
....เ้าสำนักฮั่วซานยืนกลางลานพิธี ศิษย์ทั้งหมดรีบถอยห่าง ไปอยู่ตามขอบ มือนางถือกระบี่มั่น ดวงตาแดงก่ำ ทุกลมหายใจมีปราณบ้าคลั่งไหลเวียนไปทั่วร่าง
เธอมองไปที่ไป๋เยว่หลิง ยืนตรง มือขวาจับกระบี่แน่น ปลายชี้ลงพื้น ปราณรอบตัววูบวาบตามชีพจร เสียงโลหะกระทบสายลมดัง ซู่ซ่า เหมือนลมภูผาพัดผ่าน
เยว่หลิงตอบรับการต่อสู้ เขาใช้มือขวาจับกระบี่ชี้ลง พลังปราณมากมายโพยพุ่งออกมา จนเสือนไปทั่งสำนัก แม้แต่ต้นสนก็โยกดั่งมีลมพายุก็ไม่ปาน
พลังปราณของทั้งคู่รวมกันแล้วรุนแรงมาก ศิษย์ฮั่วซานทุกคนยืนไม่ได้ต้องคุกเข่าลงกับพื้น ดู 2 ยอดนักกระบี่ปะทะกัน รวมถึงเลี่ยหยางด้วย เขาหลบมายืนดูเท่านั้น
ทั้งคู่จ้องกันตาไม่กระพริบ ในห้วงจิตทั้งคู่เริ่มปะทะกันหลายกระบวนท่าไปแล้ว
(กระบวนท่าที่ 1 ในห้วงจิต)
นางฟาดกระบี่ลงพื้น ส่งลมไฟและแรงตัดอากาศ เยว่หลิงยืนใช้มือซ้ายประคองกระบี่เล็กน้อย แค่เบี่ยงตัวและปลายกระบี่รับแรง
(กระบวนท่าที่ 2 ในห้วงจิต)
นางหมุนตัวฟาดกระบี่เป็วงกว้าง แรงลมไฟกระจาย เยว่หลิงก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า เท้าซ้ายถอยเล็กน้อย ใช้จังหวะลื่นไหลของร่างกาย ปล่อยปราณตัดแรงปะทะ ทุกแรงโจมตีถูกกระจายไป ทำให้เขาแทบไม่รับาเ็
(กระบวนท่าที่ 3 ในห้วงจิต)
นางฟาดเฉียงจากบนลงล่าง แรงลมเพลิงรุนแรงจนแทบฉีกเสื้อผ้า เยว่หลิงก้าวลู่ร่างพลิ้วตัวเบาๆ ราวเงาแมว รับแรงเพียงเล็กน้อย กระบี่ของเขาพอดีกับจังหวะเ้าสำนัก ทำให้กระแสปราณและแรงโจมตีไม่โดนจุดสำคัญ
(กระบวนท่าที่ 4 ในห้วงจิต)
เ้าสำนักฟาดกระบี่ตรงใส่เยว่หลิงเต็มแรง เยว่หลิงใช้การทรงตัวและจังหวะลมปราณ ทำให้แรงโจมตีทั้งหมดกระจายรอบตัว ปลายกระบี่เฉียงพอดี ทำให้เ้าสำนักรู้สึกแรงต้านเหมือนชนกับสิ่งที่มองไม่เห็นของเขา
แล้วยังมีกระบวนท่าที่ 5 - 99 ต่อไปอีก ฝีมือกระบี่เสมอกัน ไม่มีใครด้อยกว่ากัน
....ในความจริง ทั้งคู่จ้องตากันนานมาก ดวงตาสะท้อนกันและกัน เมื่อสู้กันในห้วงจิตไม่มีใครชนะ จึงผงะออกมาทั้งคู่ สำนักฮั่วซานมีวิชาลับที่สอนเฉพาะเ้าสำนักสืบต่อกันมาเท่านั้น ท่ากระบี่ต่อไปนี้ไม่มีใครเคยเห็น แม้นางจะธาตุไฟแตกไปแล้ว แต่ท่วงท่านั้นช่างทรงพลังและนุ่มนวลอ่อนช้อยไปพร้อมๆกัน
ดาบเดียว! ตัดสินกันไปเลย!
เยว่หลิง จับกระบี่ด้วยมือซ้าย และค่อยๆหมุนไปทางซ้าย ใช่แล้ว! เขาตัดสินใจใช้เพลงกระบี่จันทราท่าไม้ตายของเขาแล้ว
แม้นแต่อากาศก็เป็ดาบ ต้นสนกิ่งขาด ตึกเป็รอยดาบ หิน กระเบ้อง แม้แต่ตามชุดเสื้อและใบหน้าศิษย์เกือบทุกคน รวมถึงอาจารย์อาเกิดรอยแผล แม้ไม่ลึกมาก แต่นี่คือสุดยอดวิชากระบี่ฮั่วซาน พันปราณกระบี่ฮั่วซาน
ต้องฝึกฝนมาหนักขนาดไหน? ฝึกยาวนานขนาดไหน? ถึงจะใช้วิชานี้ได้!
แววตาเยว่หลิงเ็าราวกับไม่ใช่มนุษย์ ไอสังหารรุนแรงมาก เพลงกระบี่จันทราที่เขาคิดค้นขึ้นที่แล้วมาก็เป็ระดับสุดยอดวิชาเช่นกัน
ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาเต็มไปด้วยรอยแผลน่ากลัว เธอรีบวิ่งมากอดหญิงบ้าอาจารย์ของเธอแน่นด้วยความผูกพันสุดหัวใจ
"อย่า! ท่านอย่าทำอะไรพวกเขา!" เธอร้องไห้น้ำตาอาบใบหน้า
หญิงบ้าเ้าสำนักเห็นเธอก็ปล่อยกระบี่หลุดจากมือ นางกอดศิษย์คนรักของนางและร้องไห้
เลี่ยหยางจับมือเยว่หลิง แล้วส่ายหน้าบอกว่าอย่าสู้ต่อเลย เยว่หลิงจึงลดกระบี่เซียนลง
ศิษย์ฮั่วซานทั้งหมดเห็นสภาพเ้าสำนักก็คุกเข่าร้องไห้กันระงม
เยว่หลิงและเลี่ยหยางเดินเข้ามาใกล้หญิงบ้า ๆ แยกเขี้ยวจะกัด แต่สิษย์รักของเธอก็บอกว่าอย่าๆเธอจึงแค่ครางอื่อๆ
ไม่ทันตั้งตัวเยว่หลิงฝังเข็มแทงหญิงบ้าเ้าสำนักไป 1 เข็ม นางแข็งทื่อโดนสกัดจุดขยับตัวไม่ได้
เขาฝังอีกเข็มที่กึ่งกลางหว่างคิ้ว ยังไม่หยุด เขาไปด้านหลังฝังเข็มด้านหลังใบหูอีก 1 เล่ม
หญิงบ้าเ้าสำนักมีอาการผ่อนคลายเห็นได้ชัด
"ขออาสาสมัคร 15 คนแบ่งรับปราณธาตุไฟจากเ้าสำนัก"
ศิษย์รุ่นพี่ 15 คนรีบกระโจนขึ้นบนลาน เยว่หลิงใช้ฝ่ามือประทับหลังหญิงบ้า แล้วใช้อีกมือถ่ายพลังสู่ศิษย์ทีละคนๆจนครบทั้ง 15 คน
และแล้วในที่สุดแววตาหญิงบ้าก็ได้สติเหมือนคนธรรมดา เยว่หลิงถอนเข็มทั้งหมดออก นางจึงขยับได้
นางร้องไห้เอามือจับแก้มศิษย์คนรักของนาง "ข้า....ข้าขอโทษ...ข้าผิดต่อเ้า...."
"ข้าไม่เป็ไร ท่านหายก็ดีแล้ว..." เธอยิ้มให้ แม้ใบหน้าตามีรอยแผลที่น่ากลัว แต่ดวงตานั้น รอยยิ้มนั้นช่างบริสุทธิ์เหลือที่จะกล่าว
ศิษย์บางคนเห็นแล้วก็ร้องไห้ตาม
"ท่านควรพักผ่อน..." เยว่หลิงพูด
เ้าสำนักนางหันมาคำนับขอบคุณเยว่หลิง โดยมาเลี่ยหยางยืนยิ้มอย่างมีความสุขข้างหลังคุณชายชุดขาว
ศิษย์ฮั่วซานทั้งหมดคำนับเยว่หลิงพร้อมกัน
"ขอบคุณท่านเซียน!"
"เซียนอะไร นี่หลิงหลิง นอนขี้เซาที่สุดในโลกต่างหาก" เลี่ยหยางอารมณ์ดีก็เริ่มกลับมาพูดยียวน
เ้าสำนักยิ้มหัวเราะ "ท่านรู้จักบรรพาจารย์หั่วเหลียนจวินหรือ?"
"เปล่า! ชื่อเขาอยู่ในหนังสือนิทานก่อนนอนเฉยๆ"
"หนังสือนิทานก่อนนอน?"
"ใช่.... แม่ข้าเขียนทิ้งไว้ ข้าอ่านทุกคืนก่อนนอนตอนยังเด็ก"
เ้าสำนักหัวเราะไม่อยากถามต่อ "กระบี่วิเศษฮั่วซานนี่คงมีท่านเป็เ้าของแล้ว"
"ข้าไม่เอา..."
"เดี๋ยวข้าสอนวิธีใช้กระบี่นี่ให้เอง"
เ้าสำนักใ เพราะนี่เป็ความลับที่สูญหายไปนานหลายร้อยปีแล้ว ปัจจุบันไม่มีใครสามารถใช้พลังกระบี่เซียนเล่มนี้ได้อีกแล้ว แต่เขา(เยว่หลิง)เพิ่งใช้ได้ไปหยกๆ
หรือ....ชายหนุ่มรูปหล่อราวเทพเซียน์ผู้นี้เขาเป็เซียน์ปลอมลงมาจากฟ้าเบื้องบนจริงๆ
นางยิ้มแล้วคำนับขอบคุณอีกครั้ง
หลังจากนั้นศิษย์มากมายก็กรูกันเข้ามาหาอาจารย์เ้าสำนัก ทุกคนปิติยินดีมาก ทั้งยิ้ม ทั้งร้องไห้
ตอนแรกนางจะขอลาออกจากตำแหน่ง เพราะนางเกิดความรัก และได้เสียบริสุทธิ์กับลูกศิษย์หญิงไปแล้ว แต่ศิษย์ทุกคนไม่ยอม เพราะเ้าสำนักคือนักพรตหญิงที่เก่งที่สุดแล้ว หากไม่มีนางสำนักคงมีอันตราย ขอร้องอยู่ 3 ครั้งนางจึงยอมพยักหน้าอยู่ต่อ
แต่นางก็ขอไปคุกเข่าที่ผาบรรพชน 3 เดือนเพื่อลงโทษตัวเอง โดยมีศิษย์คนรักของนางนำอาหารมาส่งให้ทุกวัน วันไหนฝนตกศิษย์คนรักก็มากางร่มให้ อากาศหนาวนางก็เอาผ้าคลุมมาให้ ทั้งคู่มองข้ามผมขาว(อายุ)และรอยแผลบนใบหน้า(รูปลักษณ์)ไปเป็ความรักที่แสนจะบริสุทธิ์
ส่วนอาจารย์อานั้นนางอาศัย่ชุลมุนนางแอบหลบหนีไป
และแล้วสถาการณ์สำนักฮั่วซานก็กลับมาปกติ
หลายวันต่อมา เลี่ยหยางและเยว่หลิงเดินลงเขา ในมือเลี่ยหยางเปิดอ่านตำราเล่มหนึ่ง
"มีแต่คำสอนเต๋า นักพรตพวกนี้ให้ของแบบนี้ตอบแทนเราหรือนี่??"
"หรือเ้าอยากกินผัดผักล่ะ?" เยว่หลิงแซว
เลี่ยหยางทำหน้าบู้บี้ แล้วกลับมาวางท่าเป็นักพรตหันหน้ามาชี้นิ้วสั่งสอนเยว่หลิง
“ผู้ถือดาบใจเย็น ย่อมชนะศัตรูโดยไม่เสียแรงเกินจำเป็”
“น้ำสงบนิ่งย่อมสะท้อนภาพฟ้าได้ชัดเจน จิตใจสงบย่อมเห็นความจริงได้ชัดเจนเช่นกัน”
เยว่หลิงอดขำไม่ได้ เลี่ยหยางเห็นเยว่หลิงขำเลยหัวเราะใหญ่ เยว่หลิงเขินมากเขาเลยถีบเลี่ยหยางตกเขาลงไป เลี่ยหยางร้องลั่น (คือบันไดทางขึ้นลงมันก็ชันมากอยู่แล้ว)
เยว่หลิงยิ้มมีความสุข เขาะโตามลงไป และใช้วิชาตัวเบาอุ้มเลี่ยหยางไว้ ขาแตะตามจุดหินและต้นไม้ต่างๆ
ระหว่างอุ้มพวกเขาทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันและกัน แววตามองกันอย่างลึกซึ้ง ใช้วิชาตัวเบาโดดเป็จุดๆลงมาเรื่อยๆ จนถึงตีนเขา....
และพวกเขาก็ออกเดินทางต่อไป....
.
.
.
.
.
(ท้ายตอน)
...บนยอดูเาฮั่วซาน ในยุคที่ยังไม่มีสำนัก จอมยุทธหั่วเหลียนจวินในสภาพหนุ่มแน่น เขาคุกเข่าอยู่บนยอดเขาฮั่วซาน มองหินอุกาบาตที่ร้อนผ่าวเบื้องหน้า เขาคำนับหญิงหน้าตางดงามมากราวเทพธิดาคนหนึ่งปากริมฝีปากสีชมพูอ่อนผมสีดำยาวสลวยหน้าตาคล้ายๆไป๋เยว่หลิง เธอยืนอยู่บนหินอุกาบาตโดยไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด....