เช้าวันต่อมา เซี่ยลี่หยางยังคงง่วนอยู่ในครัว ถึงแม้เขาจะมอบตำราอาหารให้มารดากับน้องสาวไว้ศึกษาแล้ว แต่อย่างไรทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเข้าครัวมาก่อน ดังนั้นในครั้งแรก เขาจึงต้องมาสอนให้พวกนางจุดไฟ เรียนรู้ว่าอุปกรณ์ในครัวใช้อย่างไร และเครื่องปรุงที่มีคืออะไรบ้าง เมื่อเรียนรู้สิ่งของในครัวได้ทั้งหมด เซี่ยลี่หยางจึงจะวางมือแล้วให้มารดากับน้องสาวค่อยๆ เรียนรู้การทำอาหารด้วยตัวเอง
“เพราะท่านแม่กับซิ่งเอ๋อยังไม่เคยเข้าครัวมาก่อน วันนี้ข้าจะสอนให้พวกท่านจุดไฟและทำอาหารง่ายๆ” เซี่ยลี่หยางบอก
“เ้าจะสอนให้แม่ทำอาหารชนิดไหนเป็อย่างแรกหรือ เ้าบอกแม่มาได้เลย แม่จะตั้งใจเรียนรู้อย่างเต็มที่” เซี่ยฮูหยินถามอย่างกระตือรือร้น เมื่อก่อนนางก็เคยแอบฝันไว้ว่านางอยากจะทำอาหารด้วยฝีมือตัวเองให้สามีและลูกๆ ได้ทาน ติดที่สามีเป็ห่วงนางมากเกินไป เขาจึงไม่เคยอนุญาตให้นางเข้ามายุ่งในครัว
เซี่ยลี่หยางยิ้ม “มื้อแรกนี้ท่านแม่ทำข้าวต้มหมูสับกับไข่ลวกก็แล้วกันขอรับ แต่เพราะวันนี้ข้ากับเหวินซูจะออกไปข้างนอกกันแต่เช้าจึงยังไม่มีเวลาสอนให้ท่านเคี่ยวน้ำต้มกระดูกเพื่อเอามาใช้เป็น้ำซุปในการทำข้าวต้ม”
“หากไม่มีน้ำซุปแล้วมันจะอร่อยหรือ”
“อร่อยสิขอรับ ขอแค่ท่านแม่เติมซุปก้อนลงไปสักหน่อย เท่านี้ข้าวต้มของเราก็จะมีรสชาติอร่อยแล้ว” เซี่ยลี่หยางพูดเสร็จก็โยนซุปก้อนลงในหม้อไปหนึ่งก้อน ในหม้อเขาได้ใส่ข้าวสวยที่ทานเหลือจากเมื่อวานและหมูสับที่ผ่านการรวนและปรุงรสไว้เรียบร้อยแล้ว “ท่านแม่ต้องหมั่นคนข้าวในหม้อนะขอรับ ระวังอย่าให้ข้าวติดก้นหม้อ เมื่อข้าวแตกตัวดีก็ถือว่าข้าวต้มของเราเสร็จพร้อมทานแล้ว”
“พี่ใหญ่ นาฬิกาที่ท่านบอกให้ข้าจับตาดูมันดังขึ้นแล้วเ้าค่ะ” เซี่ยหรงซิ่งรับหน้าที่ทำไข่ลวก นางมองสิ่งที่พี่ชายเรียกมันว่านาฬิกาจับเวลาอยู่อย่างไม่วางตา เมื่อนางได้ยินเสียงร้องของมัน นางจึงรีบเรียกพี่ชายให้มาดู
“เ้าตักไข่ขึ้นมาแช่ในน้ำเย็น รอให้ข้าวต้มของท่านแม่สุกแล้วเ้าค่อยเอาไข่มาตอกใส่้า จากนั้นก็โรยต้มหอมซอย กระเทียมเจียว แล้วก็พริกไทยป่นนิดหน่อยค่อยยกออกไปวางที่โต้ะทานข้าว แต่ระหว่างที่รอให้ข้าวต้มของท่านแม่ได้ที่ ข้าจะสอนให้เ้าทำขนมปังปิ้ง ไข่ดาว กับเบคอนทอด”
“ได้เลยเ้าค่ะ” เซี่ยหรงซิ่งตอบรับอย่างแข็งขัน ความจริงแล้วในห้องครัวมีเตาแค่เตาเดียว ซึ่งท่านแม่ก็ยึดไปทำข้าวต้มเสียแล้ว ยังดีที่พี่ชายมีสิ่งที่เรียกว่าเตาแก๊สพกพา นางจึงไม่ต้องเสียเวลารอใช้เตาต่อจากท่านแม่อีก และการทำขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และเบคอนทอดก็ง่ายดายมาก
ไม่นานอาหารเช้าก็เสร็จพร้อมทาน
“เรากินข้าวแบบนี้ได้ทุกวันจริงหรือขอรับพี่ใหญ่” เซี่ยเหวินซูไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำอาหารในห้องครัว เพราะพี่ใหญ่สั่งให้เขาออกไปวิ่งรอบจวนเพื่อออกกำลังกาย เมื่อเขาจัดการธุระของตัวเองเรียบร้อย เขาจึงเดินมาที่ห้องอาหาร และอาหารตรงหน้าก็ทำให้เขาดีใจเป็อย่างมาก
“่แรกนี้ท่านแม่กับซิ่งเอ๋อยังทำอาหารยากๆ ไม่เป็ เราจึงต้องทานอาหารง่ายๆ ไปก่อน แต่เพราะมื้อเช้าเป็มื้อที่สำคัญที่สุด อาหารที่เรากินก็ควรจะครบตามหลักโภชนาการ” เซี่ยลี่หยางมองดูอาหารเช้าอย่างพอใจ มีทั้งข้าวต้มหมูสับใส่ไข่ลวก และในจานกระเบื้องสีขาวใบใหญ่ยังมีขนมปังปิ้ง ไข่ดาว เบคอนทอด และสลัดผักสีสันน่ารับประทานวางอยู่ “อีกอย่างเ้าสองคนยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ท่านแม่เองก็อยู่ในวัยที่ต้องบำรุงร่างกาย ดังนั้นทุกคนต้องดื่มนมจืดทุกวัน”
เซี่ยหรงซิ่งมองดูน้ำนมสีขาวในแก้วใสแล้วก็นิ่วหน้า “เมื่อวานท่านให้พวกเราลองดื่มนมจากกล่องแล้ว ข้าว่ามันไม่อร่อยเลย”
“ไม่อร่อยแต่มันมีประโยชน์มากนะ เ้ากับเหวินซูต้องดื่มนมให้ได้วันละสองแก้ว” เซี่ยลี่หยางยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นว่าน้องสาวกำลังจะเถียง “ดื่มนมทุกวันนอกจากจะทำให้พวกเ้าสูงแล้ว ยังทำให้เ้ามีผิวสวยและเนียนนุ่มอีกด้วย หรือว่าเ้าไม่อยากเติบโตมาเป็สาวงามกัน”
“ดื่มน้ำนมแก้วนี้แล้วจะทำให้ข้าเป็คนสวยจริงหรือเ้าคะ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะดื่มนมวันละสองแก้วทุกวัน” เซี่ยหรงซิ่งรีบยกน้ำนมขึ้นมาดื่มไปหลายอึก
“แล้วน้ำนมของแม่จะทำให้แม่สวยขึ้นด้วยหรือเปล่า” เซี่ยฮูหยินถามขึ้น นางอยากบำรุงตัวเองให้ดี เมื่อสามีกลับมาเห็นว่านางยังสาวและยังสวย เขาจะได้ดีใจ
“แน่นอนสิขอรับ แต่น้ำนมสูตรของท่านแม่จะต่างจากน้องๆ อยู่สักหน่อย เพราะน้ำนมที่ข้าเอามาให้ท่านแม่ดื่มจะช่วยบำรุงกระดูกด้วย รอให้ท่านพ่อกลับมา ท่านพ่อจะต้องแปลกใจคิดว่าท่านแม่เป็นางฟ้าไปแล้วก็ได้” เซี่ยลี่หยางยิ้ม แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับเปลี่ยนไป “ข้าขออภัยขอรับ ข้าแค่คิดว่าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่”
“เ้าก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกันหรือลี่หยาง” เซี่ยฮูหยินถามลูกชาย “เ้า...เ้าไม่ได้แค่จะพูดเพื่อเอาใจแม่เท่านั้นใช่หรือไม่”
“ที่ท่านแม่ยังไม่ตั้งป้ายิญญาของท่านพ่อไว้ก็เพราะท่านแม่ยังไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะจากไปไม่ใช่หรือขอรับ ข้าก็เชื่อเช่นนั้น” เซี่ยลี่หยางมองมารดาและน้องทั้งสอง “รอให้สถานการณ์ของบ้านเราเข้าที่เข้าทาง ข้าสัญญาว่าข้าจะออกไปตามหาท่านพ่อ ถึงตอนนั้นครอบครัวของเราจะได้กลับมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้า”
“พี่ใหญ่! ข้าจะไปตามหาท่านพ่อกับท่านด้วย” เซี่ยเหวินซูพูดขึ้น
“ตอนนี้บ้านเรามีผู้ชายแค่สองคน ถ้าข้าออกไปตามหาท่านพ่อ แล้วใครจะอยู่ดูแลท่านแม่กับซิ่งเอ๋อ” เซี่ยลี่หยางถามน้องชาย
“แต่ว่า...” เซี่ยเหวินซูลังเล
“ข้ารู้ว่าเ้าเป็ห่วงท่านพ่อ แต่เ้าไม่ห่วงความปลอดภัยของท่านแม่กับซิ่งเอ๋อแล้วหรือ”
“ก็ได้ขอรับ” เซี่ยเหวินซูตอบรับแม้จะไม่เต็มใจ เพราะสิ่งที่พี่ชายพูดมาก็ถูก หากเขาติดตามพี่ชายออกไปตามหาบิดา แล้วท่านแม่กับน้องสาวจะอยู่กันอย่างไร
เซี่ยลี่หยางลูบศีรษะน้องชาย ก่อนที่เขาจะใช้มืออีกข้างลูบศีรษะน้องสาว “ต่อไปนี้ขอให้พวกเ้าเชื่อมั่นในตัวข้าว่าพี่ใหญ่คนนี้จะทำให้ครอบครัวของเรากลับมารุ่งเรืองเหมือนเมื่อก่อนอย่างแน่นอน และข้าจะตามหาท่านพ่อให้กลับมาอยู่กับพวกเราให้ได้”
ทั้งหมดนั่งทานอาหารเช้าโดยไม่พูดไม่จา เวลานี้เซี่ยฮูหยิน เซี่ยเหวินซู และเซี่ยหรงซิ่งเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าลูกชายและพี่ใหญ่ของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ คำพูดของพี่ชายเมื่อครู่ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัยเป็อย่างมาก ต่อไปไม่ว่าพี่ใหญ่จะพูดอะไร พวกเขาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ในความคิดของเซี่ยฮูหยินก็ไม่ต่างกัน ต่อไปนี้นางคงฝากชีวิตไว้กับลูกชายคนโตได้แล้ว
“อ้าว! สายป่านนี้แล้วพวกเ้าเพิ่งจะทานข้าวกันหรือ พวกเราคงไม่ได้มารบกวนมื้ออาหารของพวกเ้านะ” ท่านอาห้าเซี่ยเดินเข้ามาอย่างถือวิสาสะ เมื่อเขาเห็นร่องรอยของอาหารเช้าที่วางอยู่ เขาก็อดที่จะพูดประชดไม่ได้ “หลานชาย อาหารเช้าของเ้าช่างดูดีเหลือเกิน ไม่ใช่ว่าเ้าผลาญสมบัติของบิดาไปกับหอนางโลมจนหมดแล้วหรือ ทำไมพวกเ้าถึงได้มีอาหารดีๆ กินอยู่อีกเล่า”
“บ้านข้าจะกินอยู่กันอย่างไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วยน้องชายห้า” เซี่ยฮูหยินพูดขึ้น
“พี่สะใภ้โกรธข้าแล้วหรือ เช่นนั้นข้าต้องขออภัยด้วย” ท่านอาห้าเซี่ยมองพี่สะใภ้ด้วยสายตาแปลกๆ
เซี่ยลี่หยางรับรู้ความหมายของสายตานั้นเป็อย่างดี ผู้ชายคนนี้คิดไม่ซื่อกับท่านแม่ของเขา เขาลุกขึ้นยืนแล้วส่งสายตาให้น้องทั้งสองยืนขึ้น ก่อนที่ทั้งสามคนจะฉุดมารดาให้ไปยืนอยู่ด้านหลัง
“หลานชายขอคารวะท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรอง ท่านอาสี่ และท่านอาห้า ไม่ทราบว่าทุกท่านมาที่บ้านข้าแต่เช้าด้วยธุระใด”
“ท่าทางของเ้ามันคืออะไรกัน! ผู้หลักผู้ใหญ่มาหาไม่แม้แต่จะเชิญไปนั่งแล้วยกน้ำชามารับรอง แต่กลับกล้าทำตัวไร้มารยาท เ้าถามเราอย่างนี้มันถูกแล้วหรือ” ท่านลุงใหญ่เซี่ยตวาดเซี่ยลี่หยาง
“หากเป็เมื่อก่อนข้าคงรีบเชิญพวกท่านไปนั่งแล้วชงชาชั้นดีมารับรองพวกท่านแล้ว แต่เป็เพราะบิดาข้าหายสาบสูญไป พวกท่านก็ไม่เคยที่จะมาสนใจกับบ้านสายสามของเราอีก ทั้งยังขับไล่พวกเราให้ออกมาอยู่ที่บ้านพังๆ หลังนี้ เพราะฉะนั้นการที่ข้าไม่เชิญท่านกลับไปก็นับว่าเป็การต้อนรับที่ดีมากแล้ว” เซี่ยลี่หยางพูดอย่างไม่เกรงใจ เดิมทีครอบครัวเซี่ยทั้งห้าสายอาศัยอยู่ในตระกูลเซี่ยอันยิ่งใหญ่ด้วยกัน แต่พอบิดาของเขาหายตัวไปและมีข่าวว่าท่านถูกคนร้ายลอบสังหารจนเสียชีวิต คนในตระกูลเซี่ยก็ไล่ให้ครอบครัวของเขาออกจากบ้านเพราะกลัวว่าคนร้ายกลุ่มนั้นจะกลับมาสังหารคนตระกูลเซี่ยทั้งตระกูล
“ลี่หยาง อย่างไรลุงใหญ่ก็เป็ผู้าุโของเ้า เ้าจะพูดเช่นนี้กับเขาไม่ได้” ท่านอาสี่เซี่ยปราม ถึงแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับพี่ชายและน้องชายในการเดินทางมาที่นี่ในวันนี้ และแม้เขาจะสงสารพี่สะใภ้กับหลานๆ ที่ต้องมาเสียหัวหน้าครอบครัวไป แต่การที่ได้ยินหลานชายตอบโต้ผู้าุโอย่างไม่ลดละเช่นนี้เขาก็รู้สึกไม่พอใจ
“ขอบคุณท่านอาสี่ที่เตือนขอรับ แต่ข้ามันก็เป็เช่นนี้ หากใครดีมาข้าก็ดีกลับ แต่หากใครร้ายมาข้าก็ร้ายกลับ” เซี่ยลี่หยางมองท่านอาสี่เซี่ยด้วยสายตาคมกริบ “หรือใครจะทำตัวเพิกเฉยหรือทำตัวเป็ต้นไผ่ที่ลู่ไปตามลมข้าก็ไม่สน ขอแค่เขาคนนั้นไม่มายุ่งเื่ของครอบครัวข้าเท่านั้นก็พอ”
“เ้า...” ท่านอาสี่เซี่ยพูดไม่ออก เขาจะไม่เข้าใจกับคำพูดของหลานชายได้อย่างไร ถูกต้องแล้ว! เขาเป็คนประเภทนั้นจริง แล้วจะให้เขาเอาความกล้ามาจากไหนกัน ในเมื่อห้าคนพี่น้อง มีเขาเพียงคนเดียวที่เกิดมาจากอนุภรรยา ส่วนพี่น้องอีกสี่คนที่เหลือล้วนเกิดมาจากฮูหยินใหญ่กันทั้งนั้น
“ไอ้เด็กสามหาว!” ท่านลุงรองเซี่ยะโขึ้น