พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 9 ความสงบสุขก่อนพายุโหมกระหนำ 1

    เว่ยเมิ่งเดินโซเซออกจากห้องของตงฟางเสวี่ยฟางมาตอนพลบค่ำ ตอนนี้เด็กชายรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด ภาษาอังกฤษ? ภาษาเยอรมัน? ไอหยา พี่สาว ท่านจะให้ข้ารู้อะไรแปลกๆไปทำไม? หากให้ข้าท่อง เอ่อ เอ บี ซี ที่ท่านสอนตอนต่อยตี ข้าไม่ถูกชกตาเขียวกลับมาบ้านหรือ?เว่ยเมิ่งออกจากบ้านเข้าไปในตัวหมู่บ้าน โครมไฟกระดาษสว่างถูกแขวนไว้หน้าบ้านทุกบ้าน ทำให้มองเห็นทางในยามค่ำคืน เด็กน้อยเดินเท้าเรื่อยๆพลางสังเกตคนในหมู่บ้านยามราตรี บรรยากาศตอนนี้กลับสู่ปกติ แม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ยังมีผู้คนเดินไปมา บางคนนั่งกินอาหาร บางคนดวลสุรากับสหาย เสียงหัวเราะพูดคุยไปมา บรรยากาศเหมือนอย่างที่เคยเป็นทำให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาได้ยินจากพี่สาวว่าตอนที่เขายังไม่ฟื้น บรรยากาศในหมู่บ้านต่างอึมครึม ไร้เสียงหัวเราะ ไร้รอยยิ้ม การจากไปของหนึ่งในคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านสร้างเจ็บปวดให้กับพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามทุกคนต่างต้องก้าวเดินต่อไป อย่างช้าๆความทรงจำอันเลวร้าย ความความโศกเคร้า ความโกรธแค้น พวกมันค่อยๆจางหายไปเหลือเพียงแต่ เสียงหัวเราะของชายชรา รอยยิ้มกว้างจนน่าตลกของปู่สุยที่ยังคงเหลือไว้ในความทรงจำของพวกเขาที่มุมปากของเว่ยเมิ่งค่อยๆยกขึ้น จนในที่สุดบนใบหน้าของเด็กน้อยก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม“เว่ยเมิ่ง” ขณะที่เว่ยเมิ่งกำลังเดินเล่นไปตามทาง เสียงทักเล็กๆก็ลอยมาจากด้านหลัง เด็กน้อยชะงักหันกลับไปดูก็ต้องกระพริบตาปริบเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นใครหลี่เยว์เอ๋อร์ค่อยๆเดินเข้ามาหาเว่ยเมิ่ง ตามร่างกายนางยังมีผ้าพันแผลอยู่บ้านส่วน แต่สีหน้าก็ดูสดใสขึ้นมากเมื่อเทียบกับที่เว่ยเมิ่งเห็นล่าสุดในป่า“พี่หลี่เยว์เอ๋อร์? ทำไมท่านถึงออกมาข้างนอกได้เล่า? ท่านยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ?” เว่ยเมิ่งเอ่ยทัก เมื่อว่านางยังบาดเจ็บอยู่บ้างส่วนหลี่เยว์เอ่อร์ยักไหล่ ทำหน้าเบื่อๆ “ทำไมทุกคนที่ข้าเจอต้องพูดเหมือนเจ้ากันหมดเลยนะ แต่ละคนคิดจะให้ข้านอนเป็นผักอยู่บ้านเตียงเฉยๆเป็นอาทิตย์ๆให้ได้เลยใช่ไหม?”เว่ยเมิ่งหลุดขำ ไม่บ่อยนักที่พี่สาวตรงหน้าจะหลุดทำหน้าน้ำแข็งพันปี ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นตอนที่ทุบตีตงฟางเฉียนจนสะบักบอม“เจ้าจะไหนหรือ?” หลี่เยว์เอ๋อร์ถามเว่ยเมิ่งเว่ยเมิ่งส่ายหัว “ข้าแค่ออกมาเดินเล่น แล้วพี่หลี่เยว์เอ๋อร์เล่า?”หลี่เยว์เอ๋อร์ไม่ตอบคำ นางเม้นปากเบาๆ สีหน้าเริ่มขึ้นสีนิดๆ เอ่ยถาม “จะ เจ้าว่างหรือไม่?”เว่ยเมิ่งพยักหน้าเอียงคอ“ชะ เช่นนั้น ปะ...ไปกินเนื้อย่างเป็นเพื่อนข้าหน่อย ขะ ข้าเลี้ยงเอง” เด็กสาวพูดจบไม่รอคำตอบ จับแขนเสื้อเด็กชายที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ลางจูงเดินไปด้วยทันที“เอ๋?” เว่ยเมิ่งทำหน้างง แต่ก็เดินตามไปเด็กสาวเดินจูงเด็กชาย ไปถึงหน้าร้านอาหารเล็กๆติดป้ายชื่อไว้ว่า ‘เนื้อย่างสวรรค์ประทาน’ ที่มีคนรอต่อแถวอยู่ยาวเหยียด “เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปต่อแถวเอง” หลี่เยว์เอ่อร์ให้เว่ยเมิงรออยู่ตรงม้านั่งไม้ไฝ่ที่ทางร้านอาหารเตรียมไว้ให้นั่ง“คุณชาย? ท่านแวะมากินเนื้อย่างของคุณหนูหรือขอรับ?” เป็นเสี่ยวซุนที่สังเกตเห็นเว่ยเมิ่งจึงเดินมาถาม เว่ยเมิ่งมองไปที่ร้านอาหารเล็กๆที่มีคนแน่นเอียด ใช่แล้วนี่คือร้านอาหารที่พี่สาวของเขาเปิดขึ้นเมื่อปีก่อน ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นที่พี่สาวขอเปิดร้านอาหารเป็นขวัญวันเกิดจากท่านปู่ทว่าสามวันต่อมา ร้านเนื้อย่างสวรรค์ประทานก็ผุดขึ้นมาในหมู่บ้าน อีกทั้งยังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ลูกค้าต่อแถวยาวไม่เว้นในแต่ละวัน จนถึงทุกวันนี้ลูกค้าก็ยังไม่ได้ลดลงเลย“อืมม” เว่ยเมิ่งตอบคำ พี่สาวมักจะบอกว่าเสี่ยวซุนมีฝีมือทำอาหารใช่ได้ ดังนั้นบ่าวรับชายคนนี้จึงถูกลากไปช่วยงานในครัวอยู่เสมอ“ถ้างั้นเดียวข้าไปเข้าไปบอกคุณหนูให้นะขอรับ” “ไม่ต้องหรอก พี่หลี่หลี่เยว์เอ๋อร์นางบอกว่าจะเลี้ยงข้านะ” เด็กน้อยชี้ไปทางเด็กสาวที่กำลังต่อแถว“หืม? อะไรนะขอรับ” ตอนแรกเสี่ยวซุนคิดว่าหูฟาด แต่เมื่อมันหันไปเห็นหลี่เยว์เอ๋อร์ที่กำลังต่อแถวอยู่ บ่าวรับใช้กระพริบตาปริบๆ หันมองไปมาระหว่างเว่ยเมิ่งกับหลี่เยว์เอ๋อร์ “ฮะแฮ่ม เช่นนั้นข้งคงไม่รบกวนท่านแล้วคุณชาย ข้าขอตัวก่อน” เสี่ยวซุนประสานมือเดินกลับเข้าไปที่ครัว พลางบนกับตัวเองเบาๆ “คุณชายข้าร้ายกาจจริงๆ อายุแค่แปดขวบเองแท้ๆ”“เจ้ารอนานไหม?” หลี่เยว์เอ๋อร์กลับมาพร้อมเนื้อย่างเสียบไม้สิบกว่าไม้ เนื้อย่างชุ่มฉ่ำสีน้ำตาลถูกย่างจนเกรี้ยมเล็กน้อยโรยด้วยต้นหอมบางๆถูกวาวไว้ในภาชนะไม้ไผ่ผ่าครึ่ง เสียงน้ำมันจากเนื้อย่างแตกซานเบาๆชวนให้ผู้ได้ยินรู้สึกหิวโหยหลี่เยว์เอ๋อร์ยืนให้เว่ยเมิ่ง เด็กน้อยยิ้มรับไว้ ทั้งสองสองดื่มดำกับเนื้อย่างเงียบท่ามกลางแสงไฟของร้านอาหาร“ข้าอยากจะขอบคุณนะ” ในที่สุดหลี่เยว์เอ๋อร์ก็เอ่ยความในใจ เด็กชายที่ได้ก็เพียงยิ้มน้อยๆ “คนในหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ หากเป็นข้าที่ถูกจับตัวไป ท่านก็คงมาช่วยเหลือเหมือนกันใช่หรือไม่” หลี่เยว์เอ๋อร์ยิ้มไม่ตอบคำ นางเงยหน้ามองท้องฟ้าเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปาก “ท่านยายของข้าเคยพูดไว้......ในโลกนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งกับผู้ที่อ่อนแอเท่านั้น ท่านยังกล่าวอีกว่า หากไม่อยากจะกลายเป็นผู้ต้องที่ทุกข์ทรมานไปตอลอดชีวิตก็จงอย่าได้เป็นผู้ที่อ่อนแอ แต่จงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเพื่อมีชีวิตอย่างมีความสุข ข้าไม่เคยเข้าใจมันจนกระทั้งข้าพ่ายแพ้......และมันก็ทำให้พวกเราต้องสูญเสีย....”มือขาวนวลของเด็กสาวชูขึ้นไปบนฟ้า “นับตั้งแต่ตอนนั้นข้าก็สาบาน สาบานว่าจะไม่แพ้ สาบานว่าจะแข็งแกร่ง ข้าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข” หลี่เยว์เอ๋อร์กำหมัดแน่น สายตาบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ความดื้อรั้น ริมฝีปากของยิ้มปลอดโปร่ง เหมือนปลดเปรื้องโซ่ตรวนแห่งความผิดที่เก็บไว้ในใจ“เจ้าก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นนะเว่ยเมิ่ง.......เพื่อปกป้องความสุขของเจ้า”เด็กน้อยพยักหน้าเบาๆ ตอบรับ ทั้งสองมองตากันก็หัวเราคิกคักออกมา เด็กน้อยคู่หนึ่งนั่งกินเนื้อย่างแสนอร่อยช่างเป็นภาพที่ชวนอบอุ่นใจ...เว่ยเมิ่งมาที่บ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์หลังแยกทางกับหลี่เยว์เอ๋อร์ เว่ยเมิงมองบ่อน้ำร้อนที่มีไอน้ำลอยขึ้นจางๆด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนทิ้งตัวจมลงบ่อน้ำร้อนไปเด็กน้อยกลับมายืนที่ความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้สายตาของเด็กชายปราศจากความสงสัยหรือความงุนงง เว่ยเมิ่งใช้ความว่างเปล่ามาเป็นกระบี่เหมือนทุกครั้งๆ หากแต่ที่ผิดแปลกไปก็คือคู่ต่อสู้ในครั้งนี้ร่างของเหล่ามืองสังหารและซูอวิ้นปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเด็กน้อย เว่ยเมิ่งเลิกคิ้ว “แม้แต่ในความฝันของข้าพเจ้า พวกท่านก็ยังตามมาหลอกหลอนหรือ?” ไม่มีเสียงตอบกลับจากเหล่าที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าของพวกมันปราศจากอารมณ์ความรู้สึก แม้กระทั้งดวงตาก็ชืดชาไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต“ฮาๆๆ เอาเถิดข้าพเจ้าคงต้องขอบคุณความฝันประหลาดนี่ ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสแก้มือกับพวกท่านอีกรอบ” เด็กน้อยตั้งท่าเตรียมเช่นเดียวกับเหล่าอดีตศัตรูที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างของเด็กน้อยกระโจนเข้าไปห้ำหั่นกับศัตรูจากความว่าเปล่าในช่วงเวลาที่เด็กน้อยกำลังฝึกฝนในความความฝันอยู่นั้น ในโลกภายนอก ณ ห้องลับที่มีแต่บุคคลสำคัญในหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ที่รู้จัก ตอนนี้มีบุคคลสามคนกำลังพูดคุยกันไปมา“เจ้ารอง เรื่ององค์หญิงลู่ลี่เรียบร้อยดีหรือไม่?”เจ้ารองหรือของก็คือตงฟางโม่จือปู่รองของเว่ยเมิ่งหยักหน้าตอบ “เรียบร้อยดีพี่ใหญ่ ข้าให้ยอดฝีมือระดับเจ็ดคอยคุ้มกันนางไปและหากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกซักสามเดือนนางคงไปถึงแคว้นชิง”“พี่ใหญ่ฝั่งท่านเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?” พี่ของตงฟางซานดังมาในเงามืดของห้องตงฟางหยางตอบกลับ “โครงสร้างค่ายกลถูกติดไว้ทั่วหมู่บ้านแล้ว ที่เหลือก็แค่จัดวัตถุดิบมาใส่เท่านั้น เรื่องเส้นทางหลบหนีที่เชื่อมกลับแคว้นชิงก็ดำเนินไปได้สองส่วนแล้ว”“ตลอดเวลาที่เจ้าคอยเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นชิงก็เพราะเช่นนี้เองสินะ หาทางรอดให้คนในหมู่บ้านหากพวกเราพ่ายแพ้” ตงฟางโม่จือถอนหายใจให้กับร่างในเงามืด “สี่แคว้นใหญ่แห่งยุคนี้ ลู่ ชิง ต้วน ฟง ข้าไม่เข้าใจเจ้าสาม เหตุใดเจ้าถึงไม่เลือกแคว้นฟงที่แข็งแกร่งที่สุดในสุดในบรรดาสี่แคว้น แต่กลับเลือกแคว้นชิงที่อยู่ในอันดับสอง? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเรามีคนที่เคยเกิดในราชวงค์ฟงอยู่ด้วย”เสียงของตงฟางซานดังตอบกลับมา “ฟงต้าหลงแม้เคยอยู่แคว้นฟงแต่นั้นก็เป็นเรื่องของฮ่องเต้องค์ก่อน ข้าไม่มั่นใจว่ามันจะสามารถคุยได้รู้เรื่องกับฮ่องเต้ในรุ่นนี้ได้หรือไม่ อีกอย่างข้าไม่ได้เลือกที่หลบภัยจากความแข็งแกร่ง” ตงฟางเงียบไปก่อนพูดต่อ “ท่านคิดจริงๆ หากเราเลือกแคว้นฟงแล้วปรมาจารย์แห่งฟงจะสามารถต้านทานปรมาจารย์รุ่นที่สามได้?”“........................”“นอกจากสี่ปรมาจารย์ในยุคนี้ผนึกกำลังกัน ข้าไม่กล้าคิดเฟ้อฝันให้พวกมันคนใดคนหนึ่งเอาชนะปรมาจารย์รุ่นที่สามเด็ดขาด”“เจ้ายังไม่ตอบคำถามพี่ใหญ่ ทำไมเจ้าได้เลือกแคว้นชิง?”“เพราะบุตรชายข้าอยู่ที่นั้น” เสียงในความมืดตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจ“.....................” ไอ้ตาแก่เห่อลูก นี่คือคำแว็บเข้ามาในความคิดทั้งสอง
    “อัก!” ร่างของเด็กน้อยไถลกระเดนไปในความว่างเปล่า เว่ยเมิ่งลุกขึ้นใช้กระบี่ค้ำยันร่างกายไว้ไม่ให้ล้ม ลมหายใจของเด็กน้อยขาดช่วงไม่เป็นจังหวะ คู่ต่อสู้มีทั้งหมดแปดคน สองคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือ พี่ใหญ่มือสังหารและซูอวิ้น เดิมทีเด็กน้อยคิดจะเริ่มจัดการมือสังหารที่เหลือก่อนค่อยวกมาจัดการสองคนนี้ แต่ว่าทั้งหมดไม่เป็นตามแผน เมื่อทั้งแปดบุกโจมตีเข้ามาพร้อมกัน ทำเอาเว่ยเมิ่งจำต้องใช้วิชาตัวเบาคอยหลบหนีอยู่เพียงท่าเดียว“ดูท่าในหัวพวกท่านมีแต่ความที่จะตัดหัวข้าแต่เพียงอย่างเดียวเลยสินะ?” สิ่งเว่ยเมิ่งนับว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริง คนเหล่านี้ถูกสร้างจากความว่างเปล่าพวกมันไม่มีจิตใจของมนุษย์ มีความลังเล ความเมตตา หรือกระทั้งความประมาท เช่น การเข้าไปโจมตีเด็กน้อยทีละคน“คิดสิ คิดสิ ข้าจะแก้สถานการณ์อย่างไรดี?” เว่ยเมิ่งหลบหนีไปพลางพูดกับตัวเองไป กำลังหลักคือ ซูอวิ้นและพี่ใหญ่มือสังหารผู้อยู่ในระดับเจ็ดทั้งคู่ สนับสนุนโดยหกมือสังหารที่ต่ำสุดก็เป็นยอดฝีมือระดับห้า“ที่ข้าคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ที่ข้าสามารถเอาชนะพวกเขาได้ส่วนหนึ่งเป้นเพราะพวกเขาบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้าและความประมาท” เว่ยเมิ่งวิเคาระห์เว่ยเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ‘โชคชะตามีไว้สำหรับผู้กล้า!! หากข้าเอาแต่หลบหนีเช่นนี้จะไปมีประโยชน์อะไร!!’ เด็กน้อยหันไปทางแปดร่างที่กำลังพุ่งเข้ามา เว่ยเมิ่งหรี่ตาลงมุ่งสมาธิไปทางร่างทั้งแปดร่างทั้งแปดเข้าใกล้เด็กน้อยเข้าไปทุกที ในขณะที่สองกระบี่จากซูอวิ้นกับพี่ใหญ่มือสังหารกำลังจะถึงเด็กน้อยนั้นเอง ‘ตรงนั้น!!’ นัยน์ตาของเว่ยเมิ่งเปิดกว้าง ร่างน้อยๆพุ่งสวนร่างของซูอวิ้นและพี่ใญ่มือสังหารไปหาหกมือสังหารด้านหลัง ดวงตาของเว่ยเหมิงเจิดจ้า “คมวายุเฉือนภูเขา!” หากตงฟางฉียนอยู่ที่นี่คงไม่รู้ว่าต้องยินดีกับญาติผู้น้องที่สำเร็จวิชาหรือหลั่งน้ำตาที่ความพยายามสามปีของมันเว่ยเมิ่งสามารถทำได้ในสามลมหายใจกระบี่และสายลมฟันไปยังลำคอของมือสังหารที่อ่อนแอที่สุดในห้าคน ศีรษะของมันหลุดจากบ่า พร้อมกับร่างทั้งห้าที่เหลือรุมแทงเข้าที่ร่างเว่ยเมิ่ง กระบี่ทั้งห้าพุ่งตรงเข้าร่างเว่ยเมิ่ง อย่างไรก็สีหน้าของเว่ยเมิ่งคล้ายกับเหม่อลอยไม่ได้สนใจที่การโจมตีที่เข้ามาเลยซักนิด ในหัวของเว่ยหมิ่งตอนนี้เหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง‘เมื่อครู่นี้?.....ไม่ผิดแน่.....ข้า....ได้ยินเสียงของสายลม!!’ ร่างของเด็กน้อยเหยียบร่างผู้ที่ตายกระโดดขึ้นบนอากาศ หลบกระบี่ทั้งห้าในจังหวะที่ร่างของเว่ยหมิ่งอยู่กลางอากาศนั้นเอง ร่างของพี่ใหญ่มือสังหารก็ปรากฏขึ้นข้าง พร้อมกับใช้ท่าไม้ตายของตนก็คือกระบี่ร้อยอสรพิษ กระบี่นับร้อยที่ราวกับอสรพิษพุ่งเข้าหาเว่ยเมิ่ง“ข้าไม่ผิดซ้ำสองหรอก!!” เว่ยเมิ่งคำรามลั่นใช้ออกด้วยท่ากระบี่ร้อยอสรพิษเช่นเดี่ยวกัน อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นท่าเดียวกันแต่ผู้ใช้คนหนึ่งคือยอดฝีมือระดับเจ็ดกับอีกคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือระดับหนึ่ง มันย่อมต้องมีความต่างอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเว่ยเมิ่งจะกลั่นลมปราณจากบ่อร้อนทุกวันจนทำให้ลมปราณของเขาแข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับสี่โดยไม่รู้ตัว กระบี่ของเว่ยหมิ่งค่อยๆถูกผลักดันกลับ ตอนนั้นเองรอยยิ้มดุดันก็ปรากฏขึ้นบนหน้าเด็กน้อย กระบี่ร้อยอสรพิษพุ่งแทงปะทะกันนับไม่ถ้วนแต่ครั้งนี้กับผิดแปลก นั้นเพราะกระบี่ทั้งสองเมื่อปะทะกันแล้วกับไม่ยอมแยกออกจากกัน!!พี่ใหญ่มือสังหารจากความว่างเปล่าคล้ายรู้สึกหนาวเย็นอย่างผิดปกติที่มือ โชคดีที่มันไม่มีความรู้สึกไม่งั้นมันคงต้องมีชะงักไปบางแน่“ท่านรู้รึป่าว? ฤดูหนาวของที่นี่นะหนาวแทบตายเลยนะรู้มั้ย”ร่างของเว่ยเมิ่งและกระบี่เหมือนถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆไอความเย็นถูกส่งผ่านกระบี่เข้าสู่ตัวพี่ใหญ่มือสังหารทำให้มันแข็งค้างไปชั่วครู่ เว่ยเมิ่งอาศัยจังหวะนั้นเอง เด็กน้อนกัดฟันดึงร่างตรงหน้าเข้าใกล้ใช้ออกด้วยท่าฝ่ามือกระแทกภูเขา แต่เด็กชายไม่ได้ใช้ออกด้วยฝ่ามือ เว่ยเมิ่งชี้นิ้วแทงไปที่หน้าผากของพี่ใหญ่มือสังหารลึกเข้าไปครึ่งชุน ภายในหัวของมันสั่นสะท้านเลือดค่อยๆไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดช่วงเวลาทั้งหมดเหมือนยาวนานแน่แท้จริงแล้ว เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเว่ยเมิงถีบร่างพี่ใหญ่มือสังหารเพื่ออาศัยเป็นฐานโดด ร่างของเด็กน้อยลอยไปไกล “แฮ่ก แฮ่ก ฮิ ฮิ เว่ยเมิ่งนำไปสองกระบี่” เด็กน้อยพูดยังไม่ทันจบดี ห้ามือสังหารก็พุ่งเข้าโจมตีเสียแล้ว ในครั้งนี้พวกมันเข้าพร้อมกันอีกครั้งแต่จัดขบวนเหมือนเป็นลูกศร หนึ่งคนนำมาข้างหน้าอีกสี่คนประกบซ้ายขวาเว่ยหมิ่งขมวดคิ้ว ‘เช่นนี้เองใช้คนแรกเป็นตัวปะทะเพื่อดึงจังหวะไว้ แล้วให้ที่เหลืออีกสี่เข้าโอบล้อม เช่นนี้หากไม่ระวังคงถูกฟันจากทั่วสารทิศแน่’‘จริงสิ! ข้ายังมีเสียงแห่งสายลม!’ เว่ยเมิ่งเหมือนคิดอะไรได้บ้างอย่าง ร่างยืนเฉยๆรอห้ามือสังหารเข้ามา พริบตาที่กระบี่กำลังฟันลงมา ในหัวของเขาคล้ายได้ยินเสียงสายลม‘ทางนั้น!!’ ร่างของเว่ยเมิงหลบกระบี่พ้นเฉียดไปครึ่งชุน กระบี่ของมือสังหารคนที่สองฟันลงตามมาติดๆ เด็กน้อยเอี่ยวตัวหลบตามสายลมได้อีกครั้ง หากเหล่ามือสังหารนี้มีความรู้สึก พวกมันคงคิดว่าพวกมันกำลังเล่นไล่ฟันสายลมอยู่“ถึงคราวข้าบ้างละ!!” เว่ยเมิ่งเคลื่อนตัวคล้ายกับสายลมย้อนกับไปหามือสังหารทั้งห้า ร่างกายและกระบี่ของเด็กน้อยรวดเร็วเหมือนกับสายลม แม้รู้สึกแต่ก็ไม่อาจจับต้องได้ กระบี่กรีดผ่านลำคอของมือสังหาร พวกมันไม่มีโอกาศแม้แต่จะตอบโต้ ร่างทั้งห้าสิ้นลมล้มลงไป“จากนี้ข้าเรียกวิชานี้ว่า เดินตามสายลม-” เว่ยเมิ่งที่กำลังพูดกับตัวเองถูกขัดจังหวะด้วยการลอบโจมตีของซูอวิ้น โชคดีจังหวะที่การโจมตีพุ่งเข้ามา เว่ยเมิ่งหลบตัวหตามสายลมไปเรียบร้อยแล้ว“ท่านอา...ท่านเนี่ยชอบลอบโจมตีจริงนะ” ดวงตาของเด็กน้อยเริ่มปรากฏร่องรอยของโทสะ