อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    ฆ่าคนปล้นสมบัติ

    ประมาณแปดนาฬิกา หลิวเวยอันตื่นขึ้นมาแล้ว แม้จะหลับไปเพียงสองชั่วโมงกว่า แต่กลับกระปรี้กระเปร่ามาก จ้าวหนานหนานและลูกสาวตื่นแล้วเช่นกัน เนื่องจากเป็นห้องใต้ดิน ไม่มีหน้าต่าง แม้ด้านนอกจะเป็นตอนกลางวัน แต่ในห้องก็ยังมืดทึบ หลิวเวยอันเปิดไฟ แล้วล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่าย ๆ
    "เมื่อกี้เจ้าของบ้านเช่าเพิ่งมาเคาะประตู คงจะมาเก็บค่าเช่าแล้ว" จ้าวหนานหนานบอกเขา
    หลิวเวยอันคำนวณวันคร่าว ๆ พบว่าถึงวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสามแล้ว เขาพยักหน้า แล้วเปิดประตูให้แสงแดดสว่างไสวส่องเข้ามาในห้อง แสงสีขาวจ้าตา
    ที่ดาวอังคารตอนกลางวันและกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมาก ตอนกลางคืนเหน็บหนาวเข้ากระดูก ตอนกลางวันร้อนแผดเผาราวกับเป็นกลางฤดูร้อน หลิวเวยอันปิดประตูให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปข้างนอก จ้าวหนานหนานกับลูกสาวออกมาพบผู้คนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกจับตัวไป
    ตลอดทางที่เดินมาบรรยากาศคึกคักมาก ทุกหนแห่งมีแต่ผู้คน บ้างก็ไปทำงาน บ้างก็ซักเสื้อผ้า คนส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้าหิวโหย ขาดโภชนาการทางอาหาร
    แม้หลิวเวยอันจะอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว แต่กลับไม่รู้จักใครสักคน เขาออกจากบ้านไม่เกินห้าครั้ง ตอนกลางวันเล่นเกม ตอนกลางคืนนอนหลับ เขาจึงไม่รู้จักคนอื่น คนอื่นก็ไม่รู้จักเขาเช่นกัน
    เจ้าของบ้านเช่าอยู่ในช่วงวัยกลางคน รูปร่างท้วม ได้ยินว่าเป็นพ่อบ้านของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ค่อนข้างมีอิทธิพลในแถบนี้ ดูแลหลายตึกด้วยตัวคนเดียว โดยทั่วไปจะไม่มีทาสรับใช้หรืออันธพาลกล้าก่อเรื่องในพื้นที่ที่เขาดูแล สาเหตุที่หลิวเวยอันมาเช่าบ้านที่นี่ ก็เพราะต้องการความปลอดภัย
    ค่าเช่าห้องใต้ดินก็คือเดือนละ 40 เหรียญทองแดง เนื่องจากห้องใต้ดินที่หลิวเวยอันเช่าอยู่มีห้องน้ำส่วนตัว จึงราคา 50 เหรียญทองแดง ค่าน้ำ 1 เหรียญทองแดง ค่าไฟ 3 เหรียญทองแดง รวมทั้งหมด 54 เหรียญทองแดง
    เจ้าของบ้านเช่าเย็นชามาก หลิวเวยอันเองก็ไม่ได้คุยอะไรมาก พอจ่ายเงินรับใบเสร็จ ก็หันหน้าเดินออกไป ห้องข้าง ๆ มีสตรีวัยกลางคนกำลังขอร้องอย่างโศกเศร้า
    "ผ่อนผันหน่อยเถอะ ห้าวัน อย่างมากห้าวัน พวกเราจะรวบรวมค่าเช่าให้ครบแน่นอน..."
    "ของเดือนก่อนก็ยังไม่จ่ายเลย สามวันก็พอ ผมให้เวลาพวกคุณสามวัน ถ้าจ่ายค่าเช่าไม่ไหว ก็ไสหัวออกไปซะ ที่นี่มีคนรอเช่าอยู่ตั้งเยอะ..." น้ำเสียงของเจ้าของบ้านเช่าไม่มีความปรานีเลยสักนิด
    หลังจากเดินผ่านถนนชำรุดทรุดโทรม หลิวเวยอันก็เข้าไปเดินบนถนนการค้า ระหว่างทางมีผู้คนมากมายหลายแบบสัญจรขวักไขว่ เทียบกับแดนผีปีศาจแล้วแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
    คนที่มีความสามารถในการเช่าบ้าน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนยากจน ในเมื่อเป็นคนยากจน ก็แสดงว่าบนตัวไม่มีเงินเท่าไรนัก ดังนั้นจึงทำได้เพียงเช่าบ้านอยู่ตรงพื้นที่เขตติดต่อระหว่างเขตทาสรับใช้กับเขตชุมชนยากจนเท่านั้น อย่างน้อยก็มีที่ให้อยู่อาศัย เพียงแต่เขตทาสรับใช้ไม่มีเขตอุตสาหกรรม ถ้าอยากจะทำงาน ก็ต้องเดินทางผ่านถนนการค้า
    ด้านหลังเขตชุมชนยากจนมีเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนหลายแสนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นถนนพังชำรุด บ้านเรือนตกทอดมาหลายร้อยปีแล้ว มีหลายหลังที่ชำรุดทรุดโทรม แต่ก็มีไม่น้อยที่ตั้งตระหง่านอย่างแข็งแกร่งบนแผ่นดินใหญ่ ทุกจุดที่สามารถบังแดดบังลมได้ ล้วนมีทาสรับใช้ผอมแห้งหน้าซีดเบียดเสียดกันอยู่ บ้างก็นอนบ้างก็นั่ง ส่วนใหญ่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
    พวกเขากำลังอาบแดด ทุกค่ำคืนอันหนาวเหน็บจะมีคนตื่นไม่ไหวในเช้าวันถัดไปเสมอ แต่บางคนที่ใช้ชีวิตด้วยความโชคดี พอลุกขึ้นจากเตียงก็มาอาบแดดเสริมอุณหภูมิร่างกาย ในถนนเล็ก ๆ บางสายจะเห็นชายฉกรรจ์หน้าดุดันกลุ่มละสองสามคนโผล่มาเป็นระยะ คนเหล่านี้ล้วนเป็นทาสรับใช้ เพียงแต่พวกเขาเป็นประเภทที่เอาตัวรอดไปวัน ๆ ได้ค่อนข้างดี การทะเลาะวิวาท ฆ่าคนวางเพลิง สำหรับพวกเขาถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่สามารถทำให้รอดชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็กล้าทำทั้งนั้น เนื่องจากวิธีการโหดเหี้ยม ชีวิตจึงไม่แห้งแล้ง เพียงแต่ยังต้องทำงานทุกวันเหมือนเดิม
    เป็นทาสรับใช้ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเลย ทุกสามวันพวกเขาจะได้รับหลอดพลังงานหนึ่งอัน บางคนที่โชคดีหน่อยก็จะเจอของกิน หรือไม่ก็คุ้ยของมีค่าบางอย่างในกองขยะ ยกตัวอย่างเช่นโทรทัศน์พัง โทรศัพท์มือถือพัง ปืนและกระสุนที่ถูกแทงบัญชีเป็นของชำรุดแล้ว เป็นต้น ทาสรับใช้เหล่านี้สามารถเอาตัวรอดไปวัน ๆ เพื่อรอความตายมาได้นานขนาดนี้ ย่อมมีหนทางดำรงชีวิตของพวกเขาอยู่แล้ว
    และชายฉกรรจ์เหล่านี้ ก็อาศัยทาสรับใช้เพื่อความร่ำรวยของตัวเองโดยเฉพาะ
    ถนนการค้าคึกคักสุด ๆ บนลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง คนจำนวนหลายพันกำลังต่อแถวเพื่อรอรับสมัครคนเข้าโรงงาน ในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นประชาชนยากจนและประชาชนทั่วไป แต่ก็มีทาสรับใช้ที่ปะปนเข้ามาเสี่ยงโชคอยู่ไม่น้อย
    พระมีมาก โจ๊กมีน้อย ทุก ๆ ห้าหกนาทีจะมีรถบัสหนึ่งคันบรรทุกคนไว้เต็มคันขับไปทางเขตตะวันออก หลังจากผ่านการปิดล้อมป้องกัน รถบัสก็ลับตาหายไปแล้ว
    พื้นที่ที่หลิวเวยอันอยู่ถูกแบ่งเป็นสี่เขต ได้แก่ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ เขตตะวันออกเป็นประชาชนทั่วไป เขตเหนือเป็นประชาชนยากจน เขตตะวันตกกับเขตใต้เป็นทาสรับใช้ ส่วนถนนการค้าก็คือจุดชื่อมต่อที่อยู่ตรงกลาง เนื่องจากเขตตะวันตกกับเขตใต้มีแต่ทาสรับใช้ ไม่มีเส้นแบ่งเขตชัดเจน แม้เขตชุมชนยากจนจะค่อนข้างวุ่นวาย แต่เมื่อเมื่อเทียบกับเขตทาสรับใช้ ก็ยังมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า
    เมื่อเปรียบเทียบกัน เขตตะวันออกนั้นมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยแตกต่างออกไป เพียงแต่ถ้าอยากจะเข้าเขตตะวันออกก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะมีการป้องกันเข้มงวดบนทางที่ต้องผ่าน รั้วหนาและประตูเหล็กสูงใหญ่ได้กั้นแบ่งพื้นที่แถบนี้ให้กลายเป็นโลกสองใบ
    หลิวเวยอันไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับสิ่งนี้ สังคมก็เป็นอย่างนี้แหละ บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งที่ทำได้ก็คือใช้ชีวิตต่อไปให้ดี พยายามเปลี่ยนแปลงทีละนิด
    น้ำแร่ธรรมชาติ เมื่อหลายร้อยปีก่อนจ่าย 2 เหรียญทองแดงจะซื้อได้ 2 ขวด แต่ในวันนี้หากจะซื้อ 1 ขวดกลับต้องจ่าย 50 เหรียญทองแดง มลพิษนิวเคลียร์ทำให้แหล่งทรัพยากรน้ำขาดแคลนลงไปมาก โชคดีที่เมื่อผ่านการวิวัฒนาการมาหลายร้อยปี ความสามารถในการทนภัยแล้งของมนุษย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วเยอะมาก ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่ามีคนตั้งมากมายเท่าไรที่ต้องหิวตาย
    ซื้อน้ำแร่ไป 4 ขวด เงินที่เหลือนำไปซื้ออาหารแห้งและขนมปังกรอบบีบอัด อาหารถุงใหญ่ เพียงพอสำหรับบริโภคไปครึ่งเดือน
    เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลิวเวยอันก็พบว่าร่างกายตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเยอะ ถ้าเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ใช้เวลาเดินเท้านานขนาดนี้ เขาคงเหนื่อยจนหอบหายใจ เหงื่อไหลไคลย้อยไปนานแล้ว แต่ตอนนี้หน้าไม่แดง ไม่หอบหายใจ และนับวันเขาก็ยิ่งเฝ้ารอการเล่นเกม 'ปล้นชิง' มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หากเป็นเมื่อก่อนเขาจำเป็นต้องทำอย่างนี้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ตอนนี้เกิดความรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากกินอิ่มแล้วเขาก็ออนไลน์เข้าเกมทันที
    ตอนกลางวันคนเยอะ เดินไปไหนก็มีแต่คน หลิวเวยอันกลุ้มใจ ตอนกลางวันคนพวกนี้ไม่ทำงานทำการกันหรือไง? ตามที่เขารู้มา คนที่เล่นเกมส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกไม่กลัวตาย คนที่มีงานทำในชีวิตจริงมีใครอยากไปเสี่ยงอันตรายนี้บ้าง อย่างไรเสียหากตายไปหนึ่งครั้งก็ต้องอ่อนเพลียไปครึ่งเดือน
    สถานที่เป้าหมาย สุสาน
    เขาใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่าเพื่อทำลูกธนูเก้าสิบดอก ขณะที่เร่งเดินทางไปสุสาน ตอนเพิ่งจะเข้าใกล้บริเวณนั้น ก็ได้ยินเสียงเข่นฆ่ากันดังมา เขาแอบตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอยู่ เขารีบพุ่งเข้าไป เห็นซากดิบยี่สิบกว่าตัวกำลังสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง
    มีทั้งหญิงทั้งชายสิบกว่าคน การต่อสู้น่าจะดำเนินมาสักระยะหนึ่งแล้ว บนพื้นมีศพนอนสิบกว่าร่าง ศพท้องแตกไส้ไหล ซากดิบหลายตัวกำลังรุมฉีกกินศพ ดูท่าแล้วสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก มีผู้หญิงคนหนึ่งส่งเสียงกรีดร้อง เธอถูกซากดิบใช้กรงเล็บขยุ้มแล้วกัดคออย่างดุร้าย เสียงร้องของเธออ่อนลงอย่างรวดเร็ว แล้วสุดท้ายก็เงียบลง
    คนสิบกว่าคนนี้วิ่งหนีไปพลางต่อต้านไปพลาง ตอนวิ่งไปถึงชายขอบสุสานก็เหมือนจะเหลืออยู่แค่หกคน ในจำนวนนั้นยังมีสองคนที่บาดเจ็บด้วย ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ พวกเขาสามารถหนีไปได้ แต่หากเลือดออกสถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไป เมื่อซากดิบได้กลิ่นคาวเลือด พวกมันก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ
    หกคนที่เหลือกำลังมองซากดิบพุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าฉายแววสิ้นหวัง ไม่น่าเชื่อว่าสาวน้อยแสนสวยคนหนึ่งจะตกใจจนเหม่อจนลืมวิ่งหนีแล้ว ได้แต่มองกรงเล็บคมดุจมีดของซากดิบแทงมาตรงหน้าอกของเธอ
    "รีบวิ่งสิโว้ย..."
    เพื่อนร่วมทีมหนึ่งในนั้นหันมาเห็นฉากนี้แล้วร้องโวยวายเสียงดัง แต่น่าเสียดายที่ไม่ทันแล้ว ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เงาดำสายหนึ่งก็ยิงออกมาจากข้างหลัง เร็วปานสายฟ้าแลบ ยิงโดนบนหว่างคิ้วของซากดิบ ซากดิบเงยหน้าแล้วล้มลงทันที
    ฟิ้ว ๆ ๆ
    ลูกธนูสามดอกแทบจะยิงออกมาพร้อมกัน ซากดิบสามตัวที่ไล่ตามอยู่ข้างหน้าสุดล้มลงในแนวเดียวกัน ทั้งหมดถูกยิงตรงกลางหว่างคิ้ว ธนูเดียวปลิดชีพ
    หกคนหันกลับมาด้วยความทึ่ง มองไปยังผู้ยิงธนู ยังอายุน้อยมาก ไม่เกินยี่สิบปีแน่นอน รูปร่างผอมโซ สีหน้าซีดขาว เหมือนไม่ได้เจอแสงอาทิตย์มาเป็นเวลานาน ใบหน้าหล่อเหลา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาคนเป็นพิเศษก็คือดวงตางามทั้งคู่ที่อยู่ใต้คิ้วกระบี่ เป็นดวงตาดำขลับดุจน้ำหมึกที่ให้ความรู้สึกเยียบเย็น
    ในดวงตาหลิวเวยอันไม่มีคนอื่น จ้องไปทางซากดิบที่พุ่งเข้ามาตาไม่กะพริบ พอสายธนูสั่น ลูกธนูก็ยิงออกมาดอกแล้วดอกเล่าอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวนั่นราวกับเมฆเหินน้ำไหล ทั้งยังเร็วปานสายฟ้าแลบ ชั่วพริบตาเดียวซากดิบก็ถูกยิงตายหมด ล้มตายเกลื่อนพื้น
    หกคนนี้กำลังมองอย่างเหม่อลอย จนกระทั่งหลิวเวยอันวางธนูแล้วควักผลึกสีขาว พวกเขาถึงได้ตื่นตัวอย่างฉับพลัน หนึ่งในนั้นที่สูงร้อยแปดสิบเซนติเมตร ดูลักษณะเหมือนเป็นหัวหน้าทีมเดินมาตรงหน้าเขา แล้วกล่าวอย่างซาบซึ้งใจว่า "ขอบคุณน้องชายที่ช่วยชีวิต ฉันชื่อหวังไป่ มีศพเยอะขนาดนี้ ให้พวกเราช่วยนายนะ"
    "ไม่ต้องหรอก" หลิวเวยอันตอบโดยไม่เงยหน้า
    "ถ้าอย่างนั้น พวกเราขอตัวก่อนแล้วกัน" หวังไป่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ดวงตาฉายแววมืดครึ้มแวบหนึ่ง กำหมัดพลางส่งสายตาให้หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมตัวเตี้ย เสร็จแล้วถึงได้พูดเสียงดังว่า "พวกเราไปกันเถอะ"
    ได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงเดินออกไปข้างนอก คนอื่น ๆ กล่าวอำลาอย่างเป็นอันรู้กัน แต่คนตัวเตี้ยกลับเข้าใกล้ข้างหลังหลิวเวยอันอย่างเงียบเชียบ แล้วพลันง้างมีดสั้นในมือ แสงสะท้อนคมมีดวับวาบ แต่กลับแทงได้เพียงความว่างเปล่า ตอนที่เพิ่งเงยหน้าขึ้น สิ่งที่มาต้อนรับเขาก็คือลูกธนูที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
    ฟิ้ว!
    หว่างคิ้วกระจาย
    "เวรแล้ว วิ่งเร็ว..." หวังไป่สีหน้าเปลี่ยนไปมาก ยืดขาแล้ววิ่งทันที
    สีหน้าเครียดขรึมของหลิวเวยอันกลับผ่อนคลายแล้ว ถ้าพวกเขากรูกันเข้ามา ตัวเองก็จะยุ่งยากนิดหน่อย แต่ถ้าหันตัววิ่งหนีไปแบบนี้ เช่นนั้นก็กลายเป็นเป้าธนูที่มีชีวิตแล้ว
    ตึ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ
    สายธนูสั่นสะเทือน หลิวเวยอันง้างสายธนูห้าครั้งในชั่วพริบตาเดียว มีเสียงกรีดร้องดังห้าครั้ง พวกหวังไป่แทบจะล้มพร้อมกัน ทั้งหมดโดนลูกธนูยิงกลางหลัง ไม่รอดสักคน หลิวเวยอันยังสีหน้าราบเรียบ แม้จะเป็นครั้งแรกที่ฆ่าคน แต่กลับไม่กลัวเลยสักนิด เพราะหลายวันมานี้เขาพบเห็นเหตุการณ์ฆ่าคนปล้นสมบัติมาเยอะเกินไป
    หลิวเวยอันปฏิบัติการเร็วมาก ศพซากดิบยี่สิบกว่าร่าง ใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็จัดการเรียบร้อยแล้ว เรื่องผ่าสมองแหวกท้องเขาทำมาเยอะมาก ระดับความชำนาญเพิ่มขึ้นทีละก้าว ได้ผลึกสีขาวทั้งหมดยี่สิบหกเม็ด ถุงเนื้อยี่สิบหกอัน จากนั้นก็เริ่มจัดการศพของพวกหวังไป่ นี่ไม่ใช่การตกแต่งศพ แต่เป็นการค้นหาของที่มีค่าจากตัวศพต่างหาก
    มีดสั้นสามเล่ม กระบี่เหล็กหนึ่งเล่ม มีดพร้าหนึ่งด้าม รองเท้าหนึ่งคู่ แร่เหล็กหนึ่งชิ้น สมุนไพรหนึ่งต้น เหรียญเงินสี่เหรียญ เหรียญทองแดงเจ็ดสิบแปดเหรียญ ในที่สุดหลิวเวยอันก็ยกนิ้ว เจ้าพวกนี้รวยมาก ควรค่าแก่การยกย่อง
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -