ตอนที่ 29 เล่นไปตามแผน (1)
ฮวาอิ่งเม่ยมองชิวเอ๋อร์ที่อยู่บนพื้นอย่างตะลึงงัน ภายในใจเต็มไปด้วยความอบอุ่น
นางคว้าชิวเอ๋อร์ขึ้นมา แล้วตะโกนด้วยท่าทางเยือกเย็น “อยากจะแข็งแกร่งก็อย่าร้องไห้ง่ายๆ อย่าก้มหัวของเจ้าง่ายๆ และอย่าคุกเข่าของเจ้าง่ายๆ ใต้เข่าของลูกผู้ชายมีทองคำ พวกเรากับพวกเขาแตกต่างกันตรงไหน”
“ชิวเอ๋อร์ เจ้าจำไว้ ทั่วทั้งใต้หล้าคนที่คู่ควรให้เจ้าคุกเข่ามีแค่บิดามารดาเท่านั้น” แม้แต่ฟ้าดินยังถูกแยกออกไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฮ่องเต้ที่เรียกว่าเป็นมังกรแท้โอรสสวรรค์ คำพูดเช่นนี้ของนางเป็นการไม่เคารพโดยสิ้นเชิง
“ฮวาอิ่งเม่ย” โอวหยางหลิงเย่ว์เอ่ยเตือน ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเขา ยังมีเชียนอวี่หยางซึ่งเป็นองค์ชาย นางพูดเช่นนี้ ไม่กลัวประหารเก้าชั่วโคตรหรือ
กลัว...ฮวาอิ่งเม่ยจะกลัวได้อย่างไร นางไม่มีเก้าชั่วโคตรนานแล้ว ส่วนที่โลกนี้ นอกจากชิวเอ๋อร์ บรรดาญาติซึ่งมีสายเลือดใกล้เคียงกับเลือดที่ไหลเวียนบนตัวนางมาก นางหวังอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะได้ตายเร็วๆ
หากเพราะนางคนเดียว ทำให้พวกเขาตายได้ นางยินดีที่จะได้เห็นฉากนี้
ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของนางช่างเยือกเย็นนัก โอวหยางหลิงเย่ว์พลันตระหนักได้ว่า ความเกลียดชังที่นางมีต่อจวนสกุลฮวาถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกรา แทบอยากจะให้พวกเขาลงนรกให้หมด
เขาไม่สนใจความเป็นความตายของคนในจวนสกุลฮวาแม้แต่คนเดียว แต่ไม่ยอมเห็นนางไม่สนใจชีวิตตนเองเช่นนี้
“ที่นี่ในเวลานี้ไม่มีองค์ชายเจ็ด มีแต่เชียนอวี่หยาง” เดิมเชียนอวี่หยางสมควรโกรธ โกรธที่นางดูหมิ่นเสด็จพ่อ แต่เขากลับโกรธไม่ลง เป็นเพราะว่าเขาเกลียดอำนาจราชวงศ์ และรู้สึกผิดหวังอย่างเจ็บปวดกับการต่อสู้ระหว่างพี่น้องเพื่อชิงบัลลังก์ไม่ใช่หรือ ถึงทำให้ไม่เคยกลับเมืองหลวงหลายปี และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขในดินแดนที่เรียกว่ายุทธภพ
เขายืนอยู่ตรงหน้านาง ห่างไกลจากการหลอกลวงกันไปมาในเมืองหลวง เพียงใช้สถานะของสหาย ไม่ถือศักดิ์ฐานะใดๆ
“คุณหนู ข้าจะไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ อีกแล้วเจ้าค่ะ จะไม่ก้มหัวและคุกเข่าง่ายๆ ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น แม้ไม่สามารถปกป้องคุณหนู ก็จะไม่ยอมเป็นภาระของคุณหนูเด็ดขาดเจ้าค่ะ” ชิวเอ๋อร์เช็ดน้ำตาที่หางตาอย่างลวกๆ โคลนที่ติดมือผสมกับน้ำตา เปื้อนใบหน้าของนาง แต่ไม่อาจขัดขวางแววตาที่แน่วแน่และดื้อรั้นของนางได้
โอวหยางหลิงเย่ว์มองร่างของสาวใช้ที่ชื่อว่าชิวเอ๋อร์ผู้นี้เป็นครั้งแรก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นางนั้นอ่อนแอ ไร้ประโยชน์ แต่ความภักดีที่นางมีต่อฮวาอิ่งเม่ยนั้นมากพอที่จะประคองร่างอันอ่อนปวกเปียกของนางขึ้นได้ บนตัวของฮวาอิ่งเม่ยราวกับมีเวทมนตร์ เวทมนตร์ที่ทำให้คนนับถือและติดตาม
“เชียนอวี่หยาง เจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ” ฮวาอิ่งเม่ยเช็ดโคลนบนใบหน้าของชิวเอ๋อร์อย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันไปมองเชียนอวี่หยางที่กำลังเดินเข้ามา
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ดวงตาของเชียนอวี่หยางก็ฉายแววอำมหิต เขาเอ่ยขึ้น “ข้าพบการซุ่มโจมตีขณะกลับไป แต่สิ่งที่ทำให้ข้าประหลาดใจคือ ก่อนที่พวกเขาจะถูกองครักษ์ลับของข้าสังหาร ได้พูดประโยคเดียวกัน”
“พูดว่าอะไรหรือ” ฮวาอิ่งเม่ยซักถาม
“พวกเราถูกหลอกแล้ว!”
เพียงห้าคำ แต่มากพอที่จะอธิบายได้ว่ามือสังหารเหล่านี้ไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของเขา
“เชียนอวี่หยาง หลวงจีนน้อยเคยบอกว่าคนที่ช่วยข้าไว้คือเจ้าหรือ” ฮวาอิ่งเม่ยเปลี่ยนประเด็นอย่างฉับพลัน ทำให้เชียนอวี่หยางอึ้งเล็กน้อย โอวหยางหลิงเย่ว์ได้ยินคำถามของนาง มุมปากก็ยกยิ้มจางๆ นางฉลาดดังคาด ‘เพียงครู่เดียวก็นึกถึงกุญแจสำคัญของเหตุการณ์แล้ว’
“เปล่า” ครั้งนี้เชียนอวี่หยางกลับเมืองหลวงอย่างลับๆ หากให้เสด็จพ่อรู้ว่าเขามาถึงเมืองหลวงแต่ไม่กลับวัง จะต้องตำหนิเขาเป็นแน่ ส่วนบรรดาพี่น้องเหล่านั้นของเขา เหอะๆ หากพวกเขารู้แล้ว เช่นนั้นมือสังหารที่มาเหล่านี้ เกรงว่าจะเป็นคนที่พวกเขาส่งมา
‘เป็นเช่นนี้ดังคาด’ ดวงตาของฮวาอิ่งเม่ยเปล่งประกายเย็นดุจน้ำค้างแข็ง ‘จ้าวเยียนหราน ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้ข้ากลับไป เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนา’
…
ณ ประตูเมืองหลวง บรรดาขุนนางคุกเข่าต้อนรับไทเฮาเสด็จกลับราชสำนัก ฮ่องเต้มารับไทเฮากลับวังด้วยตนเอง ตลอดทางมีเหล่าราษฎรก้มกราบกราน เสียงฆ้องและกลองสะเทือนลั่นฟ้า สองฝั่งมีองครักษ์พกดาบอารักขาอยู่ ดาบใหญ่ที่ข้างเอวเสียดสีกับชุดเกราะ ส่งเสียงโลหะกระทบดังก๊องแก๊ง
“น้อมต้อนรับไทเฮาเสด็จกลับราชสำนัก”
“น้อมต้อนรับไทเฮาเสด็จกลับราชสำนัก”
“น้อมต้อนรับไทเฮาเสด็จกลับราชสำนัก”
เสียงดังอึกทึกอย่างไม่ขาดสาว ราวกับเกลียวคลื่น
“ลูกน้อมรับเสด็จแม่กลับราชสำนัก” ในตำหนักจินหลวน[1] เชียนเอ้าหลินยืนอยู่หน้าบัลลังก์มังกร โค้งคำนับให้ไทเฮาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ก่อนจะกล่าวกับเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่เบื้องล่างด้วยท่าทางฮึกเหิม “พรุ่งนี้จัดงานเลี้ยงต้อนรับไทเฮาเสด็จกลับราชสำนัก ขุนนางที่รักทั้งหลายจงบอกสมาชิกครอบครัวให้เตรียมตัวเพื่อมาร่วมงานเลี้ยงไว้ให้ดี”
“ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี ไทเฮาทรงพระเจริญพันปีพันๆ ปี” เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างพากันคำนับสรรเสริญพระบารมี
“ขุนนางทุกท่านลุกขึ้นเถิด” เชียนเอ้าหลินนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร สะบัดแขนเสื้อของชุดคลุมมังกรทีหนึ่ง
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เหล่าขุนนางลุกขึ้น ก้มหน้าลงด้วยความเคารพนอบน้อม ไม่กล้ามองพระพักตร์ของเชื้อพระวงศ์ตรงๆ
“ฮวาจวิ้นหยาง” บนบัลลังก์สูง ไทเฮาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก สายตามองผ่านฝูงชนไปยังร่างของแม่ทัพใหญ่
“ไทเฮา” ฮวาจวิ้นหยางออกมาจากแถว โค้งคำนับพร้อมกับยกกำปั้นคารวะ รอฟังคำพูดของไทเฮาด้วยความเคารพ
“อิ่งเม่ย เด็กคนนั้นสบายดีหรือไม่” เมื่อเอ่ยถึงฮวาอิ่งเม่ย ดวงตาน่าเกรงขามสุดจะเปรียบของไทเฮาก็ฉายแววอ่อนโยนแวบหนึ่ง แม้แต่น้ำเสียงก็รุนแรงน้อยลง
เชียนเอ้าหลินก้มมองฮวาจวิ้นหยาง ก้นบึ้งของดวงตาล้ำลึกมองไม่เห็นอารมณ์ใดๆ มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกุมบัลลังก์มังกรแน่น หลังมือมีเส้นเอ็นผุดขึ้น ‘ฮวาอิ่งเม่ย ฮวาอิ่งเม่ย เสด็จแม่ทรงรักใคร่เอ็นดูเจ้าจริงๆ ฮวาอิ่งเม่ย หรืออยากจะพบใครผ่านทางนาง!’
เชิงอรรถ
^ อีกชื่อหนึ่งของตำหนักไท่เหอ ตั้งอยู่ใจกลางวังหลวง ใช้เป็นท้องพระโรง