จ้าวซีเหอที่กำลังจะลงไปจับปลาในแอ่งน้ำร้อนเห็นว่าเฉินเกอเอาแต่ยุ่งวุ่นวายกับหนิงมู่ฉือก็รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งเขาขมวดคิ้วขณะกวักมือเรียก “น้องชายคนนั้นข้าจับปลาคนเดียวมันค่อนข้างลำบาก เจ้ามาช่วยข้าที” เฉินเกอวางหน่อไม้ลงอย่างไม่ยินยอมถึงกระนั้นก็ไม่ได้บ่นแต่อย่างใด จะให้พูดอะไรได้เพราะก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเพิ่งจะช่วยซีวิดตัวเองเอาไว้
“ได้ข้าจะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ” เฉินเกอมองหนิงมู่ฉืออย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเดินไปหาจ้าวซีเหอ
จ้าวซีเหอในชุดอาภรณ์สีขาวดั่งเทพเซียนเดินนำอยู่ด้านหน้าเขาค่อยๆ ลงไปในแอ่งน้ำร้อนที่มีควันลอยกรุ่นอยู่ตลอดเวลาเดินไปได้สักพักเขาหันหลังไปมองเฉินเกอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “น้องชายหนิงมู่ฉือเป็นของข้า ทีนี้เจ้าควรจะรู้นะว่าต้องทำตัวเช่นไร”
เฉินเกอกระตุกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน“เป็นของท่าน? แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าตอนที่หนิงมู่ฉือไม่สบายหรือแม้แต่ตอนที่นางตกอยู่ในอันตราย เป็นข้าที่คอยอยู่เคียงข้าง”
“ฉือเอ๋อร์ยังเคยบอกข้าอีกว่าก่อนหน้านี้นางได้พบกับคนที่ทำร้ายความรู้สึกนาง คนนั้นก็คือท่านสินะ”
จ้าวซีเหอรู้สึกเจ็บปวดใจจมูกเริ่มแสบร้อน ทว่าเขาก็พยายามกดความรู้สึกร้าวรานนี้ลงไป “นางแค่โกรธข้าเท่านั้นหลายวันมานี้ข้าขอบคุณเจ้ามากที่คอยอยู่เคียงข้างนาง แต่นางชอบข้า เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปเถิด”
ควันที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากแอ่งน้ำร้อนทำให้ใบหน้าของทั้งสองคนมีสีแดงจางๆกระทั่งดวงตาก็ยังแดง ทำให้รู้สึกน่ารำคาญใจยิ่งนัก!
“เหตุใดท่านถึงคิดว่านางจะกลับไปกับท่านท่านมาตามนางครั้งนี้หรือจะตามกลับไปให้นางมีชีวิตที่เจ็บปวดและน้อยเนื้อต่ำใจเช่นก่อนหน้านี้อีกฉือเอ๋อร์บอกกับข้าว่านางจะอยู่ที่นี่ อยู่ดูแลท่านตาของนาง”
“พอแล้ว!ไม่ต้องพูดแล้ว หากเจ้าอยากจะแข่งกับข้า เช่นนั้นพวกเรามาลองดูกันสักยก!” น้ำเสียงของจ้าวซีเหอเต็มไปด้วยความโกรธ ท่าทางไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งแม้แต่ใบหน้าก็ยังแดงก่ำ
เสื้อสีน้ำตาลของเฉินเกอเต็มไปด้วยหยดน้ำสภาพแลดูน่าอนาถ “ข้าไม่มีทางแพ้ท่านแน่ทั้งท่านและข้าไม่มีสิทธ์ตัดสินใจว่าฉือเอ๋อร์จะเลือกใครเช่นนั้นพวกเราก็มาลองแข่งกันดู”
จ้าวซีเหอถอดเสื้อออกเผยให้เห็นมัดกล้ามสวยงาม ชายหนุ่มตอนถอดเสื้อผ้าแลดูหล่อเหลาน่ามองกว่าเดิมนักกล้ามหน้าท้องเป็นลอนสวย เดินลุยน้ำลงไปในแอ่งน้ำร้อนด้วยท่าทางโมโห
น้ำในแอ่งน้ำร้อนเหมือนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นทันทีที่ร่างกายของเขาสัมผัสกับน้ำ เขารู้สึกร้อนขึ้นมาทันควันเขามองปลาที่ว่ายน้ำอย่างเบิกบานใจอยู่ในน้ำ ขณะกำลังจะยื่นมือไปจับกลับต้องพบว่าปลาเหล่านี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ว่ายหนีไปได้ตลอด เขาจับอยู่นานแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลยสักตัว
เขารู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินก่อนจะหันไปมองทางฝั่งเฉินเกอ
เฉินเกอไม่ได้ลงมาในแอ่งน้ำร้อนเช่นจ้าวซีเหอกลับยืนอยู่บนฝั่ง จ้องมองในแอ่งน้ำเล็กๆ ริมขอบแอ่งน้ำร้อนไม่ละสายตา
จ้าวซีเหอรู้สึกงุนงงยิ่งนักนึกว่าเฉินเกอแอบขี้เกียจจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ามัวทำสิ่งใดอยู่ตรงนั้นปลาในแอ่งน้ำร้อนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก”
“ฮึ พวกเราคนในยุทธภพไม่เคยจับปลาในแอ่งน้ำขนาดใหญ่ได้สักคราสู้จับปลาหนีชิว[1] ในแอ่งน้ำขนาดเล็กยังจะดีเสียกว่าอย่างน้อยก็นำไปทำปลาหนีชิวย่างได้” เอ่ยจบเฉินเกอก็ยื่นมือไปจับปลาหนีชิวในแอ่งน้ำขนาดเล็กตรงหน้าซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและแรงกายอยู่ไม่น้อยกว่าจะจับได้หนึ่งตัว
ปลาหนีชิวมีลำตัวลื่นทั้งพยายามดิ้นให้หลุดอยู่ตลอด มันพยายามดิ้นลอดผ่านช่องว่างระหว่างมือของเฉินเกอจ้าวซีเหอเห็นเช่นนั้น ที่แผ่นหลังถึงกับมีเหงื่อไหลซึม
หนิงมู่ฉือมองบุรุษทั้งสองคนคนหนึ่งสวมชุดสีขาว อีกคนสวมชุดสีน้ำตาล ทั้งสองคนกำลังนั่งยองๆข้างแอ่งน้ำขนาดเล็ก ภาพนี้ช่างน่าขบขันยิ่งนางยกมือปิดปากหัวเราะออกมาก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาทั้งสองคน
“พวกท่านกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ”
จ้าวซีเหอหันหน้าไปมองครั้นแลเห็นใบหน้าสดใสน่ามองของหนิงมู่ฉือก็ลอบกลืนน้ำลาย และเมื่อนึกได้ว่าตัวเองไม่สามารถจับปลาในแอ่งน้ำร้อนได้จึงชูปลาหนีชิวที่เฉินเกอจับมาได้ให้นางดูแทน“ปลาในอ่างน้ำร้อนจับยากมากพวกข้าก็เลยมาจับปลาในแอ่งน้ำขนาดเล็กนี้แทน”
เฉินเกอที่ถูกจ้าวซีเหอแย่งผลงานใบหน้าแสดงความไม่พอใจออกมา “ฉือเอ๋อร์ ปลาตัวนี้ข้าเป็นคนจับได้เป็นข้าที่คอยจับปลาอยู่ตรงนี้ตลอด” เอ่ยพร้อมกับยกปลาหนีชิวที่เพิ่งจับขึ้นมาได้ให้หนิงมู่ฉือดู“ดูสิ นี่คือปลาที่ข้าเป็นคนจับขึ้นมาเอง”
เฮ้อนิสัยราวกับเด็กพอกันทั้งสองคนเลย
หนิงมู่ฉือส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจตบไหล่ทั้งสองคนอย่างให้กำลังใจทันใดนั้นเองสายตานางเหลือบไปเห็นต้นไม้เขียวชอุ่มหลายต้นซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนางรู้สึกแปลกใจขณะเดินไปยังทิศทางนั้น
เมื่อเข้าไปใกล้นางอดตาโตอย่างตกตะลึงไม่ได้ “พวกท่านรีบมาดูเร็วตรงนี้มีต้นฝักถั่วตั้งหลายต้น”
บนต้นไม้เหล่านี้มีฝักถั่วเต็มต้นฝักถั่วบางอันสุกแล้วจึงกลายเป็นสีเหลืองเป็นปล้องปูดนูนขึ้นมาราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ใบตามต้นมีหยดน้ำเกาะพราวทั้งเป็นสีเขียวเข้ม
“ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดอยู่เลยว่าจะนำปลาหนีชิวมาทำอะไรกินดีตอนนี้มีฝักถั่วพวกนี้แล้วเช่นนั้นข้าก็จะทำอาหารหนึ่งอย่างให้พวกท่านคล้ายความหิว” หนิงมู่ฉือเอ่ยพร้อมกับเด็ดฝักถั่วลงจากต้นด้วยแววตาเปล่งเป็นประกาย
เฉินเกอมีสีหน้างุนงง“ฝักถั่วพวกนี้ดูไปก็สดใหม่ดีอยู่ แต่ว่าฉือเอ๋อร์ปลาหนีชิวจะเข้าคู่กับฝักถั่วพวกนี้หรือ”
เฉินเกอมองปลาหนีชิวในมือก่อนจะหันไปมองฝักถั่วในมือหนิงมู่ฉือนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าถั่วเม็ดกลมๆ กับปลาหนีชิวจะนำมาทำเป็นอาหารใดได้
จ้าวซีเหอเห็นทั้งสองพูดคุยกันราวกับเป็นคู่รักก็ไม่พอใจอย่างยิ่งโยนปลาหนีชิวเข้าไปย่างในกองไฟ “ข้าชอบทานปลาหนีชิวย่าง”สีหน้าท่าทางดูเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจไม่มีผิด
เมื่อปลาหนีชิวถูกไฟมันดิ้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะแน่นิ่งไป เมื่อปลาสุกจนไหม้ กลิ่นไหม้ก็ลอยโชยขึ้นมา
ทั้งหนิงมู่ฉือและเฉินเกอเห็นการกระทำเช่นนั้นของจ้าวซีเหอก็ไม่สนใจจ้าวซีเหออยากจะก่อกวนอย่างไรก็ปล่อยตามสบาย ซึ่งนั่นทำให้จ้าวซีเหอยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีกมองปลาหนีชิวที่ถูกย่างจนไหม้อยู่ในกองไฟ เขาใช้กิ่งไม้จิ้มเอามันออกมา
เขาใช้มือลอกส่วนที่ไหม้ออกเผยให้เห็นเนื้อปลาสีขาวนวลเนียน เขากัดเข้าไปคำหนึ่ง แทบจะต้องพ่นออกมาทันควันเนื้อปลามีรสฝาดมาก เดิมทีปลาหนีชิวก็ไม่ค่อยจะมีเนื้ออยู่แล้วเมื่อถูกนำไปย่างจนไหม้ เนื้อจึงยิ่งแห้งจนแทบจะไม่มีเนื้อให้ทาน
เขากล้ำกลืนฝืนทนกลืนมันลงไปหนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นยิ้มพร้อมกับกล่าว “เนื้อปลาที่ไหม้มันไม่ดีต่อสุขภาพซื่อจื่อ ท่านอย่าทานเลยเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยพร้อมกับแย่งปลามาจากมือของจ้าวซีเหอ“ท่านทำวัตถุดิบเสียเปล่าหมด”
หนิงมู่ฉือมองปลาหนีชิวที่ถูกจ้าวซีเหอย่างจนไหม้อย่างปวดใจนางดึงแขนเขาที่นั่งอยู่บนก้อนหินให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะส่งฝักถั่วให้ “ท่านช่วยข้าแกะเม็ดถั่วที”
[1] ปลาหนีชิว ปลาที่ชอบอาศัยในดินเลนชนิดหนึ่งมีลำตัวลื่น ตัวสีดำท้องสีขาวหัวเล็กแหลม ลักษณะคล้ายปลาไหล