจหยวนชิงจ้าวหรือก็คือเยี่ยนเจาเจา
ไป๋ฝูฉวีมิได้ทำให้เยี่ยนเจาเจาอับอาย
ในตอนนั้นนางมีอาการบาดเจ็บอยู่บนใบหน้าหลังจากที่ตนมีเรื่องกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้สนใจนางอีก อานหยางก็ออกจากเมืองซูโจวไปเมืองหยางโจวในเวลาชั่วข้ามคืนแต่อย่างไรก็ยังกังวลกับแผลบนหน้าของนางเป็นอย่างยิ่ง
อานหยางเปิดห้องในโรงเตี๊ยมเพื่อให้นางพักในเมืองซูโจวเชิญท่านหมอมาสั่งยาให้นาง อีกทั้งยังส่งคนมาดูแล และในบางครั้งก็ยังเขียนจดหมายมาคุยกับนางอยู่บ้าง
เพื่อคว้านเอาเรื่องที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์ออกมาไป๋ฝูฉวีจึงพูดถึงตัวเองในด้านดีทั้งหมด แน่นอนว่านางมิอาจเป็นยายหวังขายแตงขายเองชมเอง[1] ได้ และนางยังเอาเยี่ยนเจาเจาที่เป็นผู้ได้รับการยอมรับออกมาพูดอีกด้วย
หากไม่พูดเช่นนั้นแล้วจะสามารถบอกได้อย่างไรว่าตนเป็นผู้ที่มีน้ำใจกว้างขวาง? ท้ายที่สุดการที่นางโดนเยี่ยนเจาเจาด่าประจานในวันนั้นในใจของนางก็ยังไม่นึกสนใจสักนิดเลย
แต่ความคิดของไป๋ฝูฉวีที่มีต่ออานหยางอันที่จริงก็ดูจะมีการเข้าใจผิดอยู่
วันนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าจวนว่าการอานหยางก็เป็นบุรุษปกติทั่วไป ไยเขาจะสังเกตถึงรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่นของเยี่ยนเจาเจาไม่ได้กัน
แม้ว่าจะเป็นคนสง่างามและบริสุทธิ์อย่างไป๋ฝูฉวีแต่เมื่ออยู่เบื้องหน้าของนางก็หมดความโดดเด่นไปอีกทั้งท่าทีที่แสดงถึงการเยาะเย้ยเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ดูสดใสและทรงเสน่ห์
ใบหน้าที่เห็นแล้วทำให้ยากจะลืมเลือนเช่นนั้นรวมกับประโยคดีๆ ทั้งหลายที่ไป๋ฝูฉวีได้กล่าวในตอนหลัง จึงทำให้อานหยางลืมเรื่องการตำหนิอย่างไม่ไว้หน้าในวันนั้นของเยี่ยนเจาเจาไปจนหมดสิ้น
เมื่อท่านพ่อและท่านแม่ตระกูลอานกล่าวถึงไข่มุกเม็ดงามสองใบของสกุลหยวนสิ่งแรกที่อานหยางนึกออกก็คือเยี่ยนเจาเจา
ดังนั้นเขาจึงอดถามผู้เป็นมารดาและบิดาไม่ได้เมื่อกล่าวถึงความใกล้ชิด แล้วเหตุใดถึงไม่เลือกหยวนชิงจ้าวเป็นตัวเลือกแรก?
ผู้อาวุโสตระกูลอานทั้งสองคนกล่าวออกมาอย่างชัดเจน
เพราะหยวนชิงจ้าวเป็นเด็กที่ถูกพบกลางทางไม่ว่าวันนี้จะมีความโดดเด่นหรือไม่ แต่ในตอนนั้นได้เติบโตมาท่ามกลางผู้คน ยามนี้ไร้บิดามารดาการเลี้ยงดูก็จะต้องมีหลายส่วนที่ขาดหายไป มันเทียบไม่ได้เลยกับหญิงสาวที่กำเนิดอย่างสูงศักดิ์แม้ว่าวันนี้จะเป็นศิษย์ที่ได้ใกล้ชิดกับอาจารย์ใหญ่หยวนมู่ และไม่ว่าจะเกิดมามีเสน่ห์มากเพียงใดก็ไม่คู่ควรกับอานหยางของพวกเขา
ดังนั้นอานหยางควรจะเลือกหนึ่งคนระหว่างหยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายมีการติดต่อกับสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว กลับมาก็สามารถทำเรื่องสู่ขอได้
อานหยางตอบรับด้วยสีหน้าปกติทว่าผู้อาวุโสทั้งสองท่านของตระกูลอานไม่รู้ว่า ความจริงแล้วในความคิดของบุตรชายคนนี้คิดว่าความคิดของพวกท่านน่าหัวเราะเยาะเย้ยเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าความเหนื่อยล้าของเขาจะดูสมเหตุสมผลหรือไม่แต่อันที่จริงแล้วอานหยางรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนักกับการถูกชักจูงชีวิตโดยผู้อาวุโสตระกูลอาน
เขาไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แล้วเหตุใดผู้อาวุโสตระกูลอานทั้งสอนท่านถึงได้ยื่นมือเข้ามาในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตของเขากัน?
ในตอนที่โดนจับคู่ให้แต่งงานกันตั้งแต่ยังเด็กกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ตอนนั้นเขายังเล็ก ไม่มีความสามารถที่จะต่อต้านทว่าในตอนนี้เขาเติบโตมาเป็นชายหนุ่มแล้ว อีกเพียงสองปีก็จะถึงวัยสวมกวาน แล้วเหตุใดถึงยังเหมือนกับตุ๊กตาเศษผ้าที่โดนบิดามารดาขยับไปขยับมาอยู่อีกเล่า?
การโดนกดดันเช่นนี้ทำให้เขาเกิดความคิดต่อต้านขึ้นมายิ่งท่านพ่อท่านแม่ตระกูลอานห้ามเขาทำสิ่งใด เขาก็ยิ่งต้องทำสิ่งนั้น
-----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ยายหวังขายแตงขายเองชมเองหมายถึง คุยโวโอ้อวด