ตอนที่ 41
บทเรียนแรก
“ เสร็จสิ้นแล้ว?...”
คำแรกที่หานเฟิงได้ยิน คือน้ำเสียงกล่าวทักที่สดใสของซวงเอ๋อร์ มันลุกยืนขึ้น ผินกายไปหานาง
“ ขอบใจเจ้ามาก”
หานเฟิงกล่าวคำอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่น แววตามากได้ด้วยสำนึกขอบคุณ ที่ซวงเอ๋อร์ได้มอบโชควาสนาในครานี้ให้แก่มัน
ซึ่งต้องกล่าวว่า การเพิ่มระดับพลังขึ้นมาก้าวเดียวถึงปราณปฐพีขั้นกลางเช่นนี้ มิใช่เรื่องที่จะกล่าวกันเล่นๆ ทรัพย์ยากรณ์ที่ต้องจ่ายออกไป ถือได้ว่ามากมายนัก ซึ่งมันเอง หากยังคงรั้งอยู่ในวังยุทธ์เมฆคราม ที่ต่อให้เป็นสาขาหลักในนครหลวง ทางวังยุทธ์ ก็ไม่มีปัญญา ที่จะสรรหาสรรพยากรณ์ที่มากมายปานนี้ ให้กับคนผู้เดียวได้ใช้ จนสามารถยกระดับพลังขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดได้เช่นนี้ ดังนั้นแล้ว โชควาสนาในครานี้ที่หานเฟิงได้รับ จึงถือเป็น “ ของขวัญ” ที่มีค่าที่สุด นับตั้งแต่ที่มันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่นี้ขึ้นมา
“ มิต้อง ๆ เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย”
ซวงเอ๋อร์โบกปัดปฏิเสธคำกล่าวขอบใจของหานเฟิง ก่อนจะได้ยินหานเฟิงกล่าวขึ้นว่า
“ ไหนเลยจึงเป็นเรื่องเล็กน้อย ความสำเร็จของข้ายามนี้ เทียบได้กับบรรดานายน้อยในนครหลวงแล้ว”
ที่หานเฟิงกล่าว มิใช่คำโป้ปดแปลกปลอม เพราะระดับความสำเร็จของมันในยามนี้ หากคิดคำนวนจากอายุวัยที่เพียงแค่ยี่สิบต้นๆ จึงสมควรกล่าวว่า เป็นความสำเร็จในระดับเดียวกันกับบรรดานายน้อยจากตระกูลใหญ่ในนครหลวงเลย
“ เช่นนั้นซวงเอ๋อร์ก็ยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย”
หานเฟิง ที่ได้ยินคำ “ พี่ใหญ่” จากปากของซวงเอ๋อร์ครานี้ กลับพลันให้มันรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา จึงตอกย้ำกับตัวเองว่า น้องสาวห่างๆต่างเผ่าพันธ์ผู้นี้ ที่ไม่ว่าอย่างไร ตนที่กลายเป็นพี่ใหญ่ไปแล้ว จำต้องดูแลปกป้องนางให้ดี
หานเฟิงที่พอคิดได้เช่นนั้น ก็สืบเท้าเดินเข้าหานาง ก่อนจะกระทำในสิ่งที่ทำให้นาง ต้องร้องเสียงหลงขึ้นมา
“ ท ท่าน จะทำอะไรข้า...”
ที่หานเฟิงกระทำมิใช่อื่นใด หากเพียงแค่อุ้มนางขึ้นมากอด เด็กน้อยที่สูงเพียงแค่อก จึงถูกอุ้มจนสองเท้าลอยขึ้นจากพื้น
“ ให้พี่ใหญ่ผู้นี้กอดเจ้ามิได้รึ?”
หานเฟิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น กอดนางด้วยความรู้สึกของคนที่เป็นพี่ชายคนหนึ่งจริงๆ หาได้มีความคิดเป็นอื่นแต่อย่างใด
ซวงเอ๋อร์ ที่ได้ยินคำของหานเฟิง ก็พลันโอบแขนกอดรับตอบมัน นางที่ทั้งชีวิตอาศัยอยู่กับเพียงมารดา มีมารดาเป็นที่พึ่งพิง ยามเหงา ยามทุกข์ ล้วนมีมารดาคอยปลอบโยนโอบกอด หากยามนี้ มารดาสิ้นแล้ว นางทุกข์ใจยิ่ง หากไร้อ้อมอกให้อิงแอบเช่นเดิม นางโหยหาการปลอบโยน นางโหยหาที่พึ่งอันอบอุ่น กระทั่ง อกหนาแกร่งของชายหนุ่มที่ตรงหน้าได้เปิดออก ชายหนุ่มที่ตนเรียกหาว่าพี่ใหญ่ ได้เปิดรับนางในฐานะน้องสาว นางจึงคล้ายได้พบกับที่พึ่งพิงที่กำลังโหยหา เป็นที่ที่นาง สามารถทุ่มทิ้งทุกความรู้สึกอันปวดร้าวเศร้าหมองลงไป ดังนั้น นางจึงพลันร่ำไห้หลั่งน้ำตา นางที่สูญเสียมารดา สูญเสียทั้งญาติสนิทมิตรสหายในหุบเขา นางที่เหลืออยู่ลำพังคนเดียว ใครจะทราบรู้ ว่าในภาพอันสดใสที่แสดงออก ว่าลึกๆข้างใน นางว้าเหว่และปวดร้าวเพียงใด...
“ ฮือออ…. ฮือออ….”
เสียงร่ำไห้ของซวงเอ๋อร์จึงดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากค่ำคืนที่นางได้สูญเสียมารดาของนางไป หานเฟิงก็ปล่อยให้นางร้องไห้แทบอกอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาอาบชะโชมอกเสื้อจนชุ่มโชกไป
กระทั่งเนิ่นนานผ่าน ซวงเอ๋อร์ก็เงียบเสียงร่ำไห้ หานเฟิงจึงได้กล่าวคำต่อนาง
“ ดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่?”
“ อื่มม...”
ซวงเอ๋อร์ตอบรับ หากยังคงฟุบหน้าอยู่แทบอกของหานเฟิง คล้ายขวยเขินอวยอาย ไม่กล้าแหงนคอสู้หน้ากับมัน
“ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ก่อนจะได้ยินคำของซวงเอ๋อร์กล่าวตอบกลับมาว่า
“ ยังคงต้องใช้เส้นทางในหมอก”
“ นั่นไม่จำเป็น”
คำกล่าวของหานเฟิง พลันให้ซวงเอ๋อร์ในอ้อมกอดเงยหน้ามองมันด้วยความสงสัย
“ ทิศตะวันออกอยู่เบื้องหน้าแล้ว” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับจับจ้องไปยังดวงตะวัน
“ เอ๋!!!” ซวงเอ๋อร์ส่งเสียงด้วยความสงสัย ก่อนที่คำกล่าวต่อมาจะพาให้นางแตกตื่นตกใจ
“ ก็ไต่ผาลงไปกันอย่างไรเล่า”
“ ม ไม่…” หากนางกล่าวได้เพียงแค่คำว่า “ไม่” โลกที่นางเห็นก็พลันหมุนคว้าง รู้ตัวอีกคราก็มาเกาะก็อยู่ที่ด้านหลังของชายหนุ่มแล้ว
“ เกาะให้แน่นๆ” หานเฟิงกำชับคำ
มิทันที่ซวงเอ๋อร์จะได้ตอบรับคัดค้าน ก็พลันรู้สึกว่า ร่างของตนกำลังร่วงลงในแนวดิ่ง จึงพลันให้นางกอดรัดแผ่นหลังนั้นแน่นยิ่ง ร่วงลงมาได้ครู่เดียวก็พลันได้ยินเสียง “ ครื๊ดดดด…” ดังเสียดหู พอเงยหน้าชมดูก็เห็นว่าในมือทั้งสองของชายหนุ่มมีมีดสั้นสองเล่ม มีดสั้น ที่กำลังปักครูดลงมากับผนังผาที่เรียบลื่น
พอเห็นเช่นนั้น ความเร็วในการล่วงหล่นจึงลดลง หากยังคงดิ่งทะยานลงมาเรื่อยๆ ผืนป่าที่เดิมมองเห็นอยู่ไกลห่าง จึงยิ่งขยายใหญ่เข้าใกล้ขึ้นมาในทุกที
กระทั่งท้ายที่สุด คนทั้งสองก็ลงจากผาได้อย่างปลอดภัย ยามที่สองเท้าของหานเฟิงยืนมั่นลงบนพื้น ซวงเอ๋อร์ก็ปล่อยคลายวงแขนก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยสองขาที่สั่นสะท้านหมดแรง
ทั้งสองเตรียมความพร้อมกันอยู่เพียงครู่ จากนั้นก็ตบเท้าก้าวเดินไปในป่า ทิศทาง มุ่งสู่ตะวันออก เป้าหมายปลายทางยังคงเป็น บ้าน ที่อยู่ไกลห่างถึงอีกฟากฝั่งของทวีปนี้
และแล้ว วันเวลาก็ล่วงผ่านไปอีกสามวัน ทั้งสอง เดินทางกันแทบจะไม่หยุดพักทั้งกลางวันกลางคืน เพราะหานเฟิงที่ระดับพลังเพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงสามารถอดนอนได้เป็นเวลานาน ส่วนซวงเอ๋อร์ ในยามที่นางต้องการจะหลับพัก ก็มีแผ่นหลังหนาแกร่งของหานเฟิงเป็นที่หลับนอน ส่วนพอหิว ก็ล่าสัตว์ป่ามาย่างกิน ตลอดทางจึงเป็นอยู่เช่นนี้ ทว่า ตลอดทั้งเส้นทางของพวกมันก็เงียบเหงายิ่ง คุยกันอยู่แค่สองคน ผู้คนชาวบ้าน กลับไม่พบเจอแม้แต่คนเดียว
กระทั่งล่วงมาจนถึงยามเย็น ทั้งสองที่กำลังทอดเดินไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยฝุ่นดิน หานเฟิงชมมองว่า เส้นทางนี้สมควรเป็นเส้นทางที่พวกชาวบ้านใช้สัญจร จึงคาดเดาว่าอาจพบเจอหมู่บ้านอยู่ไม่ไกล ซวงเอ๋อร์ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็พลันกระทำในสิ่งที่ทำให้หานเฟิงต้องรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
“ หืม!!! เจ้าแปลงกายเป็นมนุษย์ได้?...”
หานเฟิงจับจ้องมองซวงเอ๋อร์ที่แปลงกายเป็นเด็กสาวเผ่ามนุษย์วัยสิบสองอย่างงุนงง หูแหลมใหญ่และหางฟูฟ่องสีขาวได้หายไป กระทั่งม่านนัยน์ตาสีฟ้าที่รากกับมีมนต์สะกด ยังกลับกลายเป็นสีดำไป
“ พวกท่านที่เป็นมนุษย์ย่อมไม่ทราบ ปีศาจอย่างพวกข้านั้น สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ โดยที่พวกมนุษย์ท่านจะไม่มีทางทราบรู้ได้เลย”
“ กลับทำได้ถึงเพียงนั้น...” หานเฟิงกล่าวอย่างไม่เชื่อ ทว่า กระทั่งระดับพลังของมันยามนี้ก็ยังตรวจสอบไม่พบขอแตกต่างจริงๆ
“ อื่ม หากไม่ใช่ปีศาจด้วยกันย่อมไม่มีทางทราบ”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้า กล่าวคำยืนยัน
“ เช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องหาชุดคลุมมาปิดบังให้เจ้าแล้ว” หานเฟิงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากนัก เดิมมันกังวนว่า ถ้าต้องพาซวงเอ๋อร์ไปตระเวนตามหมู่บ้าน จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา
“ ฮิๆ นั่นจึงไม่จำเป็น”
จากนั้น ทั้งสองก็พากันเดินทางต่อ กระทั่งที่แสงสนธยาสีเหลืองส้มสาดส่องไล่หลังมา ทั้งสองก็พบเข้ากับหมู่บ้าน แต่ทว่า หมู่บ้านกลับกลายเป็นซากปรักหักพังรกร้าง ทั้งบางส่วนยังกลายเป็นเถ้าถ่านที่ดำเป็นตอตะโก ไม่มีผู้คน ไม่มีสิ่งมีชีวิต
“ ก เกิดอะไรขึ้น...”
ซวงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน นางกอดกระชับแขนของหานเฟิงแน่น ภาพที่นางเห็น แลไม่ต่างจากหุบเขาของนางที่ถูกปีศาจกุหลาบโจมตี
“ อาจเป็นถูกโจรปล้น”
“ โจร…” นางกล่าวอย่างเลื่อนลอย เดิมคำว่า “ โจร” คำนี้ นางมิเคยรู้จัก แต่จากความทรงจำที่ตกทอดมา ทำให้นางรับรู้ได้ว่า โจรนั้น เป็นตัวตนเช่นไร
“ ไปกันเถอะ”
หานเฟิงกล่าวขึ้น พร้อมจูงมือซวงเอ๋อร์เดินตัดผ่านหมู่บ้านที่รกร้างแห่งนี้ไป กระทั่งตกค่ำ คืนนี้หานเฟิงตัดสินใจที่จะนอนพัก จึงพากันก่อกองไฟพักค้างแรมที่กลางป่า ซึ่งค่ำคืนก็ผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น รุ่งเช้า ย่างกระตายป่าที่จับมาได้กินกัน เสร็จแล้วจึงค่อยออกเดินทางต่อไป
กระทั่งยามเที่ยง ก็พบเจอหมู่บ้านอีกแห่ง หมู่บ้านเล็กๆ ที่มองดูคล้ายจะมีบ้านเรือนเพียงแค่สิบกว่าหลัง ทว่า เป็นเช่นเดียวกันกับหมู่บ้านที่ก่อนหน้า รกร้าง และไร้ผู้คน
หานเฟิงกับซวงเอ๋อร์ที่ยังคงปลอมเป็นมนุษย์จึงพากันเดินทางต่อ กระทั่งรุ่งสางในวันต่อมา ทั้งสองก็ได้พบเจอเข้ากับหมู่บ้านอีกแห่ง หากยังคงรกร้างไร้ผู้คนเช่นเดิม
“ ก เกิดอะไรขึ้น”
ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างเลื่อนลอย นี่เป็นหมู่บ้านที่สามแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ ซึ่งหานเฟิงที่ได้ยินคำถามของซวงเอ๋อร์ ก็ทำได้เพียงแค่ขมวดคิ้วมุ่น มันเองก็ไม่ทราบ ว่าควรจะตอบนางเช่นไร
“ ไปกันเถอะ”
หานเฟิงยังคงพาซวงเอ๋อร์เดินตัดผ่านเข้าไปในหมู่บ้านที่รกร้าง หากครั้งนี้ พอมาถึงที่ใจกลางของหมู่บ้าน มันกลับพานางเลี้ยวหายไปในตรอกแห่งหนึ่ง ก่อนจะพาให้นาง หลบหลังที่กำบัง
ซวงเอ๋อร์ที่เห็นว่าเรื่องราวผิดปกติ ก็อ้าปากจะกล่าวคำ กลับถูกฝ่ามือของหานเฟิงทาบปิด มันส่งสัญญาณบอกนางว่า อย่าได้ส่งเสียง ก่อนจะเพ่งความสนใจไปที่ปากทางเข้าตรอก ที่พวกมันพากันเดินเข้ามา
เพียงชั่วครู่ เงาร่างหนึ่งก็กระโดดลงมายืนอยู่บนพื้น เป็นเงาร่างที่พลันให้ซวงเอ๋อร์ต้องบีบรัดแขนของหานเฟิงแน่น ด้วยความตื่นตระหนก เป็นเพราะ เงาร่างที่เห็นนั้น ไม่คล้ายทั้งคน ไม่คล้ายทั้งสัตว์ หากหานเฟิงที่ชมดู กลับทราบว่า สภาพเช่นนั้นเกิดจากอะไร
เป็นคน ที่ใช้อาคมแปลงลักษณ์ปีศาจมายา
คนผู้นี้มีลักษณ์ของค่าง ใบหน้าลำตัวเป็นมนุษย์ ดูอายุราวสามสิบต้นๆ หากแขนกลับยาวกว่าปกติ ทั้งยังมีหางยาวที่มีขนสีดำ ส่วนที่ผิวหนัง มองเห็นขนสีดำสั้นๆขึ้นเป็นแถบๆ แลดูคล้ายค่างเป็นโรค ที่ขนยังขึ้นไม่เต็ม จึงชวนให้แลดูอัปลักษณ์ไป นอกจากนี้ หานเฟิงยังเห็นอีกว่า ที่แผ่นอกเปลือยเปล่าของมนุษย์ค่างตนนั้น มองเห็นเป็นรอยสักตัวเลข เป็นเลข เก้าสิบเก้า
มนุษย์ค่างตนนั้น เมื่อสองเท้าที่คล้ายกับมือสัมผัสลงบนพื้น ก็ย่างเท้าเดินตรงต่อเข้ามาในตรอก มันเหลียวหน้าเมียงมองไปรอบๆ คล้ายกำลังมองหาสิ่งใด ชั่วครู่ต่อมา มันจึงค่อยกล่าวขึ้น
“ หายไปไหนแล้ว?...”
เห็นมันเอาแขนยาวๆเกาหัวอย่างงุนงง หากยังคงก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาในตรอก โดยไม่ทราบรู้เลยว่า หานเฟิงได้ร่ายใช้ดาราวาบวับไปอยู่ด้านหลังของมันแล้ว
“ หาข้าอยู่รึ?”
หานเฟิงกล่าวขึ้น มนุษย์ค่างที่ได้ยินพลันขนลุกตั้งชี้ชัน กระโดดตัวลอยหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนจะลงพื้นหันมาเผชิญหน้ากับหานเฟิง ซึ่งหานเฟิงก็เพียงแค่ยืนกอดอกชมมองมันนิ่งๆ ก่อนที่ปากจะกล่าวขึ้นว่า
“ กระโดดได้ดี”
“ จ เจ้า… ตั้งแต่เมื่อไร?”
มนุษย์ค่างพลันแตกตื่น มันสัมผัสไม่ได้ ว่าชายหนุ่มผู้นี้มาอยู่ด้านหลังของตนตั้งแต่เมื่อไร ทั้งที่มากไปกว่านั้น คือมันไม่อาจสัมผัสได้ถึงระดับพลังของชายหนุ่มผู้นี้
“ เจ้า ติดตามข้ามาตั้งแต่สองหมู่บ้านก่อน แต่ไฉนจึงไม่คิดแสดงตัวออกมา ที่แท้เจ้าติดตามข้าเพื่อเหตุใด?”
มนุษย์ค่างได้ยินพลันหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ มันที่ติดตามมนุษย์ชายหญิงคู่นี้มาหลายวัน ล้วนเป็นเข้าใจว่า พวกมันไม่รู้ตัว
“ ข ข ข้า…”
มนุษย์ค่างอึกอักกล่าวคำไม่ถูก หานเฟิงชมดูรู้สึกรำคาญ จึงยกเท้าขวาขึ้นทาบแผ่นอก ก่อนตบเท้าลง กดเอามนุษย์ค่างให้ล้มนอนแผ่นหลังติดพื้นไป
กระบวนท่ารวดเร็วลื่นไหล มนุษย์ค่างรู้ตัวอีกครา ก็เป็นแผ่นหลังอัดกระแทกพื้นไปเสียแล้ว
“ จ จ เจ้า คิดทำอันใด!!!...”
มนุษย์ค่างกล่าวอย่างแตกตื่น จับจ้องมองชายหนุ่มที่ใช้เพียงเท้าขวาข้างเดียวก็กดแผ่นอกของตนไว้จนไม่อาจดิ้นรนหลบหนี
“ ข้าถามเจ้า เจ้าติดตามข้ามาเพื่ออะไร?”
หานเฟิงกล่าวย้ำคำถาม หากมนุษย์ค่างเอาแต่ปิดปากเงียบ มันจึงเพิ่มแรงกดเท้าลงไป มนุษย์ค่างที่สัมผัสได้ถึงแรงที่กดทับลงมาก็พลันกล่าวขึ้นอย่างตื่นตระหนก
“ จ จ เจ้า ฆ่าข้าไม่ได้... ข้าเป็นสมาชิกของกองโจรร้อยอสูร”
สิ้นคำ มันก็พลันสัมผัสได้ว่า แรงจากเท้าที่กดลงมาถูกถอนกลับคืนไป จึงกล่าวสมทบขึ้นต่อว่า
“ เป็นไร? ได้ยินคำกองโจรร้อยอสูรข้า ถึงกับหวาดกลัวเชียวรึ...”
ทว่า สิ้นคำ แรงกดทับที่รุนแรงกว่าเดิมกลับกดย้ำลงมา
“ บ บัดซบ!!! ข้าบอกว่าข้าเป็นสมาชิกของกองโจรร้อยอสูร…”
จึงพลันได้ยินเสียงของหานเฟิงกล่าวตอบว่า “ แล้วอย่างไร?”
มนุษย์ค่างจึงกลายเป็นนิ่งงัน เพราะที่มันแลเห็น เป็นสีหน้าของชายหนุ่มที่หาได้มีความรู้สึกหวาดกลัวต่อคำ “ กองโจรร้อยอสูร” ของมันแต่อย่างใด
“ ข้าถามเจ้าอีกครั้ง ติดตามข้ามา เป็นต้องการอันใด?”
หานเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ แววตาฉายชัดว่ามิหวาดกลัวต่อสิ่งใด
“ ข ข้า เพียงกำลังลังหาคน”
“ หาคน!!! ผู้ใด?”
“ เพียงหาคน ผู้ใดก็ได้หมด”
หานเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วอย่างสงสัย จึงกล่าวถามกลับไปว่า
“ จะหาไปทำไม?”
“ อ เอ่อ...ห หา… หา”
หานเฟิงมองมนุษย์ค่างที่อ้ำอึ้งอยู่เป็นนานไม่กล่าวคำ จึงได้กล่าวขึ้นต่อว่า
“ ข้าจะนับเพียงหนึ่งถึงสาม จากนั้น ข้าจะย้ำเท้าเหยียบเจ้าจนกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน”
มนุษย์ค่างได้ยินถึงกับสั่นสะท้าน หากคำว่า “ หนึ่ง” ลอยออกมาจากปากของชายหนุ่มแล้ว กระทั่งคำว่า “ สอง” ดังขึ้นมา มันจึงแหกปากกล่าวเสียงดัง
“ ยอมแล้วๆ ยอมบอกแล้ว เป็นข้าหาคนไปขุดเหมือง เป็นพวกข้าได้รับคำสั่ง ให้จัดหาคนไปขุดเหมืองทางตะวันออก ข้าจึงกวาดต้อนพวกชาวบ้าน จากหมู่บ้านต่างๆไป...”
หานเฟิงได้ฟังคำจึงเข้าใจ จึงกล่าวขึ้นว่า
“ สาม”
จากนั้น เสียง “ โผล๊ะ!!!” ก็ดังขึ้นมา พร้อมกับสายโลหิตที่สาดกระเส็น เป็นหน้าอกของมนุษย์ค่าง ที่ถูกหานเฟิงย่ำเหยียบจนแหลกเหลวเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน สิ้นใจโดยมิทันได้กล่าวคำ
หานเฟิงมองดูร่างที่ตนย่ำเหยียบจนตกตายด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนยกเท้าที่ไม่แม้แต่จะแปดเปื้อนโลหิต เดินตรงไปยังที่หลบซ่อนของซวงเอ๋อร์ เพียงย่างเท้าเดินอย่างสงบ ราวกับที่พึ่งเกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์อันสุดแสนจะธรรมดาสามัญ
ซวงเอ๋อร์มองเห็นทุกภาพฉากเหตุกาณ์ กระทั่งยามที่เสียง “ โผล๊ะ!!!” ดังขึ้นพร้อมกับโลหิตสาดกระจาย ยังพาให้นางสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ ถึงแม้ว่านางจะเคยเห็นฉากสังหารจากความทรงจำ และกระทั่งที่หานเฟิงเคยสังหารคนช่วยนางไว้ในตอนนั้น หรือแม้แต่ตอนที่มารดาของนางตกตายก็อยู่ในเหตการณ์ แต่ทว่า ฉากสังหารที่เลือดเย็นเช่นนี้ นางกลับมิเคยเพบเห็นมาก่อน มันช่าง เลือดเย็นยิ่ง เลือดเย็นจนนางรู้สึกหวาดหวั่นต่อชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามา
ซวงเอ๋อร์เหม่อมองชายหนุ่มที่ตนเรียกหาว่าพี่ใหญ่ สายตาสั่นสะท้านหวั่นไหว พี่ใหญ่ผู้นั้น เดินตรงเข้ามาหานางพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่น ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้น กล่าวเป็นถ้อยคำน้ำเสียงที่อบอุ่นอ่อนโยนออกมา
“ บทเรียนแรก คือเจ้าต้องรู้ว่า โลกใบนี้มันโหดร้ายเพียงใด...”