ตอนที่66 ทำไมทีมเสือขาวพากันนอนแบบนี้ละ
เมื่อณิชากวาดสายตาสำรวจทิศทางการนอนของทุกคนอีกครั้งซึ่งเธอพบว่าเป็นตำแหน่งที่แม่นยำในการดึงดูดพลังจิตจากทุกคนแล้ว จึงไปนอนในที่ว่างสำหรับตนเองพร้อมจับมือกับเจียงเว่ยถิงและเยียนตันอย่างแน่นหนา
จากนั้นเธอส่งเสียงบอกทุกคนให้หลับตาและทำสมาธิเพื่อเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าทันทีว่า
“หลับตาลงได้แล้วค่ะปล่อยจิตใจให้ว่าง ไม่ต้องคิดกังวลเกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้นไม่ต้องคิดถึงปัญหาทางเข้าสุสานอีก คิดเสียว่าตอนนี้พวกเรากำลังร่วมกันสวดมนต์เพื่อขอพรจากเทพเจ้าอยู่ คิดถึงแต่เรื่องมีความสุขนะคะ”
เธอพูดเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาลงเรื่อยๆพร้อมปลดปล่อยพลังจิตตนเองออกสำรวจท่าทางแต่ละคนด้วยความกังวลเนื่องจากเธอไม่ต้องการให้ขั้นตอนเหล่านี้เกิดข้อผิดพลาดจนส่งผลเสียกับพลังจิตของแต่ละคนในภายหลัง
ครั้นเห็นว่าทุกคนเริ่มเข้าสู่ภวังค์จากการพูดนำทางของตนแล้วณิชาเริ่มรวบรวมพลังจิตแต่ละคนออกค้นหาทางเข้าสุสานอย่างระมัดระวังโดยเธอไม่เร่งรีบเกินไปเพราะกังวลว่าพลังจิตแต่ละคนจะแบกรับการค้นหาไม่ไหว
‘หวังว่าการใช้พลังจิตจากทุกคนค้นหาทางเข้าสุสานจะประสบความสำเร็จ หากวิธีนี้ไม่ได้ผล ฉันไม่อยากใช้วิธีโหดร้ายอย่างอื่นอีกเลยขอให้ค้นพบทางเข้าสุสานทีเถิด’
ณิชาครุ่นคิดขณะนำทางพลังจิตแต่ละคนหลอมรวมเข้าด้วยกันพร้อมกับเริ่มออกสำรวจบริเวณโดยรอบเนินทรายก่อนที่จะพาพลังจิตของทุกคนดำดิ่งลงสู่ใต้พื้นทราย
ทั้งนี้พื้นที่โดยรอบมีกลุ่มผู้คุ้มกันและคนที่เหลือช่วยกันเฝ้าระวังภัยให้อย่างแข็งขันซึ่งแต่ละคนต่างหยิบจับอาวุธยืนเฝ้าอารักขากระจายอยู่รอบกลุ่มคนทั้งแปดอยู่ตลอดเวลา
..........
อีกฟากหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปราวสองร้อยเมตรกลุ่มของสำนักนิรนามทั้งสิบห้าคนต่างยืนจ้องมองการกระทำของทีมเสือขาวด้วยความสงสัยใคร่รู้
อู๋หมิงเป่าอู๋หมิงปิน อู๋หมิงปิง อู๋หมิงไฉ่ และอู๋หมิงซ่าน ยืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานโดยมีศิษย์สายนอกยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังอีกสิบคนทุกคนล้วนจ้องมองไปยังทิศทางของกลุ่มเสือขาวที่นอนกระจายบนพื้นทรายทั้งแปดคน
อู๋หมิงเป่าพูดขึ้นมาด้วยความสงสัยในการกระทำของทีมเสือขาวว่า“แปลกจริง พวกมันกำลังทำพิธีอะไรอยู่?”
“พวกมันคงคิดหาทางเข้าสุสานอยู่กระมัง”อู๋หมิงปินศิษย์รองตอบศิษย์พี่ตามที่เขาเข้าใจ
“ผมว่าพวกมันกำลังทำพิธีกรรมบางอย่างมากกว่า?” อู๋หมิงซ่านพูดแย้งศิษย์พี่ทั้งสองอย่างมั่นใจ
“ศิษย์น้องสามมีความคิดเห็นว่ายังไง?”
อู๋หมิงเป่าหันหน้าไปถามศิษย์น้องสามที่มีใบหน้าหล่อเหลาและเย็นชาที่สุดของสำนักด้วยความอยากรู้เนื่องด้วยศิษย์น้องคนนี้เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวและแข็งแกร่งมากที่สุดของสำนัก จึงคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะให้คำตอบที่แตกต่างจากศิษย์น้องคนอื่น
อู๋หมิงปิงหรี่ตามองไกลในการกระทำของทีมเสือขาวเขาพบว่าคนที่เป็นต้นคิดการกระทำดังกล่าวเป็นหญิงสาวสวยคนเดียวในกลุ่มซึ่งเขาให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว
อย่างไรก็ตามอู๋หมิงปิงไม่คาดคิดว่าหญิงสาวจะล่วงรู้ทักษะลับในการใช้พลังจิตขั้นสูงซึ่งเขาเพิ่งมีโอกาสเรียนรู้จากตำราโบราณที่อาจารย์มอบให้เมื่อไม่นานมานี้จึงทำให้เข้าใจท่าทางการจัดตำแหน่งและวิธีการทั้งหลายของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีเขาตอบกลับศิษย์พี่ใหญ่ตามจริงว่า
“พวกเขากำลังเหนี่ยวนำพลังจิตจากทุกคนเพื่อไปค้นหาเส้นทางเข้าสุสานแน่ๆ แต่พวกเขาจะหาพบหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง”
“เช่นนั้นพวกเราก็รอคอยต่อไปปล่อยให้พวกมันใช้พลังจิตค้นหาแทน หรือไม่ก็ปล่อยให้หมดแรงไปเองแล้วกัน”
อู๋หมิงเป่าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจซึ่งเขาเชื่อมั่นในองค์ความรู้ของศิษย์น้องสามเป็นพิเศษจึงไม่คิดว่าคำพูดจากอีกฝ่ายจะ
เกินจริงพร้อมกับที่เขาคิดว่าเป็นโอกาสดีที่พวกตนไม่จำเป็นต้องลงแรงค้นหาทางเข้าสุสานเอง เขาส่งสัญญาณแจ้งทุกคนให้พักรอไปก่อน
ถึงอย่างนั้นอู๋หมิงปิงลอบตื่นตกใจที่พบว่าหญิงสาวสวยล่วงรู้ทักษะลับของการใช้พลังจิตขั้นสูงทำให้เขาคิดอย่างกังวลใจว่า
“เธอไปเรียนรู้การใช้ทักษะพลังจิตขั้นสูงมาจากที่ไหน?บันทึกโบราณนั่นระบุชัดเจนว่าทักษะลับนี้สูญหายไปนานแล้วช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจเสียจริง แต่ทำไมฉันรู้สึกคุ้นเคยกับเธอจังเลย?”
อู๋หมิงปิงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะเขารู้สึกเหมือนกับว่าจิตใต้สำนึกของเขานั้นเชื่อมโยงกับหญิงสาวสวยคนนั้นได้เหมือนกับมีสายใยบางอย่างเกี่ยวพันกันอยู่ ทำให้เขาไม่กล้าที่จะบุกเข้าไปสังหารทีมเสือขาวทันทีแต่คิดที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายค้นหาทางเข้าสุสานกันเอง
‘ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?และเรียนรู้ทักษะเหล่านี้จากใคร?’
..........
ด้านจ้าวหลงที่ตื่นขึ้นมาก็เคร่งเครียดในการถอดรหัสต่อเพราะต้องการช่วยเหลือทีมค้นหาสุสานให้ทันตามกำหนดเวลาเขาไม่ต้องการปล่อยให้อีกฝ่ายค้นหาเองอยู่ฝ่ายเดียวจึงต้องการทำงานช่วยอย่างเต็มกำลัง
พลันได้ยินเสียงตะคอกด่าตัวเองของหยวนลี่หยางจากอีกห้องซึ่งเล็ดลอดเข้ามาในห้องพักส่วนตัวของเขาว่า
“โธ่เว้ย! ทำไมคำนวณออกมาแบบเป๊ะๆ ไม่ได้วะ?”หยวนลี่หยางบ่นให้ตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจ
“เฮ้ย! เงียบเสียงลงหน่อยเจ้านายพักอยู่ห้องข้างๆ นะ เกรงใจกันบ้างสิ”หลีจยงเหลือบตาขึ้นมองเพื่อนพลางบ่นให้อย่างรำคาญ
“ก็มันไม่มีข้อมูลอะไรที่ชี้ชัดได้เลยนี่นาแล้วทีมนั้นจะหาทางเข้าได้ยังไงละ?เวลายิ่งเหลือน้อยเต็มทีแล้ว”
หยวนลี่หยางขยุ้มหัวตัวเองด้วยความหนักใจเพราะยิ่งเวลาเหลือน้อยลงทุกทีเขาแทบเป็นบ้าเพราะไม่สามารถค้นหาทางเข้าสุสานแบบเจาะจงได้
“แค่ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้วไปหาอะไรกินคลายเครียดก่อนดีไหม?บางทีพักบ้างอาจคิดอะไรดีๆ ออก”
จ้าวหลงเปิดประตูเข้ามาชวนลูกน้องทั้งสองคนอย่างเข้าใจเนื่องด้วยเขาก็คิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการปลดปล่อยใจให้ว่างก่อนกลับมาคิดวางแผนต่อไป
“ก็ดีครับเจ้านายเอ๊! ทำไมทีมเสือขาวพากันนอนแบบนี้ละ?”
หลีจยงพยักหน้ารับคำแนะนำจากเจ้านายเขากำลังจะปิดพับหน้าจอแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ลงทว่าพลันเหลือบมองเห็น
ภาพถ่ายจากทางอากาศซึ่งสามารถมองเห็นภาพร่างของคนทั้งแปดนอนเหยียดยาวบนพื้นทรายในทิศทางทั้งแปดด้วยความแปลกใจ
“นอนแบบไหน? ดูหน่อยสิ”
จ้าวหลงขมวดคิ้วด้วยความสงสัยพร้อมกับหยิบแล็ปท็อปของหลีจยงขึ้นมาดูส่วนหยวนลี่หยางและหลีจยงกระเถิบเข้าไปนั่งชิดกันพร้อมจ้องมองภาพบนหน้าจอของหยวนลี่หยางด้วยความแปลกใจเช่นกัน
“เอ๊! ตำแหน่งการนอนของแต่ละคนตรงกับทิศทั้งแปดแบบพอดีเป๊ะ ใครกันช่างคำนวณได้แม่นยำขนาดนี้?”
หยวนลี่หยางอุทานด้วยความประหลาดใจที่พบตำแหน่งการนอนของแต่ละคนได้มุมองศาแม่นยำตรงกับทิศทั้งแปดซึ่งความแม่นยำในระดับนี้เหมือนกับร่างคนเป็นเข็มทิศจักรกลมากกว่าเป็นร่างกายของคน
จ้าวหลงหรี่ตามองภาพร่างคนทั้งแปดบนหน้าจอเขาพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจว่า
“ทิศทางการนอนพร้อมจับมือกันแบบนี้เป็นทักษะลับอย่างหนึ่งในการใช้พลังจิตขั้นสูง ต้องเป็นวิธีการของผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ”
น้ำเสียงแสดงความมั่นใจของจ้าวหลงทำให้หลีจยงและหยวนลี่หยางหันหน้าสบตากันพร้อมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในตัวของณิชามากขึ้นเนื่องด้วยหญิงสาวมีความลับมากเกินไป
“ดูเหมือนว่าเธอจะมีความลับมากเสียจริงนะครับเจ้านาย”หลีจยงแสดงความคิดเห็นอย่างประหลาดใจ
ทั้งนี้เขาและเพื่อนสืบค้นข้อมูลของหญิงสาวแล้วไม่พบสิ่งใดที่น่าสนใจเป็นพิเศษทว่าการที่หญิงสาวมีทักษะลับหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทักษะต่อสู้ขั้นสูงการยิงปืนอย่างแม่นยำ ยังไม่นับรวมการใช้พลังจิตขั้นสูงทุกอย่างดูขัดแย้งจากประวัติที่สืบค้นมาได้เป็นอย่างมาก
“ในเมื่อทางนั้นใช้ทักษะพลังจิตขั้นสูงค้นหาบางทีอาจค้นพบก่อนพวกเราก็เป็นได้ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่า”
จ้าวหลงปล่อยวางเรื่องการใช้ทักษะพลังจิตขั้นสูงโดยปล่อยให้ทีมเสือขาวทั้งแปดตามหาเส้นทางเข้าสุสานต่อไปซึ่งเขาคิดว่าค่อยกลับมาคิดวางแผนต่อก็ยังไม่สาย จึงชักชวนลูกน้องทั้งสองคนไปยืดเส้นยืดสายภายนอกแทน
“ตกลงครับ”หลีจยงและหยวนลี่หยางตอบรับคำชวนจากเจ้านายอย่างยินดีเพราะทั้งคู่เริ่มเบื่ออาหารจากโรงพยาบาลแล้ว
อนึ่งทั้งสองคนต้องการออกไปสูดอากาศภายนอกและชมทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองไทยบ้างเนื่องด้วยที่ผ่านมามีแต่เข้ามาทำภารกิจแล้วก็กลับบ้านน้อยนักที่จะมีโอกาสได้เที่ยวเล่นจึงแสดงท่าทางกระตือรือร้นอย่างยินดี
สามหนุ่มต่างสวมเสื้อผ้าลำลองสบายทว่ากลับดูหล่อเหลาและดูเท่มีสไตล์กันทุกคนโดยเฉพาะจ้าวหลงที่มีรูปร่างสูงเพรียวแข็งแรง ถึงแม้ว่าจะสวมแค่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวตัวโปรดและกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มพร้อมรองเท้าผ้าใบสีขาวเหมือนเดิมก็ตาม
รูปลักษณ์ของทั้งสามคนที่แต่งกายคล้ายกันล้วนสะท้อนภาพลักษณ์หล่อเหลาอย่างปิดไม่มิดซึ่งทั้งสามคนเดินไปใช้ลิฟต์เฉพาะที่จะนำตัวทุกคนจากชั้นบนสุดถึงชั้นล่างโดยไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใครเป็นเส้นทางลับที่จ้าวหลงออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทีมส่วนหนึ่ง
..........
สุพิชชาอาการดีขึ้นมากแล้วในเช้าวันนี้เธอลุกเดินจากเตียงหลังจากหมอยินยอมปลดสายน้ำเกลือออกตามคำร้องขอจากตนเธอเดินไปหยุดอยู่ระเบียงห้องพักโดยไม่สนใจแม่ที่กำลังพูดคุยกับหมออยู่อีกด้าน
ครั้นสุพิชชาทอดสายตามองลงชั้นล่างของโรงพยาบาลในมุมทางออกด้านหนึ่งเธอรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นทันทีเมื่อมองเห็นร่างของชายสามคนโดยคนเดินตรงกลางซึ่งเดินนำหน้าคนอื่นหนึ่งก้าวนั้นเป็นแผ่นหลังที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาทันใด
“อ๊ะ! นั่นจะเป็นเขาไหมนะ? ทำไมเหมือนจริงๆ?หรือว่าเขาไม่สบายก็เลยมารักษาที่นี่งั้นหรือ?แต่ดูแล้วไม่เหมือนคนป่วย
เลย”
สุพิชชาพึมพำด้วยความตื่นเต้นยินดีเธอรีบหันหน้ากลับมาบอกหมออย่างกังวล เพราะได้ยินว่าแม่จะให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านซึ่งเธอต้องการสืบหาชายหนุ่มปริศนาคนนั้นอย่างมีความหวังว่า
“แม่คะ คุณหมอคะฉันยังรู้สึกปวดหัวอยู่เลยค่ะ ขอฉันพักสังเกตอาการต่ออีกสักวันนะคะฉันกลัวว่ากลับไปบ้านแล้วจะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอีก”
“เอ๊! น้องเมย์ไม่สบายตรงไหนหรือลูก? บอกแม่ทีสิ”
สุภัสสรปราดเข้ามาเอาหลังมือแตะหน้าผากพลางถามลูกสาวด้วยความห่วงใยพร้อมลอบสังเกตสีหน้าซีดเซียวของลูกด้วยความกังวลโดยเธอหวังว่าจะกลับบ้านเพื่อสอบถามเรื่องราวการเจ็บป่วยครั้งนี้จากลูกสาวให้ละเอียดแต่ไม่คาดคิดว่าอาการของลูกจะยังไม่ดีขึ้น จึงรู้สึกทุกข์ใจในความเป็นแม่ที่ไม่ต้องการเห็นลูกเจ็บปวดหรือไม่สบายใจ
“แค่รู้สึกปวดหัวจี๊ดๆเป็นพักๆ ค่ะ หนูเลยคิดว่าพักอยู่โรงพยาบาลอีกสักวันดีกว่า”
สุพิชชาบอกอาการตนเองให้แม่ฟังโดยเป็นความจริงแค่บางส่วนซึ่งเธอไม่สามารถบอกเหตุผลของการพักรักษาตัวต่อได้
“หากคนป่วยยังรู้สึกปวดหัวอยู่ผมว่าพักอีกวันก็ดีเหมือนกันนะครับ”
หมอหนุ่มที่เคยให้การรักษาสุพิชชาพูดขึ้นอย่างเข้าใจอาการคนป่วยเขาไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดในการรักษาจนส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงของโรงพยาบาลจึงเลือกที่จะทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด กอปรกับลูกค้าไม่มีปัญหาด้านการเงินฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิดมากแต่อย่างใด
“ก็ได้ค่ะงั้นน้องเมย์พักอีกวันนะลูก แม่จะให้คนมาอยู่เป็นเพื่อนอีกที แต่แม่มีธุระด่วนคงไม่ได้มาเฝ้าหนูวันนี้นะ”
สุภัสสรบอกลูกสาวอย่างเข้าใจพร้อมพูดถึงธุระส่วนตัวที่สำคัญของตนเนื่องด้วยเธอรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่ดูแลลูกสาวในเวลาเช่นนี้