“พี่สาม”
ทันทีที่น้องสาวเห็นเขา ปากน้อย ๆ ของนางะโเรียกพี่ชายแล้ววิ่งเข้าไปกอดขา หัวเล็ก ๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มหวาน
ั้แ่เล็กบิดา มารดาและพี่ชายคนอื่น ๆ มักยุ่งอยู่เสมอ มีแค่พี่ชายคนที่สามกับสาวใช้เท่านั้นที่คอยเล่นเป็เพื่อนนาง ดังนั้นเด็กน้อยจึงรักพวกเขามาก
วันนี้เมื่อได้พบว่ามีคนแปลกหน้า้าพาตัวไป ทำให้เด็กน้อยรู้สึกใมากจนทำอะไรไม่ถูก
แต่พี่ชายคนที่สามของนางก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ก้าวเข้ามาปรากฏตัวยามที่เด็กน้อย้าที่พึ่ง แล้วยืนหยัดเพื่อนางโดยไม่ลังเล
ในหัวเล็ก ๆ ของโจวอันฉีคิดว่า นี่สิถึงคู่ควรจะเป็พี่ชายของนาง ใครก็ตามที่ทำให้เด็กน้อยตื่นใ พี่ชายต้องรีบออกมาทุบตีคนไม่ดีทันทีถูกต้องแล้ว
เมื่อโจวเฉินเห็นความกระตือรือร้นของน้องสาว ความกังวลก่อนหน้านั้นจึงค่อนข้างจางลงมาก เขาก้มตัวอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแล้วก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
แต่ทว่า ก่อนที่โจวเฉินจะมีโอกาสได้เปิดปากพูดคุยกับลุงของเขา ในตอนนั้นเองสมาชิกของตระกูลคนหนึ่งเร่งรีบเข้ามาแจ้ง ให้เขานำน้องสาวไปพบกับเหล่าผู้าุโ
โดยลุงของเขาก็ถูกขอให้ตามไปด้วย
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะรีบไป” โจวเฉินตอบรับคำเชิญครั้งนี้ ก่อนสมาชิกคนดังกล่าวจะหมุนตัวจากไป
หลังลุงและหลานชายหันมาแลกเปลี่ยนสายตาเล็กน้อย ทั้งคู่รวมถึงเด็กหญิงตัวน้อยโจวอันฉี ก็ได้ออกเดินทางจนมาถึงห้องโถงในเวลาเพียงไม่นาน
ในตอนนั้น โจวเฉินและน้องสาวเป็ฝ่ายแสดงความเคารพตามมารยาท ก่อนที่ข้อกังวลสำคัญจะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง
แน่นอนว่า หัวข้อของการสนทนาที่ดำเนินอยู่นี้ ล้วนหนีไม่พ้นเื่ของน้องสาวตัวน้อยโจวอันฉี โดยความเปลี่ยนแปลงของเขาถูกพูดถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนใหญ่สิ่งที่กลายมาเป็ความกังวลของเหล่าผู้าุโในตระกูล จริง ๆ แล้วคือเื่ความปลอดภัย และเส้นทางในอนาคตของโจวอันฉี
ในฐานะผู้ปกครองใกล้ชิดที่ยังไม่ได้หายไปไหน โจวเฉินและลุงของเขาซึ่งนับเป็ญาติสนิทจึงถูกเรียกมาเพื่อหารือ เกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยนับจากนี้
ส่วนด้านเส้นทางในอนาคตของเด็กน้อยได้รับการหารือเพียงไม่มาก เหตุผลสำคัญเป็เพราะพ่อและแม่ของนางยังอยู่ แถมบิดายังเป็หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันอีกด้วย
ดังนั้นในความเห็นของพวกเขาควรรอจนกว่าหัวหน้าตระกูล จะออกจากการปิดด่านเสียก่อน แล้วค่อยให้เป็หน้าที่ของบิดาคอยตัดสินใจในเื่นี้แทน
ต่อจากนั้นใช้เวลาไม่นาน ข้อตกลงเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้แก่โจวอันฉีจึงได้ข้อยุติ โดยเด็กน้อยจะได้รับการปฏิบัติเป็พิเศษ
แม้นางจะยังไม่โต แต่สถานะในตระกูลยามนี้นางได้แซงหน้าพี่ชายคนโตของตนเรียบร้อยแล้ว
เมื่อนำมารวมกับอายุของนางที่ยังน้อยดูแลตัวเองไม่ได้ การปกป้องจึงถูกยกระดับให้อยู่ในความสำคัญสูงสุดโดยปริยาย
ถึงแม้ดูเหมือนผู้าุโเหล่านี้จะตัดสินใจเกินจริงไปมาก แต่เพื่ออนาคตของตระกูลโจวที่มีโอกาสกลับมาเรืองอำนาจ ในสายตาเหล่าผู้าุโทุ่มเทแค่นี้มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
“ขอบคุณผู้าุโ” สองพี่น้องโจวเฉินและโจวอันฉีกล่าวพร้อมกัน
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะใช้โอกาสเอ่ยขอตัวจากไป หน้าทางเข้าโถงในเวลานั้นกลับมีอีกร่างหนึ่งที่ถูกผู้าุโนำตัวเข้ามา
เ้าของร่างที่ว่านี้คงเป็อื่นไปไม่ได้ นอกจากโจวิหยวนที่เพิ่งถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมกับโจวเฉินอย่างลับ ๆ
“พวกเ้า้าอะไรจากข้า”
โจวิหยวนเปิดปาก้าทราบจุดประสงค์ตามตรง ในฐานะที่เป็สมาชิกตระกูลหลัก เขาไม่แสดงความเคารพผู้าุโในห้องโถงเลย
เหล่าผู้าุโที่เห็นดังนั้นหลายคนก็ไม่คิดจะถือสา หนึ่งในผู้าุโที่พบว่ามีบางคนเริ่มไม่พอใจ จึงเร่งกล่าวถึงความ้าโดยตรง
“ข้ามีทางเลือกให้เ้าสองทาง จะยอมสาบานต่อเต๋า์ว่าจะไม่แพร่งพรายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเลือกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่ตลอดไป”
เมื่อโจวิหยวนได้ฟังตัวเลือกที่ถูกหยิบยื่นให้ เขาลอบชำเลืองไปทางโจวเฉินเล็กน้อย ก่อนจะเผยความไม่เต็มใจฉายชัดผ่านใบหน้า จากนั้นจึงยอมก้มหัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ทางแรก” โจวิหยวนพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา ในใจมีแต่ความคิดที่วุ่นวายผุดขึ้น
หากไม่ใช่เพราะข้าถูกฝังบางอย่างลงในิญญาดั้งเดิมล่ะก็ ข้าอาจหาทางออกได้ดีกว่านี้แน่ ข้าไม่เชื่อว่าพวกเ้าจะกล้าขังข้าไว้ที่นี่ไปตลอดหรอกนะ
แต่มันสายไปแล้ว มันแก้ไขไม่ได้แล้วจริง ๆ ต่อไปข้าคงถูกใช้เป็หุ่นเชิดที่ทำได้แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น
ในระหว่างที่โจวิหยวนตัดพ้อกับตัวเอง ผู้าุโคนเดิมที่มีรูปร่างท้วมได้นำสิ่งที่ต้องสาบานมาให้เขา
หลังจากนั้น ก็ถึงคราวที่โจวิหยวนสาบานต่อเต๋า์ โดยจะไม่แพร่งพรายทุกเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ออกไป
คำสาบานต่อมาเป็การที่เขาต้องรับปากว่า จะไม่มีความคิดใด ๆ เกี่ยวกับเด็กน้อยโจวอันฉีอีก
ภายหลังเมื่อเสร็จสิ้นข้อตกลงเหล่านี้แล้ว โจวิหยวนจึงได้รับอนุญาตให้จากไป ภายใต้แววตาที่เป็กังวลของผู้าุโเ่าั้ซึ่งค่อย ๆ กลับมาดูดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางด้านโจวิหยวนที่เดินปลอบใจตัวเองจนกลับมาถึงที่พัก แทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่ได้
นายน้อยผู้นี้เกิดมาไม่ธรรมดามีภูมิหลังไม่เรียบง่าย โจวิหยวนเชื่อมาโดยตลอดว่าเขาคือบุคคลที่์โปรดปราน
อนาคตเขาจะต้องผงาดขึ้นเหนือพร์ทุกคนในดินแดนแห่งนี้ กลายเป็ผู้เย่อหยิ่งสูงสุดของตระกูล นำพาทุกคนสร้างชื่อเสียงจนสะท้านะเืส่งผ่านไปถึงดินแดนอื่น ๆ
ด้วยรากิญญาชั้นยอด บวกกับการที่มันกลายพันธุ์เป็รากิญญาลม ประกอบกับอาศัยเื้ัซึ่งเป็ขุมอำนาจที่ไม่ธรรมดา มีรากฐานอันลึกซึ้งโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการฝึกกระบี่
เกิดมาพรั่งพร้อมถึงเพียงนี้แล้ว จะไม่ให้เขาวาดฝันเอาไว้สูงล้ำได้อย่างไร
แต่ในทันทีที่ออกสู่ภายนอกครั้งแรก เขากลับต้องเสียทีให้แก่พวกที่เคยมองว่าต่ำกว่า อีกทั้งผู้ที่ทำให้เขาพลาดท่ายังอายุน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ
ที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องกลายมาเป็คนที่คอยเชื่อฟังอีกฝ่าย สิ่งที่เคยคาดหวังจึงสูญสลายหายไปในพริบตา
แต่ยิ่งรู้สึกสูญเสียแผนการเอาคืนต่าง ๆ ก็ยิ่งผุดในหัวมากขึ้น ทว่าพอนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น ่ที่ถูกบุกรุกทะเลจิตสำนึกโดยอีกฝ่าย
ความเ็ปที่เขาได้รับทำให้ร่างกายอยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการสั่นสะท้าน ความรู้สึกที่รอยประทับในิญญาดั้งเดิมค่อย ๆ ถูกกัดกิน เขานั้นทนรับไม่ไหวจนเกือบจะเสียสติ
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ยังคงเป็ผลกระทบในทางที่ดีได้จากคำสาปที่ประทับภายในิญญา อีกอย่างอาจจะเป็เหรียญแปลก ๆ ที่เขากำลังกลั่นอยู่ในขณะนี้ด้วย
แต่หากเลือกได้อีกครั้ง เขาขอความเป็อิสระและสถานะเดิมยังดีเสียกว่า ถ้าเป็ไปได้นายน้อยผู้สูงศักดิ์อย่างเขาไม่มีทางแวะมาที่ตระกูลสาขาแห่งนี้เป็แน่
“ข้าไม่น่าอวดเก่งลอบออกเดินทางคนเดียวแบบนี้เลย” โจวิหยวนยังคงบ่นพึมพำตัดพ้อกับตัวเองพลาง กลั่นเหรียญที่ได้รับมาจากโจวเฉินไปพลาง
ไม่ช้าเหรียญที่เคยอยู่ในมือ พลันพุ่งใส่กึ่งกลางหน้าผากอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แถมยังจมหายเข้าไปภายในทะเลแห่งจิตสำนึกโดยตรงอีกด้วย
จากนั้นเขาเลยได้เรียนรู้คุณสมบัติพื้นฐานของมัน ด้วยความคิดเดียวจิตสำนึกของเขาได้ไปปรากฏในมิติแห่งหนึ่ง โดยมาในรูปแบบภาพฉายที่คล้ายคลึงกับร่างจริงไม่มีผิด
“มาแล้วเหรอ” น้ำเสียงอันเฉยเมยดังขึ้นจากทิศทางหนึ่ง พอหันไปทางนั้นอีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาว่า
“ยินดีต้อนรับสมาชิกคนแรกสู่กลุ่มปราณจุติ”
“กลุ่มปราณจุติ” โจวิหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ค่อยถูกใจชื่อกลุ่มมากนัก แต่แค่คนที่จะถูกใช้เป็หุ่นเชิดคงออกความเห็นอะไรไม่ได้
“ใช่”
ผู้ที่กำลังกล่าวต้อนรับอยู่นี่ไม่ใช่ใครที่ไหน นี่คือโจวเฉินที่ล่วงหน้าเข้ามาคอยอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนองค์กรที่ถูกเรียกว่าปราณจุติ เป็ชื่อกลุ่มที่เขาเพิ่งคิดขึ้นมาสด ๆ แม้จะไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูดีที่สุดแต่เขายังไม่คิดจะเปลี่ยน เพราะไม่อยากเสียเวลา
“ข้าเนี่ยนะสมาชิกคนแรก แล้วคนผู้นั้นล่ะ” ดวงตาของโจวิหยวนฉายแววจับจ้องร่าง ๆ หนึ่ง ที่ยืนอยู่บนแท่นขวาสุด
รูปลักษณ์ในตอนนี้ ทั้งโจวเฉินและอีกคนในการมองเห็นของโจวิหยวน ทั้งคู่สวมชุดคลุมสีดำปกปิดส่วนบนด้วยหน้ากากไม่ได้แตกต่างกันเลย
“เขาน่ะเหรอ เป็สมาชิกสำรอง” โจวเฉินแนะนำอีกร่างของเขาออกไปแบบนั้น โดยไม่คิดเปิดเผยความจริงเร็ว ๆ นี้
แม้แต่คำแนะนำที่ว่าสมาชิกสำรองก็เพิ่งถูกคิดขึ้นมาเช่นกัน ในเวลานี้เขายังคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าจะเลือกวางตำแหน่งอีกร่างไว้ที่ตัวตนใดกันแน่
จะสร้างเป็ตัวตนอื่นขึ้นมาเลย หรือควรใช้เป็เงาทำหน้าที่แทนเขาในที่แจ้งดีล่ะ
ในเมื่อยังเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ได้ โจวเฉินจึงต้องแนะนำออกไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนโจวิหยวนจะไม่ได้ให้ความสำคัญสิ่งนี้เลย
อีกฝ่ายละสายตาจากสมาชิกสำรองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโจนขึ้นไปปรากฏตัวยืนอยู่บนแท่นหนึ่ง แล้วหันมาเอ่ยปากขึ้นว่า
“ข้าเลือกอยู่แท่นไหนก็ได้ใช่หรือไม่”
โจวเฉินพยักหน้า “อันไหนก็ได้ แต่ต้องจำไว้ครั้งหน้าต้องอยู่แต่ที่แท่นเดิม ห้ามเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีก เดี๋ยวจะไปทับที่สมาชิกคนอื่น ๆ เข้า”
“ยังมีสมาชิกคนอื่นนอกจากนี้อยู่ด้วยหรือ”
“มีสิแต่นั่นมันในอนาคต ส่วนตอนนี้ก็อย่างที่เพิ่งพูดไปเ้าเป็สมาชิกคนแรก สมาชิกคนอื่น ๆ ยังอยู่ใน่ค้นหาผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอยู่” โจวเฉินอธิบายยาวสักเล็กน้อย แล้วจึงคิดจะเอ่ยถึงเื่ที่สำคัญกว่า
“เอาล่ะ มาเข้าเื่กันเลยดีกว่านี่คือการประชุมครั้งแรกของพวกเรา ปราณจุติ”