หลังจากเก็บศพครอบครัวของตนและเพื่อนพ้องทั้ง 2 คน ยกขึ้นไปเผาบนฟอนไฟ ในขณะที่เพลิงกำลังลุกไหม้ นายเทิดมองร่างลูกเมียของหม่าเหลียงด้วยใจอาฆาต "เด็กน้อยอายุแค่ 4 ขวบมันยังไม่เว้น ข้าจะต้องตามฆ่าพวกมันให้หมด" เขาขบกรามแน่นจนโหนกแก้มปูดโปน
เวลานี้ใกล้เที่ยงคืนแล้วอากาศเยือกเย็น แสงจันทร์สาดส่องนวลตา คืนเดือนหงายนับว่าเป็ผลดีในการแกะรอยพวกชั่วช้า
"เราจะต้องรีบเร่งตามล่าพวกมันก่อนฟ้าสาง ถ้าหากชักช้ารอจนพวกมันกลับเข้าค่าย การจะตามล้างแค้นพวกมัน คงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร" ด้วยความรอบรู้ในศาสตร์ของพรานป่าที่เ้าของร่างเคยเรียนรู้ ตอนนี้ภูมิความรู้และประสบการณ์ต่างๆนั้น ได้เป็ของนายเทิดโดยสมบูรณ์แล้ว
"เมื่อตอนหัวค่ำหลังจากพวกมันล้างหมู่บ้านจนราบคาบ มันจะต้องเดินทางออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อพักแรมหนึ่งคืน ไม่มีทางที่มันจะกลับไปรวมตัวกับพรรคพวกของมันได้ทัน" นี่คือข้อสันนิษฐานเบื้องต้นที่เขาครุ่นคิด พอเดินตรวจดูรอยเท้าม้า จึงรู้ได้ในทันทีว่าพวกมันจะต้องย้อนกลับไปทางเดิม เมื่อคำนวณจากเวลาและระยะทาง สถานที่พักแรมน่าจะเป็หาดทรายขาวข้างลำน้ำ ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 10 ลี้ นี่คือความคุ้นเคยในพื้นที่ของพรานหนุ่มผู้นี้
นายเทิดวิ่งลัดเลาะไปตามป่าละเมาะ ซึ่งเป็ทางลัดตัดข้ามเนินเขา สามารถย่นระยะทางได้ถึง 6 ส่วน ครั้นมาถึงหาดทรายขาวตอนยามสอง ก็เห็นพวกมันผูกม้าตั้งแคมป์นอนเรียงรายนับร้อยคน คืนนี้เป็คืนเพ็ญเดือนหงาย เขาจึงมองเห็นพวกมันอย่างชัดเจน
"จากที่ข้าเห็น พวกมันดูเหมือนจะไม่มีการสูญเสียเลย นอกจากสามพรานที่ฆ่าพวกมันไปได้ 13 คน" นายเทิดถอดถอนใจ ชาวบ้านกว่าสามร้อยคนช่างอ่อนแอเหลือเกิน ไม่มีความสามารถปกป้องตัวเองได้เลย
เขาสะบัดหัวอย่างแรงสลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วตั้งสมาธิคิดแผนตอบโต้ "อืม.หลังจากรวมร่างกับหม่าเหลียงแล้ว รู้สึกว่าสมองของเราจะโปร่งใส สามารถจดจำความรู้ต่างๆที่เคยผ่านตา ทั้งความจำของเ้าของร่างและความทรงจำในอดีตของเราอย่างแจ่มชัด"
เขาคิดถึงวีดีโอที่ตนเคยเช่าหนังจีนกำลังภายใน ที่มีฉากการวางกับดักของพวกตัวโกง ที่วางแผนทำร้ายพระเอก "จากความทรงจำของหม่าเหลียง ดูเหมือนว่าห่างจากที่นี่ไปทางทิศเหนือ 3 ลี้ จะเป็เนินเขาหินปูนทางเดินจะโค้งเป็รูปเกือกม้า ข้างถนนอีกฝั่งจะเป็ป่าไผ่รกชัฏขึ้นอยู่อย่างแ่า นับว่าเป็ชัยภูมิอันสำคัญเหมาะสำหรับซุ่มโจมตี" เมื่อกำหนดแผนการได้ดังนี้ เขาจึงลอบเร้นผ่านแคมป์ของศัตรูไปได้อย่างเงียบเชียบ
ครั้นถึงรุ่งเช้านายเทิดจึงปีนขึ้นไปบนเนินเขา เลือกชัยภูมิเฉพาะเจาะจงให้มีทางลาดโล่งแจ้ง ปีนขึ้นมาหาเขาได้สะดวก แล้วจัดแจงตรวจสอบร่างกายเตรียมความพร้อม ลูกศรที่ใส่ไว้ในซองสะพายหลัง อัดแน่นถึง 34 ดอก ที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่ พร้อมด้วยหลาวปลายแหลม 22 ท่อนที่วางไว้ใกล้ตัว
"กุบกับ.กุบกับ" เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากกำลังวิ่งใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเริงร่าหยอกล้อเื่ลามกกันอย่างมันปาก
"นังผู้หญิงของหมู่บ้านนี้ หาสวยๆไม่ค่อยมี โชคยังดีที่เมียของพรานป่าหุ่นงดงามน่ากัดน่าฟัดไปทั้งตัว" เสียงโจรคนหนึ่งกล่าวถึงเมียของหม่าเหลียง ที่ยังสาวและสดสวยที่สุดในหมู่บ้าน
"ฮี่.ฮี่.ข้าก็เห็นเ้ากัดนางไปตั้งหลายคำ จนปทุมถันเป็รอยฟันแหว่งเว้าไปทั่ว จนนางร้องครวญคราง พี่ขา.เบาๆหน่อย" เสียงเฮฮา.โห่หิ๊ววดังลั่น
“สมน้ำหน้าเ้าพรานนั่น มันอยากฆ่าพี่น้องของข้าทำไม ฮ่า.ฮ่า.ฮ่า.มันต้องเจอแบบนี้ ข้าถึงจะหายแค้น” หวังเป้าผสมโรงเมื่อคิดถึงสายตาคั่งแค้นของพรานหนุ่ม ที่เห็นชายอื่นข่มขืนภรรยาของตัวเองต่อหน้าต่อตา แต่ไม่ปัญญาช่วยเหลือ มันช่างสะใจเสียเหลือเกิน
นายเทิดแม้อยู่ห่างถึงครึ่งลี้ ยังได้ยินเสียงชั่วช้าอย่างชัดเจน "ไม่ต้องกังวลหม่าเหลียง ข้าจะล้างแค้นให้เ้าและภรรยาเอง"
เมื่อกองโจรผ้าเหลืองขี่ม้ามาถึงยังทางโค้ง พวกมันก็เห็นต้นไม้หลายต้นโค่นล้มขวางทางอยู่ หวังเป้าเห็นผิดสังเกตุรีบเตือนลูกน้องของมันทันที "พวกเราระวังมีกองซุ่มโจมตี" มันชักม้าหยุดทันที หันรีหันขวางมองมายังเนินเขา "สวบ" เสียงลูกเกาทัณฑ์พุ่งเสียบเข้าที่คอจนทะลุ มันตกจากหลังม้าชักดิ้นชักงอส่งเสียง"คร่อกๆ"ในลำคออย่างทรมาน
"หัวหน้าถูกยิง" เสียงโจรชั่วที่ซาดิสม์แหกปากร้องบอกพวกพ้อง
"สวบ" เสียงลูกเกาทัณฑ์อีกดอก พุ่งเสียบเข้าที่คอจนทะลุเช่นเดียวกับหัวหน้าของมัน จนตกจากหลังม้าดิ้นพล่านไม่กี่ครั้งก็ขาดใจตาย เท่านั้นแหละพวกโจรต่างแตกตื่นบังคับม้าหันหลังกลับเส้นทางเดิม
นายเทิดเห็นดังนั้นจึงเล็งธนูไปยังเชือกที่ตนผูกมัดต้นไม้กองใหญ่ โดยใช้เยื่อไผ่ถักเป็เชือก ผูกล่ามกองไม้นั้นไว้บนเนินเขาห่างจากเขาไปในระยะ 100 ก้าว คมศรตัดเชือกจนขาดได้อย่างแม่นยำ ที่เขาสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็เป็เพราะการรวมร่างของคนทั้งสองนั่นเอง นอกจากจะมีสติปัญญาเฉียบแหลม พละกำลังยังเทียบเท่ากับคน 10 คน แม้แต่สายตายังเฉียบคมกว่าคนธรรมดาถึง 3 เท่า
"กึก.กึก.กึก.โครม" เสียงท่อนไม้ขนาดเท่าโคนขา 20 ท่อนพร้อมด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ไหลลงมาปิดทางหนี ทำให้ฝูงม้าเกือบร้อยต้องชะงักงัน
"เฮ้ย.พวกเราดูนั่นซิ!! ข้างบนมีพลธนูแอบซุ่มอยู่" โจรม้าชี้นิ้วะโบอกพรรคพวก ทันใดนั้นลูกศรที่เฉียบคมก็ปักเข้าที่ร่องปากอย่างแม่นยำ มันร้องโอ๊ย.คำเดียวแล้วตกจากหลังม้าสิ้นใจตาย สร้างความหวาดกลัวจนขี้ขึ้นสมอง พวกมันแตกตื่นพากันควบม้าฝ่ากองไม้เพื่อหลบหนี
แต่กิ่งก้านที่ระเกะระกะของต้นไม้ ทำให้การเดินม้าเต็มไปด้วยความทุลักทุเล จึงกลายเป็เป้านิ่งให้นายเทิดเล็งยิงอย่างสบายใจ จนพวกมันไม่กล้าฝ่าออกไป ได้แต่หันม้าถอยกลับมา
"พวกเราใจเย็นๆเข้าไว้ ข้าเห็นมันมีแค่คนเดียว เพราะฉะนั้นอย่าได้แตกตื่น จงพร้อมใจกันควบม้าขึ้นเนินเขาไปฆ่ามันเถิด"
"ถูกต้อง!!ต่อให้มันฉมังเกาทัณฑ์แค่ไหน ถึงอย่างไรก็ยิงได้ทีละดอกเท่านั้น" พวกโจรได้ฟังก็เห็นด้วย จึงพากันควบม้าวิ่งตะบึงขึ้นเนินเขาไปสังหารศัตรู