“คุณหนูเป็อันใดหรือขอรับ” เสี่ยวเฟิงกระซิบถาม
“ข้าเพียงดีใจที่ท่านอาจารย์รับข้าเป็ศิษย์”
ฮั่วิจูกลบเกลื่อนพิรุธ แท้จริงแล้วนาง้ากราบไหว้สตรีที่อยู่ไกลจากที่นี่นับพันลี้เป็อาจารย์เพียงผู้เดียว แต่เพราะความจำเป็ทำให้นางต้องกราบไหว้ผู้อื่นเป็อาจารย์เสียก่อน
ถ้ามีโอกาสนางจะต้องเดินทางออกตามหา และตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณให้จงได้
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ ฮั่วิจูก็สามารถแยกสมุนไพรออกจากกันสำเร็จ มันไม่ใช่เื่ยากสำหรับนางแม้แต่น้อย
ให้ทำความสะอาดและขจัดพิษของสมุนไพรบางชนิดออกแล้วตากแห้งก็ย่อมทำได้ เพียงแต่ฮั่วิจู้าค่อยเป็ค่อยไป จะได้ไม่ถูกผู้อื่นสงสัยว่านางไปเรียนรู้มาจากที่ใด
ใช้เวลาที่เหลือเดินดูสมุนไพรที่ตากอยู่ในลาน ฮั่วิจูก้มสำรวจสมุนไพรที่ทั้งพบได้ง่ายและพบได้ยาก
“เ้าคัดแยกสมุนไพรเสร็จแล้วหรือ”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยยืนอยู่ด้านหลังศิษย์ตัวน้อยที่มัวแต่ก้มสังเกตสมุนไพรในกระด้ง
ฮั่วิจูหันกลับมาเผชิญหน้ากับเ้าของบ้าน เพียงเห็นใบหน้าที่ไร้หมวกม่านปกปิด ร่างกายของฮั่วิจูก็แข็งราวกับรูปปั้นหิน ดวงตาของนางมีน้ำตารื้นออกมา
โอวหยางเพ่ยเพ่ยยืนนิ่งหลังตรงดุจต้นไผ่ “เป็อันใดไป เ้ากลัวใบหน้าของข้าจนร้องไห้เลยหรือ” รอยแผลเป็พาดผ่านใบหน้าซีกซ้าย มิแปลกใจสักเท่าไหร่ที่เด็กน้อยจะใจนร้องไห้
ฮั่วิจูได้สติก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่เ้าค่ะ ศิษย์มิได้กลัวใบหน้าของท่าน แต่ใบหน้าของท่านเหมือนกับคนรู้จักของศิษย์ผู้หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ทำให้หวนนึกถึงจนต้องร้องไห้ออกมา ช่างน่าขายหน้าจริงๆ”
ไม่ใช่แค่เหมือน แต่สตรีผู้นี้คือท่านอาจารย์ของนางเมื่อชาติที่แล้วอย่างแน่นอน ขนาดรอยแผลเป็ยังเหมือนกันทุกจุด เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ท่านอาจารย์บอกเองมิใช่หรือว่าอาศัยอยู่ในหุบเขาเทียนจื่อมาั้แ่เด็ก
เพื่อยืนยันให้แน่ชัด ฮั่วิจูจึงถามออกไป “ศิษย์ขอทราบแซ่ของท่านอาจารย์ได้หรือไม่เ้าคะ” อาจดูเหมือนเสียมารยาทที่ถามออกไปเช่นนี้ แต่เวลานี้ฮั่วิจูไม่สนเื่มารยาทอีกต่อไป
“มิคิดว่าในใต้หล้าจะมีผู้ใดหน้าเหมือนข้า ข้าแซ่โอวหยาง นามว่าเพ่ยเพ่ย”
ที่โอวหยางเพ่ยเพ่ยตัดสินใจให้เด็กคนนี้เห็นใบหน้า เป็เพราะ้าทดสอบ หากนางหวาดกลัวใบหน้าของตนจนหนีเตลิด พวกตนสองคนคงไม่มีวาสนาได้เป็ศิษย์และอาจารย์
นับว่าสิ่งที่นางคิดไม่ผิด เด็กคนนี้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง แตกต่างจากรูปร่างที่เห็นภายนอก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหนือความคาดหมาย คือสายตาผูกพันและเทิดทูนที่เด็กคนนี้มอบให้กับนาง น่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
ฮั่วิจูพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้เอ่อออกมา คนตรงหน้าเป็อาจารย์ของนางจริงแท้แน่นอน กลับมาแก้ไขอดีตในครานี้ ได้พบกับผู้มีพระคุณเร็วกว่าชาติที่แล้ว
“อย่ามัวแต่ซาบซึ้งในตัวข้าเลย เ้า้าเรียนรู้วิชาแพทย์มิใช่หรือ ข้าจะถ่ายทอดความรู้ที่ตัวข้ามีให้แก่เ้าเอง” มิรู้เป็เพราะเหตุใดนางถึง้าเย้าแหย่เล่นกับลูกศิษย์ตัวน้อย
ฮั่วิจูพยักหน้ารัวๆ ชาติที่แล้วท่านอาจารย์ก็สอนวิชาแพทย์และการปรุงยาให้กับนาง แต่เพราะความแค้นบังตาทำให้นางเรียนรู้ด้านการปรุงยาพิษมากกว่าการปรุงยารักษาโรค
มิว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ท่านอาจารย์ยังคงดีกับนางเสมอ ฮั่วิจูตั้งใจเรียนรู้ในสิ่งที่อาจารย์สอน แม้ว่าหลายอย่างนางทราบดีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ถือดีจนเกินไป นางจึงต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้
ครั้นเห็นเวลาผ่านไปสองชั่วยาม บุตรสาวยังไม่กลับบ้าน ฮั่วหนานอันก็มาตามถึงหน้าบ้านของหมอหญิง
เสียงหัวเราะอันสดใสที่ดังมาจากในบ้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็เสียงของบุตรสาวตน ฮั่วหนานอันมิได้รบกวน ยืนรออยู่หน้าบ้านโดยไม่เรียกคนด้านใน
“เป็สตรีแต่อยู่คนเดียวบนเขาแบบนี้ อันตรายมิน้อยเลย”
อันตรายจากสัตว์ป่าไม่น่ากลัวเท่าอันตรายจากมนุษย์ ฮั่วหนานอันคิดว่าหมอหญิงท่านนี้ต้องมีเหตุผลบางอย่าง ถึงได้อยู่อย่างสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด แม้กระทั่งใบหน้านางยังไม่เผยให้ใครเห็น
“ว่าไปแล้ว…กำแพงบ้านสูงจนท่วมศีรษะคงไม่เพียงพอให้ป้องกันอันตรายกระมัง”
ฮั่วหนานอันเดินไปหยุดด้านหน้ากำแพงใกล้กับประตูบ้าน เท้าสะเอวสังเกตบริเวณกำแพง ไล่สายตาขึ้นไปบนกำแพงจึงเห็นรอยเปื้อนที่ดูแล้วน่าจะไม่ใช่รอยเปื้อนธรรมดา
โอวหยางเพ่ยเพ่ย “สำรวจกำแพงบ้านข้าพอหรือยัง”
ฮั่วหนานอันหันไปมองเ้าของบ้านที่เปิดประตูออกมา คำถามของนางไม่ได้ทำให้เขาสนใจที่จะตอบ สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือบุตรสาว
“ท่านพ่อ!”
ฮั่วหนานอันกางแขนออก รอให้บุตรสาววิ่งเข้ามาหา แล้วใช้แขนอันแข็งแรงอุ้มร่างเล็ก ๆ ของบุตรสาวตัวน้อย
“วันนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“ดีเ้าค่ะ ท่านอาจารย์ใจดีและเก่งมากเ้าค่ะ วันนี้ข้าได้ความรู้จากท่านอาจารย์มากมาย”
“โอ้! ข้ากำลังจะมีบุตรสาวที่เก่งกาจด้านวิชาแพทย์แล้ว ภายในอนาคตบุตรสาวข้าจะเป็หมอหลวงอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี” เื่ยกยอปอปั้นซึ่งกันและกัน ไม่มีผู้ใดเกินสองพ่อลูกคู่นี้ไปได้
“ขอบคุณท่านหมอมาก วันนี้ข้าคงต้องขอพาตัวบุตรสาวกลับบ้านเสียก่อน หากท่านไม่รังเกียจ เรียนเชิญท่านไปทานอาหารที่บ้านข้าสักครั้ง เพื่อเป็การขอบคุณ”
ฮั่วหนานอันก้มศีรษะให้เล็กน้อย แล้วพาบุตรสาวเดินลงจากเขาเพื่อกลับบ้าน
โอวหยางเพ่ยเพ่ยมองตามหลังคนทั้งสาม บุรุษผู้นี้แม้จะอารมณ์ร้อนไปเสียหน่อย แต่เขาถือว่าเป็บุรุษที่ให้เกียรติสตรีผู้หนึ่ง แม้ว่านางจะเผยใบหน้าที่แท้จริงให้เห็น เขากลับนิ่งเฉยมิได้มีแววตาตื่นตระหนกหรือรังเกียจแต่อย่างใด แถมยังสนทนากับนางเป็ปกติ
เสียงพูดคุยกันของสองพ่อลูกดังไปตลอดทาง มีเสี่ยวเฟิงคอยเสริมยามที่ถูกถาม ทำให้บรรยากาศบริเวณทางเดินลงเขาไม่ได้เงียบเหงา
“ท่านแม่ พี่สาว แม่นมเจียง ข้ากลับมาแล้ว” ฮั่วิจูยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูบ้าน รอให้ทุกคนถามว่าวันนี้นางเรียนรู้อะไรมาบ้าง
และหวังซื่อก็ไม่ทำให้บุตรสาวคนเล็กผิดหวัง นางถามถึงสิ่งที่บุตรสาวได้เรียนรู้ รวมไปถึงนิสัยใจคอของท่านหมอหญิง
ฮั่วิจูเล่าเื่ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ให้ทุกคนฟัง แม้กระทั่งทานมื้อเย็นนางยังคงคุยจ้อไม่หยุด ระหว่างที่บ้านฮั่วกำลังทานมื้อเย็น เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเรียกของหัวหน้าหมู่บ้าน
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน เชิญด้านในก่อนขอรับ” เสี่ยวเฟิงเชิญหัวหน้าหมู่บ้านเข้าไปด้านใน
“ข้าไม่รบกวนพวกเ้านาน เพียงแค่้ามาบอกว่า อีกสองวันในหมู่บ้านมีคน้าสร้างบ้านใหม่ พวกเ้ายัง้าเข้าร่วมรับจ้างสร้างบ้านอยู่หรือไม่”
ฮั่วหนานอันเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านไม่เข้ามา จึงเดินออกมาพูดคุย และตอบตกลงรับงานในครั้งนี้ ที่หัวหน้าหมู่บ้านมาหา เพราะเมื่อวันก่อนเขาบอกว่า้าหาเงิน หากมีงานใดที่ทำแล้วได้เงิน ขอให้หัวหน้าหมู่บ้านมาชักชวนตนไปทำด้วย
หลังตกลงวันและเวลากันเสร็จเรียบร้อย ฮั่วหนานอันกับเสี่ยวเฟิงก็กลับไปยังโต๊ะอาหาร
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านมาทำไมหรือเ้าคะ” ฮั่วิจูหยุดโอ้อวดความรู้ที่ได้เรียนมาในวันนี้ แล้วหันไปสนใจเื่ของบิดาแทน
“อีกสองวันในหมู่บ้านจะมีการสร้างบ้านใหม่ หัวหน้าหมู่บ้านจึงมาบอกกับพ่อ”
“สร้างบ้านใหม่ แล้วทำไมต้องมาบอกกับท่านพ่อหรือเ้าคะ” ยังคงซักไซ้ต่อ
“พ่อ้าเข้าร่วมการสร้างบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว”
พรู๊ดดดด!!
หวังซื่อพ่นอาหารออกจากปาก พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของผู้เป็สามี เนื่องจากใกับสิ่งที่ได้ยินจนกลายเป็อึ้ง นี่นางไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คนอย่างเขาน่ะหรือจะไปรับจ้างทำงานที่ใช้แรงอย่างนั้น ที่สำคัญเขาสร้างบ้านเป็ั้แ่เมื่อไหร่
ฮั่วหนานอันยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้า เห็นดวงตาตกตะลึงราวกับเด็กน้อยของภรรยาก็ไม่สามารถโกรธได้ลง
“เอาล่ะ ทุกคนกินต่อไป เดี๋ยวข้าขอตัวไปล้างหน้าก่อน”
ลับหลังฮั่วหนานอัน คนบนโต๊ะอาหารถามกันซ้ำๆ ว่า สิ่งที่ได้ยินมิใช่เพียงความฝัน มีเพียงเสี่ยวเฟิงที่ยืนยันว่ามันคือความจริง
“ฟ้าจะถล่ม ัจะพลิกกายแล้วหรืออย่างไร”
หวังซื่อยกมือขึ้นทาบหน้าอก เมื่อสักครู่นางทำตัวขายหน้าจนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปมุดที่ไหน ช่วยไม่ได้ ผู้ใดบอกให้เขาทำนางใ
สิ่งที่ฮั่วหนานอันพูดวันนั้น มิใช่เื่ล้อเล่นแต่อย่างใด สองวันต่อมา เขารีบเดินทางมารวมกลุ่มกับชาวบ้านในหมู่บ้าน
วันนี้ฮั่วิจูขอลาหยุดไม่ไปเรียนวิชาแพทย์กับโอวหยางเพ่ยเพ่ย เนื่องจาก้ามาให้กำลังใจบิดาในการสร้างบ้าน
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านเ้าคะ วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง”
ฮั่วิจูสอบถามหัวหน้าหมู่บ้านที่ยืนเอามือไพล่หลัง มองลานที่จะใช้สร้างบ้าน
“ไอโยว! เสี่ยวิจู้ารู้ไปเพื่ออันใดหรือ” หัวหน้าหมู่บ้านก้มหน้าถามเด็กน้อยช่างเจรจา ่นี้เขาเห็นนางขึ้นลงบนเขาบ่อยครั้ง เห็นว่านางถูกท่านหมอรับเป็ลูกศิษย์ อายุเพียงเท่านี้กลับมีความสามารถเกินตัว
“ข้าฝากท่านปู่ดูแลท่านพ่อข้าด้วยนะเ้าคะ”
ฮั่วิจูเป็ห่วงบิดาจริงๆ บิดาของนางไม่เคยทำงานที่ต้องใช้แรงหนักมาก่อน กลัวว่าจะไปทำให้ผู้อื่นไม่พอใจจนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น
“เ้าวางใจ ข้าจะดูแลเขาเอง” หัวหน้าหมู่บ้านกระซิบเสียงเบา
ฮั่วิจูเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางรู้ว่าท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน คือคนที่ท่านปู่ของนางฝากฝังให้ควบคุมความประพฤติท่านพ่ออย่างลับๆ
“ิจู วันนี้เ้าพาเถียนเถียนมาด้วยหรือ” เสี่ยวหม่านวิ่งเข้ามาหาสหายที่มีกระต่ายตัวน้อยสีขาวปุกปุยเกาะอยู่บนไหล่
“ใช่ ข้าพามันมาเดินเล่นด้วย”
“เ้าระวังอย่าให้มันคลาดสายตาเชียว มิเช่นนั้นมันจะไปอยู่ในหม้อของบ้านอื่น”
เสี่ยวหม่านกระซิบบอก สำหรับหมู่บ้านชาวประมง เนื้อสัตว์บกล้วนเป็สิ่งที่ทุกคน้า แต่มันค่อนข้างหายากและราคาแพงกว่าอาหารทะเล
“เ้าไม่ต้องห่วง เถียนเถียนฉลาดมาก”
“ทำไมเถียนเถียนไม่โตขึ้นเลยล่ะ”
ไฉ่หงเข้ามาจ้องกระต่ายที่เกาะอยู่บนไหล่สหาย ตัวของมันไม่มีพัฒนาการแม้แต่น้อย
“เถียนเถียนอาจเป็กระต่ายแคระก็ได้ มันจึงโตได้แค่นี้”
เพียงฮั่วิจูกล่าวจบ เสียงหัวเราะของเด็กในหมู่บ้านก็ดังขึ้น แต่สัตว์เทพที่ถูกล้อว่าเป็กระต่ายแคระไม่พอใจ มันจึงเชิดหน้าขึ้น เมินมนุษย์ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงทั้งหลาย