เมื่อเอ่ยพ่นวาจาแบบขอไปที “ร่างปราณจิต เ้าคงจะสร้างมาจากของวิเศษ บางอย่างซินะกู่เหยา?”
แต่หลินอวิ๋นก็ไม่ได้คาดคั้น้าคำตอบจากอีกฝ่าย
เมื่อกล่าวต่อ “ลองเอาสิ่งนี้ไปศึกษาดู เหมือนร่างกายปราณจิตประหลาดเ้า จะมีอักขระแบบเดียวกับแผ่นทองอยู่” เขาพลางดึงแผ่นทอง ออกจากแหวนมิติ แล้วส่งให้กู่เหยาน้อยศึกษาไปพลาง
หลินอวิ๋นก็ปิดขั้นพลังทันที ‘บางทีอาจจะมีแค่สตรีนางนั้น ที่รู้ตัวจริงของข้า’ เมื่อจำเสียงเตือน ‘เ้าหนูระวัง’ พลั้งปากของฉู่หลาน สตรีปกปิดตัวตนนางนั้นได้
ส่วนด้านกู่เหยากลับเข้าไปภายในน้ำเต้า มันมีความคิดจะสลัด ให้หลุดจากหลินอวิ๋นอยู่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไร้การป้องกัน
แต่ครั้นมองแผ่นสีทองลอยอยู่ตรงหน้า ต้องยอมรับว่า ไม่เคยมีใครทำดีกับมันมาก่อนเช่นนี้
ครั้นย้อนไปยามที่มันฝึกฝน ก็กลายเป็หนูทดลองพิษ ให้ศิษย์พี่ในสำนัก…ก่อน่โอกาสเหมาะเจาะ สำนักถูกกวาดล้าง
มันจึงได้ล้างแค้นหนีออกมาเป็จอมยุทธ์พเนจรนานมากโข จนบางทีมันเกือบจะลืมเื่ราวในอดีตของตนเองไปแล้วด้วยซ้ำ
ก่อนกู่เหยาจะส่ายหัว กล่าวพึมพำกับตนเอง “ข้าจะติดตามเ้าไปก่อนแล้วกันเ้าหนู” ครั้นเชื่อมั่นในใจลึกๆ ว่าการติดตามหลินอวิ๋นไป
มันจะได้รับโชค วาสนาก้อนใหญ่ ที่ชีวิตก่อนหน้านี้ มันไม่เคยได้มา…อย่างแน่นอน เมื่อเผยความเชื่อมั่น
พริบตาเวลาเกือบ2ปี…ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วที่หลินอวิ๋นปิดขั้นพลัง เขาก็เข้าไปสู่่ต้นของขั้นขัดเกลากระดูกได้สำเร็จ ขณะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมา
พร้อมรอยยิ้มยินดี ประดับอยู่บนใบหน้าของหลินอวิ๋น ทะลวงขอบเขตพลังย่อยต่อเนื่อง
ซึ่งเวลาผู้ฝึกยุทธ์สองปีที่สูญเสียไป แทบไม่นับเป็อะไรได้เลย สำหรับพวกเขา
กู่เหยาน้อย ออกมาจากน้ำเต้า “ขอแสดงความยินดี กับนายท่าน เลื่อนขั้นพลังเข้าสู่ขอบเขตใหม่” พร้อมร่างมันเผยอักขระโบราณชุดใหม่ สลักลงไปภายในร่างน้อยๆ
พลางฉีกยิ้มมุมปากดูชั่วร้ายขึ้นมา
หลินอวิ๋น ทำท่าทีไม่สนใจกู่เหยา เมื่อเตรียมตัวกลับเข้าไปภายในเมืองโซ่อีกครั้ง เพื่อหาวัตถุดิบในการฝึกฝนขั้นขัดเกลากระดูก
‘เกรงว่าคงจะไม่เหลือหินปราณพลังติดตัวอีกต่อไปแล้วซินะ’ เมื่อหลินอวิ๋นเดินออกไป กล่าวบอกกู่เหยาแบบขอไปที “รู้แล้วน่า หากเจออักขระเทพโบราณ ข้าจะหาซื้อ ให้เ้าศึกษาแล้วกัน”
กู่เหยา พยักหน้า รัวๆ “อืมๆ” พร้อมกลับเข้าไปภายในน้ำเต้าอย่างว่าง่าย
หลินอวิ๋น ยังลอบส่ายหัวกับอักขระเทพโบราณ ไม่ใช่ของที่จะได้มาง่ายๆ “เ้าอย่าคาดหวังเชียวล่ะ”
ขณะหลินอวิ๋นปลอมตัว ดูท่าร่างกาย เขาจะโตขึ้นกว่ายามก่อนไม่น้อย…แต่ก็ยังไม่เพียงพอต้องแบกโครงกระดูกไว้ที่หลังเช่นเดิม
…เมืองโซ่ ณ โรงน้ำชามู่ไป๋ ชั้นที่ 2
เถ้าแก่ลู่ชาง เ้าของร้านขายแผงลอย เห็นแขกผู้มาเยือนเก่า อย่างหลินอวิ๋นปรากฏตัววันนี้ เขาเผยความประหลาดใจไม่น้อย ที่ััขั้นพลัง ขัดเกลากระดูกจากตัวอีกฝ่าย
“เวลาสองปีกว่ามาอยู่ขั้นพลังนี้ได้ ถือว่าเป็การฝึกฝนที่ไม่เลว”
หลินอวิ๋นตอบเสียงห้วนเรียบ แต่ก็วางตัวไม่ได้อวดดี ที่ไม่ได้เก็บซ่อนพลังของเขา ให้คนอื่นไม่อาจััได้ “ขอบคุณสำหรับคำชมเถ้าแก่”
แต่หากอีกฝ่ายรู้หลินอวิ๋นพึ่งถือกำเนิด ฝึกใหม่ทั้งหมด เวลาแค่2ปีมาอยู่ขั้นพลังนี้ได้ คงจะไม่พูดจาเช่นนั้นแน่
ขณะชายวัยกลางคน เสนอเม็ดยาโอสถขัดเกลากระดูก ที่ไม่มีใครสามารถเลี่ยงแรงดึงดูดของมันได้ในขั้นพลังนี้
“ถือว่าคุณชายโชคดี ่นี้ราคาเม็ดยาขัดเกลากระดูก ราคากำลังลดลงอย่างมากเชียวล่ะ”
ซึ่งทำให้หลินอวิ๋นเจรจาซื้อขาย ยังคงเหลือหินปราณระดับต่ำ ใช้เผาผลาญ เร่งการฝึกฝนอยู่บ้าง
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ พลางเอ่ยถามประโยคหนึ่งขึ้นมา “ที่เถ้าแก่ลู่ชางกล่าวเื่เม็ดยาขัดเกลากระดูก หมายความว่าอย่างไร?”
ชายวัยกลางคนหรี่ดวงตา แทบไม่อยากเชื่อ อีกฝ่ายจะไม่รู้เื่สถานการณ์ เขตรอบๆ ตอนนี้ “คุณชายไม่รู้หรืออย่างไร? ่นี้สัตว์อสูร บุกเมืองของเราอยู่ บ่อยๆ เกรงว่าอาจจะมีสัตว์อสูรระดับสูง เลื่อนขั้นพลัง ส่งให้ผืนป่าทั่วเขต เกิดความโกลาหลอยู่ก็เป็ได้”
“วัตถุดิบ สัตว์อสูร่นี้ จึงมีให้ใช้ฝึกฝนไม่ขาดเลยล่ะ”
หลินอวิ๋นได้ยินหัวเราะแห้งๆ ภายในใจ ทั้งๆ ที่เขาอยู่ภายในป่า แต่กลับไม่รู้ถึงการเคลื่อนไหว ผิดปกติของพวกสัตว์อสูรแม้แต่น้อย
ครั้นรับขวดหยกหลัก10ขวด กวาดเข้าแหวนมิติ เตรียมเดินจากลา
จู่ๆ พลันมีสองสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน ขวางหน้าหลินอวิ๋น ไว้ในเสี้ยวพริบตา ที่มือพวกนางถือกระบี่ยื่นออกมาขวาง “เชิญ เ้าไปพูดคุยหน่อย เ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?” เมื่อพยักหน้า เชิดคิ้วใต้ผ้าบางขึ้น
หลินอวิ๋น พลางคิดในใจ ‘นี่มันเื่บ้าบอ อะไรกัน?’ ก่อนจะลอบมองพวกนาง แล้วดัดเสียงเรียบอย่างไร้ทางเลือก “ข้าเข้าใจแล้ว”
เวลาเดียวกันที่แม่นางฉู่หลาน ออกจากการปิดด่านยาวนาน…
ชายหนุ่มถงอี้แห่งสำนักกระบี่ทอง ได้ยินเื่รายงาน ฉู่หลานออกจากการปิดด่าน เขาเองก็จะมาเยือนโรงน้ำชามู่ไป๋ พูดคุยกับนางเช่นกัน
ส่วนหลินอวิ๋นนั่งรอไม่นาน…แม่นางฉู่หลานเดินมานั่งโต๊ะฝั่งตรงข้าม นางก็กล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมา
ที่ทำให้คนทั้งโรงน้ำชาแอบรอฟัง ต่างก็พูดกันไม่ออก “ข้ารอเ้ามาเกือบจะสองปี นึกว่าเ้าจะไม่มาเสียแล้ว…”
ขณะนิ้วมือเรียวขาว รินน้ำชา ยื่นออกหาหลินอวิ๋น นางก็กล่าวต่อ เข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม “ว่าอย่างไร หากข้าจะเชิญเ้าเป็ผู้ติดตามของข้า”
ส่วนนี้แม้แต่หญิงสาวทั้งสอง ยังทำหน้าประหลาดใจ ขึ้นมาไม่มากก็น้อยกันแล้ว พร้อมคำถามมากมาย ผุดพรายอยู่ในหัวพวกนางที่มองตากัน
ส่วนเ้าหนุ่มถงอี้ ออกจากการปิดด่าน ย่อมเผยความไม่จำยอม ยิ่งรับรู้ขั้นพลังหลินอวิ๋น แค่ขั้นขัดเกลากระดูก่ต้นเท่านั้น
ถงอี้ บีบฝ่ามือขึ้นมาทันที “ชิ! ที่นางกล่าวพูดหมายความว่าอย่างไร?” ซึ่งอีกฝ่ายไม่เชื่อเด็ดขาดว่า แม่นางฉู่หลาน ้าคนแบบนั้น เป็ผู้ติดตามข้างกายของนาง