“แค่จะมาเตือนเื่ที่่นี้มีคนตามสืบเื่เธออยู่น่ะ”
คำเตือนจากนายหัวใหญ่คนใหม่แห่งกาสิโนมาเก๊า ทำให้นักธุรกิจสาวที่กำลังเดินนำไปที่ลิฟต์ชะงักเท้าลง เธอหันไปมองนายฟ่านลู่หรงพลางขมวดคิ้ว ใบหน้าของหญิงสาวเจือความประหลาดใจเอาไว้ไม่น้อย ที่จริงมันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรหากจะมีคนมาคอยสืบเื่ราวในบริษัทของเธอหรือแม้แต่เื่ส่วนตัวของเธอ
...พวกคนรายได้น้อยมีเวลาว่างเสมอนั่นแหละ...
คนที่คอยแต่สนใจใส่ใจเื่คนอื่นในโลกนี้ช่างมีมากจนนับไม่ถ้วน ไม่เช่นนั้นพวกหนังสือกอสสิปดาราเซเลบริตี้คงจะไม่ขายดีจนขึ้นอันดับเป็นิตยสารที่มียอดขายดีเยี่ยมตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาในนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากเื่ที่ไม่เป็ความจริง 10 เปอร์เซ็นต์ และถ้อยคำเสียดสีอีก 90 เปอร์เซ็นต์ แต่หนังสือพวกนี้ก็ยังคอยตีพิมพ์ออกมาเพื่อทำลายสมองคนอยู่เรื่อย ๆ อยู่อย่างนั้นเอง…
“สืบ? ” เฉินมี่จวนทวนคำด้วยความไม่แน่ใจนัก
หากมันเป็คำบอกเล่าจากคนอื่นทั่วไปก็คงจะไม่ทำให้เธอสนใจนักหรอก แต่มันดันเป็คำบอกเล่าจากคุณฟ่านลู่หรงผู้เป็ถึงเ้าของกาสิโนลอยน้ำแห่งมาเก๊าและธุรกิจสีเทาข้ามชาติ ก็อย่างที่รู้กันว่าคนพวกนี้ไม่ใช่พวกที่จะเสียเวลาอ่านนิตยสารที่คอยเมาท์ว่าวันนี้ดาราคนนั้นทำเล็บสีอะไรอยู่แล้ว การที่เขามาเตือนอย่างนี้ย่อมเป็เื่ที่ไม่ปกติแน่นอน
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีคนลอบเข้ามาหาข้อมูลที่บ้านพักริมฝั่งแม่น้ำที่พี่ซื้อต่อเธอมา” นายน้อยฟ่านเอ่ยเพิ่มเติม
ที่จริงมันคือการเข้ามารื้อค้นบริเวณที่วางเซฟเก่าของบ้านพักหลังนั้น การลอบเข้ามานั้นบอกได้จากสายตาว่าเป็ฝีมือของพวกมืออาชีพที่ตั้งใจเข้ามาเอาของบางอย่างแน่นอน เพราะร่องรอยงัดแงะน้อยมากแถมยังดูเหมือนว่าจะรู้แผนผังในบ้านเป็อย่างดีเสียด้วย แม้จะไม่มีอะไรหายไปก็ตามเถอะ แต่เื่แบบนี้ไม่ใช่เื่ปกติที่จะเบาใจได้มากนักหรอก
...ยิ่งกับพวกมีค่าหัวแล้วด้วย...
“ที่ซือเตียนเป่าซานน่ะหรือคะ...”
มิสเฉินเอ่ยทวนถึงบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบที่เธอขายให้กับนายหัวฟ่านในราคาถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ เพื่อให้เขาเอาของใช้ของน้องสาวที่เสียชีวิตไปแล้วของเขาไปเก็บเอาไว้
“ใช่ ลูกน้องพี่ไปเจอว่ามันพยายามเปิดเซฟบ้านหลังนั้น พวกมืออาชีพ” นายหัวใหญ่เอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
หญิงสาวหรี่ตาลงฟันขาวขบริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเอียงคอในขณะที่รอลิฟต์ขึ้นมารับ ฟ่านลู่หรงเป็คนสุดท้ายในโลกที่จะหลอกเธอ ความน่าไว้ใจของเขาอยู่ระดับเดียวกับพี่หลวนคุน เพราะสำหรับเขาแล้วเธอก็เหมือนน้องสาวเขาอีกคนหนึ่ง
ที่จริงเขาดูเหมือนพี่ชายเธอมากกว่าหลวนคุนพี่ชายแท้ ๆ ของเธอเสียอีก อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เป็คนเดียวที่เรียกเธอว่าน้องในขณะที่พี่ชายมาเฟียของเธอนั้นเรียกเธอว่ามิสเฉินเหมือนคนอื่นไปแล้ว การที่เขามาเตือนเธออย่างก็เป็ไปได้สูงว่าอาจเป็เื่ที่ มากกว่าที่เขาเพิ่งบอกมา
…บ้านพักริมทะเลสาบซือเตียนเป่าซาน…
ข้อมูลเกี่ยวกับบ้านพักแห่งนั้นถูกเรียบเรียงขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว มันเป็บ้านพักตากอากาศแห่งแรกที่เธอซื้อไว้เพื่อพักผ่อนใน่ที่ไม่อยากรับรู้เื่วุ่นวายในตัวเมืองเท่าไหร่
ภาพของบ้านพักที่ทำจากไม้ทาสีขาวทั่วทั้งหลัง จากระเบียงบ้านสามารถมองเห็นวิวทะเลสาบและพระอาทิตย์ตกสะท้อนพื้นน้ำนั้นกลับเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว เธอให้ฟ่าน ลู่หรงไปเพื่อให้เขาเก็บทั้งข้าวของและความทรงจำของน้องสาวเขาไว้ แต่ก่อนหน้านั้นที่ตรงนั้น...
หญิงสาวเม้มปากเข้าหากันสีหน้าเครียดขึ้นทันทีเมื่อนึงถึงเื่ก่อนจะเริ่มปลูกบ้านแห่งนั้น ก่อนหน้านั้นที่ตรงนั้นเป็สถานที่ที่เธอซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรแต่ก็ดันมีกรณีพิพาทเื่ที่ดินปรปักษ์เกิดขึ้น ทำให้เธอต้องเข้าไปจัดการตามกฎหมาย แล้วก็สร้างบ้านพักหลังนั้นป้องกันเอาไว้ไม่ให้เกิดเื่ซ้ำสองอีก แต่เื่มันนานเกือบห้าปีแล้ว
อันที่จริงมันเป็คดีที่เธอเกือบจะเอาสินทรัพย์ตรงนั้นของเธอกลับมาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะหากว่าเธอเห็นที่ดินนั้นช้าไปอีกเพียงสามวันมันจะตกเป็ของคู่กรณีที่ตั้งใจจะฮุบที่ของเธอโดยไม่ลงทุนอะไรเลยสักนิด
“คุณฟ่านจะขายคืนให้ดิฉันรึเปล่าคะ...”
เธอถามด้วยความกังวลเมื่อนึกได้ว่ามันเคยเกิดปัญหามาก่อน เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็ชาวบ้านแถวนั้นที่คิดจะเอาที่ตรงนั้นคืน แล้วเข้าไปข่มขู่เขาหรือไม่...
ปกติแล้วก่อนที่เธอจะขายที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ออกไป เธอจะตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่ครั้งนี้ที่ตรงนั้นเป็ปัญหาที่จบไปตั้งนานแล้ว หากว่าเธอเริ่มปลูกต้นยางทันทีหลังจากคดีจบ บัดนี้เธอก็น่าจะกรีดยางขายได้เป็พันตันแล้วมั้ง แล้วในครั้งนั้นคู่กรณีก็ไม่ได้คิดเอาความอะไรเพิ่มเติมด้วยเธอจึงวางใจว่ามันอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นแล้ว
อีกอย่างหนึ่งคู่ค้าของเธอก็เป็ถึงเ้าของกาสิโนกลางน้ำผู้มีอิทธิพลเหนือน่านน้ำทะเลมาเก๊า ถ้าคิดว่าจะหาใครสักคนที่โหดได้น้อง ๆ พี่ชายเธอแล้วก็คงจะเป็ฟ่านลู่หรงคนนี้นี่แหละ
แต่หากอีกฝ่ายมาบอกเธออย่างนี้แล้วก็แสดงว่าสินค้าที่เธอคิดว่าไม่มีปัญหาที่จริงแล้วมันมีปัญหาอยู่ และเธอก็ไม่ควรจะมองข้ามปัญหานั้นไปเสียด้วย...
“ไม่ใช่” นายหัวฟ่านสั่นศีรษะ “พี่มาเตือนให้เธอระวังตัวไม่ได้จะมาขายที่คืน”
เขาเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงระอา ใบหน้าที่ยังติดจะอิดโรยด้วยความเศร้าโศกนั้นยังแสดงออกถึงความกังวลอยู่ไม่น้อย พอเป็เช่นนั้นแล้วเธอก็เริ่มเข้าใจบางอย่างขึ้นมาบ้าง เธอเหลือบตาไปมองพี่ชายแท้ ๆ ของเธอที่กำลังมองมาที่เธอด้วยสีหน้านิ่งเฉยไม่ต่างกับั์มารด้วยความอ่อนใจ
...ก็คงห่วงเหมือนกันสินะถึงได้พาคุณฟ่านมา...
ปกติแล้วเฉินหลวนคุนย่อมรู้ดีว่าเธอไม่ใช่คนที่จะว่างมาเสวนาเื่ที่ยังไม่มีมูลเหตุให้เชื่อว่าอันตรายอย่างนี้มากนัก แล้วตัวเธอเองก็ถูกปองร้ายเป็ประจำ จนแทบจะเป็เื่ปกติอยู่แล้ว การที่เขากล้าที่จะพานายหัวฟ่านข้ามฝั่งมาจากมาเก๊าเพื่อมาบอกเื่นี้กับเธอก็ย่อมเป็เพราะว่ามันเป็เื่ใหญ่จริง ๆ
“ถ้าอย่างนั้นต้องขอบคุณ คุณฟ่านมากที่อุตส่าห์ลำบากมาเตือนดิฉัน” เฉินมี่จวนยิ้มก่อนจะก้มโค้งตัวลงอย่างสุภาพ
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์ที่ทั้งสี่ลงมานั้นเปิดออกที่ชั้นประตูทางออกหน้าสุดพอดี ทั้งสามเดินออกจากลิฟต์ด้วยความเข้าใจที่ไม่ต่างกันว่าบทสนทนานี้ควรจะจบลงได้แล้ว หากแต่คนเป็พี่ชายนั้นยังไม่แน่ใจนักว่าน้องสาวของเขาเข้าใจสถานการณ์จริง ๆ เฉินหลวนคุนขมวดคิ้วมองหน้าน้องสาวที่กำลังกดปุ่ม hold ค้างไว้ให้พวกเขาออกไปก่อน
“ดิฉันจะระวังตัวเองและบริษัทอย่างดี อย่างไรก็ต้องขออภัยนายหัวฟ่านด้วยที่ทำให้ไม่สบายใจ”
มิสเฉินเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอไม่ชอบเวลาที่ตัวเองทำการค้าแล้วผลหลังการขายเกิดปัญหาอย่างนี้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ปัญหาที่เธอก่อก็ตาม แต่อย่างไรส่วนหนึ่งของเหตุปัญหาก็มาจากเื่ส่วนตัวของเธอด้วย นักธุรกิจสาวได้แต่คำนึงในใจว่าเธอควรจะระวังเื่การสร้างความไม่พอใจให้มากกว่านี้อีกสักนิด เพราะมันเริ่มจะกระทบเื่หลังการขายเข้าแล้ว
“ถ้าอย่างไรดิฉันจะตามตัวคนทำมาให้ได้เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องไปก่อกวนที่พักของคุณหนูฟ่านหยางสืออีก...” เฉินมี่จวนเอ่ยพร้อมทั้งให้สัญญา
ฟ่านลู่หรงหันไปมองเพื่อนของตัวเองด้วยสีหน้าเชิงปรึกษา เมื่อดูแล้วเหมือนว่าคำเตือนของเขาจะไม่เข้าหัวของมิสเฉินเลยสักนิด เมื่อมิสเฉินยังคงเอ่ยเหมือนมันเป็เื่ธุรกิจอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เขามาเตือนก็เพื่อให้เธอระวังตัวให้มากขึ้นต่างหาก เมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้นของเพื่อนตนเอง ผู้เป็พี่ชายแท้ ๆ จึงตัดสินใจพูดบางอย่างออกไปบ้าง
“มิสเฉิน แกระวังตัวตามที่อาฟ่านบอกเถอะ แกก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เื่ทั่วไป” คำกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ แบบมะนาวไม่มีน้ำนั่นถือเป็ปกติแล้วของเฉินหลวนคุน
เขาเป็พี่ชายแท้ ๆ ของเธอที่ไม่เคยจะพูดอะไรกับเธอให้ดีอย่างที่ครอบครัวอื่นยึดถือปฏิบัติกัน แต่อย่างนี้ก็ถือว่าเป็ปกติแล้วหากวันใดหลวนคุณมาพูดจาพาทีกับเธอด้วยภาษาดอกไม้คงจะขนลุกไม่น้อย แต่เธอรู้ดีว่าเื้ัคำพูดคำจาแข็ง ๆ นั่น ตัวของเฉินหลวนคุณเองก็ห่วงเธอไม่น้อยไปกว่าคนที่มาเตือนเท่าไหร่
แล้วเธอเองก็รู้ดีด้วยว่าเื่นั้นเป็เื่ใหญ่จริงและคงจะมีอะไรมากกว่านี้ที่สองคนนี้ยังไม่ได้บอกเธอ เพราะถ้ามันเป็เื่เล็กเขาย่อมรู้ดีว่าไม่ควรจะเข้ามาหาเธอ...
“รู้แล้วน่า” เฉินมี่จวนย่นจมูกเล็กน้อย
“เจิ้งเจี๋ย กลับไปตรวจสอบดูที่คอนโดดิฉันให้หน่อยค่ะ ในนั้นมีของสำคัญอยู่ หากมีร่องรอยงัดแงะสักนิดเดียวก็ให้โทรมาแจ้งเลขาลิ่นทันที เธอรู้ดีว่าควรทำอย่างไร” หญิงสาวหันไปแจกแจงสั่งกับบอดี้การ์ดอีกคนที่ยังเหลืออยู่ของเธอ
ที่จริงทั้งคู่ฝาแฝดเจิ้งเจี๋ยและเจิ้งหู่ เป็คนของเฉินหลวนคุณ ด้วยความที่พี่ชายของเธอมีความคิดแบบ mass (กลุ่มคนส่วนใหญ่) ว่าผู้หญิงอย่างเธอไม่สามารถจะจัดการต่อภัยอันตรายรอบตัวได้ เขาเลยเลือกที่จะส่งบุคลากรชั้นเยี่ยมที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่ามาเพื่อดูแลผู้หญิงที่วัน ๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกลมากมายนอกจากบริษัทกับคอนโดที่ห่างกันแค่ระยะเวลาเดินทางสิบนาที
“แล้วเจิ้งหู่ไปไหน” พี่ชายของเธอถามเสียงแข็งขึ้นทันทีที่ไม่เห็นบอดี้การ์ดอีกคนของเธอ
“ไปช่วยงานอีกที่ค่ะ พี่ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย วันนี้ดิฉันต้องไปธุระที่สิงคโปร์” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งสนิทด้วยไม่อยากจะยุ่งยากวุ่นวายนัก
“เออ” เฉินหลวนคุนแยกเขี้ยวใส่น้องสาวตัวแสบของเขาที่กล้าตัดบทกันดื้อ ๆ
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่เขากับน้องสาวคุยกันไม่รู้เื่อย่างนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มจากที่เขาเริ่มฆ่าคนครั้งแรก หรือเริ่มตอนที่น้องของเขาเริ่มทำธุรกิจกันแน่
เฉินหลวนคุณมองน้องสาวของเขาที่กำลังหันไปสั่งงานเลขาคนสนิทของตัวเองที่ดูเหมือนจะเพิ่งเดินทางมาถึงกับบอดี้การ์ดที่เขาส่งมาคุ้มครองด้วยสายตาเป็ห่วงและกังวล ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ในใจของเขาตอนนี้กลับนึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
“ลี่มี่ แกแน่ใจนะว่าไม่มีศัตรูที่ไหนที่ยังไม่ได้บอกฉัน” เฉินหลวนคุนถามย้ำอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำถามนั้นมิสเฉินก็แย้มยิ้มก่อนจะสั่นศีรษะเบา ๆ เป็เชิงไม่ใส่ใจมันนัก ในโลกของเธอนั้นไม่มีหรอกทั้งมิตรและศัตรู ไม่มีใครจะจริงใจกับนักธุรกิจระดับ billionaires ได้สนิทใจจนกล้าเรียกว่ามิตร แล้วก็ไม่มีใครกล้าคิดจะเป็ปรปักษ์กับเธอทั้งหมดจนกล้าตั้งตัวเป็ศัตรูเช่นกัน
“ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรในโลกธุรกิจหรอกเกอ”
เฉินมี่จวนเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนที่เธอโค้งศีรษะให้กับชายหนุ่มทั้งคู่เป็การบอกลาก่อนจะเดินจากทั้งคู่ไปที่ล็อบบี้อย่างรวดเร็วด้วยกลัวจะไม่ทันเวลาที่นัดกับพวกเด็ก ๆ เอาไว้
ทั้งเฉินหลวนคุนและฟ่านลู่หรงต่างมองร่างระหงที่เดินจากไปด้วยสายตากังวล สำหรับคนที่เคยเสียน้องสาวมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างนายหัวฟ่านย่อมไม่อยากให้เื่แย่ ๆ เกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาแน่นอน แม้ว่าจะไม่ใช่น้องเขาเองก็ตามที
“อาเฉินจะไม่ตามอีไปรึ? ” ฟ่านลู่หรงถามขณะมองตามหลังของเฉินมี่จวนไป
“ไม่หรอก ลี่มี่มันดูแลตัวเองได้ ถ้ามันบอกว่าไม่มีศัตรูก็คือไม่มี” แม้จะกังวลแต่ถึงอย่างนั้นเขามั่นใจในคำพูดของน้องสาวของเขาเป็ที่สุด
อย่างที่บอกว่าเฉินมี่จวนไม่ใช่คนโง่เธอย่อมรู้ดีว่าอะไรปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย เธอสามารถรับประกันคำพูดตัวเองและสัญญาบริษัทได้มาตั้งนานแล้ว
หากว่าเธอบอกว่าไม่มีก็ไม่มีหากเธอบอกว่าปลอดภัยก็คือปลอดภัยไม่มีคำว่าประมาทสำหรับเฉินมี่จวน ทั้งที่รู้อย่างนั้นแต่ว่าครั้งนี้ไม่รู้ทำไมทั้งที่อยากจะเชื่อคำพูดน้องตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่มือของเขากลับจิกเข้าเนื้อแน่นราวกับมีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่...
“มิสเฉิน เด็ก ๆ พร้อมแล้วค่ะ”
เมื่อเธอย่างเท้ามาถึงล็อบบี้ เลขาคนเก่งของเธอก็รายงานทันที หญิงสาวร่างโปร่งในชุดสีฟ้าขาวผู้ถือกระเป๋าน่ารักและสวมรองเท้าดีไซน์กราฟฟิกมองไปที่เด็กน้อยสามคนด้วยสายตาที่อ่อนลง เด็ก ๆ พวกนั้นพอเห็นเธอเข้าก็รีบวิ่งมาทักทายอย่างยินดี ด้วยท่าทางอย่างที่หากเป็ลูกน้องคนอื่น ๆ แล้วก็คงไม่กล้าทำ
...รับเลี้ยงเด็กเพื่อการลดหย่อนภาษี...
ก็อย่างที่รู้กันว่ามิสเฉินไม่ใช่คนที่ทำอะไรไร้สาระอย่างการสร้างภาพว่าเป็นางงามรักเด็กมีเมตตารับเด็กมาเลี้ยงด้วยสัญชาตญาณความเป็แม่ แน่นอนอยู่แล้ว เธอเลี้ยงเด็กพวกนี้ก็เพราะเด็กหนึ่งคนเธอจะได้ลดหย่อนภาษีหักตามค่าเลี้ยงดูจริงในระดับราคาที่หักสามเท่าจากเงินที่ใช้จ่ายพึงประเมินของเด็กต่อหัว แล้วนำเงินที่เหลือจากยอดที่หักไปคิดภาษีอีกที เพราะฉะนั้นการเลี้ยงเด็กสามคนนี้ทำให้เธอสามารถลดภาษีต่อปีได้ถึงเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายจริง
“มิสเฉินคะ หนูสอบได้ที่หนึ่งของชั้นด้วยค่ะ”
เด็กน้อยคนแรกวิ่งมาหาเธอ ทุกคนอยู่ในชุดเสื้อเอี๊ยมสีน้ำเงินสั่งตัดอย่างดีที่เธอสรรหามาให้เหมาะกับการไปเที่ยว Universal Studios สิงคโปร์เป็อย่างยิ่ง
“เก่งมากเลยไป๋เตี๋ย” มิสเฉินชมคนที่ตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็บุตรของเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“มิสเฉินครับนี่ใบประกาศเขียนพู่กันจีนครับ”
เด็กชายเพียงคนเดียวในกลุ่มหยิบใบประกาศที่ม้วนไว้อย่างดีส่งให้เธอดู มันเป็ใบประกาศที่แสดงผลการแข่งขันการประกวดเขียนพู่กันจีนระดับภูมิภาค เธอมองมันด้วยสายตาภาคภูมิใจ ปกติเธอไม่นิยมเลี้ยงเด็กผู้ชายนักแต่เด็กคนนี้นับเป็ข้อยกเว้นเพราะไป๋เจี้ยนเป็เด็กที่จัดว่าเป็อัจฉริยะเลยทีเดียว
“เก่งมากไป๋เจี้ยน พอถึงวันแข่งระดับประเทศแล้วส่งข่าวบอกดิฉันด้วยนะ” มิสเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“ครับผม”
เด็กชายวัยเจ็ดขวบตอบรับด้วยสีหน้ายินดีที่ได้ยินเช่นนั้น ไม่มีอะไรน่าดีใจไปกว่าผู้ปกครองไปร่วมชื่นชมความสำเร็จในการแข่งขันครั้งใหญ่หรอก
“มิสเฉินคะนี่เหรียญทองแข่งว่ายน้ำของหนูค่ะ แล้วนี่หนูฝึกทำขนมเปี๊ยะมาด้วยนะคะ” เด็กผู้หญิงที่โตที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้น
“เก่งมาก แล้วนี่ก็น่าทานมากเลยจ๊ะไป๋ฮวา” มิสเฉินเปิดกล่องขนมที่ส่งกลิ่นหอมออกมาชื่นชม
เด็ก ๆ ทั้งสามต่างก็พากันมารุมล้อมเธอเพื่ออวดผลงานที่ตัวเองได้ทำมา ในส่วนหนึ่งของใจสำหรับคนที่ส่งเรียนแล้ว แม้ว่าจะทำไปเพื่อลดหย่อนภาษีก็ตาม แต่พอได้เห็นการประสบความสำเร็จของเด็ก ๆ มันก็อดที่จะดีใจไปด้วยไม่ได้ เหมือนกับการลงทุนของเธอกำลังเกิดผลที่ดีอย่างไรอย่างนั้น
มิสเฉินที่เป็ดังนางพญาในบริษัทแย้มยิ้มที่ดูสดใสออกมาในขณะที่เอ่ยชื่นชมผลงานเ่าั้ นับเป็ภาพที่หาดูได้ยากระดับประวัติศาสตร์ของพนักงานบริษัทกันเลยทีเดียว... มีพนักงานหลายคนที่ขยี้ตาตัวเองอีกครั้งด้วยไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าคนอย่างมิสเฉินกำลังยิ้มและพูดคุยกับเด็ก ๆ อยู่ ถึงมิสเฉินจะไม่ได้โหดร้ายแต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะยิ้มบ่อยนัก แล้วยิ้มของเธอส่วนใหญ่ก็มักจะเป็ยิ้มเพื่อธุรกิจเสียด้วย
“เก่งมาก ๆ ทุกคนเก่งมากเลยเอาล่ะไป๋เตี๋ย ไป๋เจี้ยน เดี๋ยวเราจะกินขนมของไป๋ฮวากันบนเครื่องบินดีมั้ย”
รอยยิ้มภูมิใจของผู้เป็นายนั้นไม่อาจจะหลอกสายตาของเลขาที่ทำงานมานานอย่างเธอได้ เธอทำงานกับมิสเฉินมานานจนรู้แล้วว่าสีหน้าแบบไหนจริงสีหน้าอย่างไรคือเสแสร้ง เพราะฉะนั้นการที่มิสเฉินยิ้มไปกับเด็ก ๆ อย่างนี้ แม้ว่าตัวของมิสเฉินเองจะชอบบอกว่าเป็เด็กที่เลี้ยงไว้เพื่อลดภาษีก็ตาม แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็แม่ของสตรีแล้ว ก็ไม่แปลกที่จะเห็นรอยยิ้มที่จริงใจอย่างนั้นจากเฉินมี่จวนแต่อย่างไร
“มิสเฉินคะ” เลขาลิ่นเอ่ยขัดเพื่อแจ้งให้นายของตนรู้เื่นี้เอาไว้เสียก่อนที่คนพวกนี้จะเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งจินตนาการของเด็ก ๆ กัน
“ว่าอย่างไรคุณเลขาลิ่น” มิสเฉินเงยหน้าขึ้นมาถาม
“เื่ของรองศาสตราจารย์เว่ยฮุ่ยเฟิงค่ะมิสเฉิน”
เลขาลิ่นเลือกที่จะเลี่ยงคำว่าดูตัวเพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ได้รับรู้เื่พวกนั้นเร็วนัก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ เฉินมี่จวนพยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้นเธอหันไปสั่งให้พี่เลี้ยงเด็กพาเด็ก ๆ ไปที่ลานจอดเครื่องบินก่อนแล้วเธอจะตามไป ก่อนจะหันไปเพื่อฟังการรายงานจากเลขาของตัวเองทันที
“ว่าอย่างไร” มิสเฉินถาม
ในใจของเธอคิดว่าเขาจะต้องปฏิเสธแน่นอนกับข้อเสนอที่ดูิ่เกียรติของผู้ชายเช่นนั้น ทั้งออกปากว่าจะจองโต๊ะอาหารให้ทั้งออกเื่ตั๋วเครื่องบินให้ หากไม่ปฏิเสธแล้วก็คงจะเป็พวกที่เห็นแก่เงิน เพราะฉะนั้นหากเธอเสนอเงินที่มากหน่อยเพื่อให้เขาปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ก็ย่อมไม่ยาก เลขาลิ่นอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเล่าเื่ที่ตนเองได้ไปเจรจามา
“รองศาตราจารย์เว่ยตอบตกลงค่ะ” เพียงเท่านั้นสีหน้าของนายเธอก็แปรไปเพียงเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้น... มีรายงานรายได้พึงประเมินของคุณเว่ยคนนี้หรือเปล่า” เฉินมี่จวนถามขึ้นทันที
ในหัวของเธอเริ่มประเมินรายได้พึงประเมินก่อนจะคิดระดับการเสนอราคาในใจ ถ้าราคาอยู่ในระดับห้าถึงเจ็ดเท่าของรายได้พึงประเมินต่อปีแถมด้วยอสังหาริมทรัพย์แบบให้ขาดสักที่ ก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการซื้อความมั่นคงในการใช้ชีวิตโสดต่อไปของเธอ
“มีในรายงานค่ะ แต่…” เลขาลิ่นเริ่มจากการให้คำตอบก่อนจะบอกข้อมูลที่ไม่คิดว่าจะเจอมาให้กับนายของตน
“พอดิฉันบอกคุณเว่ยว่าจะจองร้านอาหาร LAVO ให้พร้อมกับตั๋วเครื่องบิน เขาก็รีบปฏิเสธ แล้วบอกว่าเขาได้จองภัตตาคาร The Clifford Pier ไว้แล้วที่สิงคโปร์ั้แ่เห็นการเลื่อนนัดค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เฉินมี่จวนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เขาน่าจะเป็คนแรก ๆ ของโลกที่ทำนัดให้เธอก่อนที่เธอจะเป็คนจัดการทั้งหมดเอง แม้กระทั่งนักธุรกิจด้วยกันยังไม่เคยทำอย่างนี้ด้วยซ้ำ รอยยิ้มพึงใจปรากฏขึ้นเพียงวูบเดียวเท่านั้นบนใบหน้าก่อนจะเลือนหายไปโดยไม่ทันให้ใครได้สังเกตเห็น
“แล้วตั๋วเครื่อง...”
“รองศาตราจารย์เว่ยบอกว่าจัดการจองเองแล้วค่ะ”
เลขาลิ่นรายงานก่อนจะส่งแฟ้มบาง ๆ แฟ้มหนึ่งให้กับนายตัวเอง แฟ้มข้อมูลที่เธอแน่ใจว่าเฉินมี่จวนจะต้องอยากรู้แน่นอน เพราะในตอนนี้เธอเองยังอยากจะเห็นตัวจริงของรองศาสตราจารย์คนนี้ที่สามารถดักทางเ้านายของเธอได้เสียอยู่หมัดเลย
“ประวัติรองศาตราจารย์เว่ยฮุ่ยเฟิงค่ะ”
“ขอบคุณมากคุณเลขาลิ่น” มิสเฉินตอบรับด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“แล้วอีกอย่างหนึ่งค่ะมิส…” เลขาลิ่นเอ่ยอีกอย่างที่นายของตนควรรู้เอาไว้ด้วย
“รองศาสตราจารย์เว่ยอาสาจะไปรับมิสเฉินจากที่ Universal Studios แล้วก็บอกว่าจองที่นั่งสำหรับเด็ก ๆ ไว้ให้แล้วด้วยค่ะ”
“Unpredictable…” เฉินมี่จวนเอ่ยเป็เชิงชื่นชม
เอาเข้าจริงหากพูดกันแบบไม่ลำเอียงแล้วน่าจะต้องใช้คำว่า Impressive (น่าประทับใจ) มากกว่า แต่เธอไม่ใช่คนที่จะให้ความประทับใจกับอะไรง่ายนัก เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักกันแต่สามารถทำได้ขนาดนี้แล้ว... ไม่แน่ว่าคำว่า Impressive อาจจะเป็คำแรกที่เธอคิดในเวลาที่เจอเขาก็ได้
แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรกันต่อ รถบรรทุกคันใหญ่ก็เลื่อนเข้ามาจอดหน้าบริษัททันที เป็เื่แปลกที่มีรถคันอื่นนอกจากรถส่งกระดาษและเครื่องใช้สำนักงานขับเข้ามาตรงนี้ จากตรงที่ยืนอยู่นั้นผู้เป็พี่ชายที่เตรียมจะกลับไปท่าเรือก็เดินกลับมาอย่างรวดเร็วเมื่อััได้ถึงความผิดปกติ นายใหญ่ผู้มีอิทธิพลทั้งสองใช้มือประกบกระบอกปืนข้างตัวทันทีในขณะที่เดินเข้ามา
เ้าหน้าที่คนหนึ่งของรถส่งของะโลงจากด้านหน้ารถก่อนจะเดินดุ่มเข้ามาอย่างน่ากลัว ท่าทางเช่นนั้นจึงทำให้หลายคนที่อยู่ในบริเวณนั้นเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ชายทั้งสองที่เพิ่งได้ข่าวไม่ดีมาก็รีบเดินเข้าไปประกบหญิงสาวเ้าของบริษัททันที บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความตึงเครียดของทั้งคู่ทำให้คนรอบข้างพากันตึงเครียดไปด้วยทันที
ยามทั้งสองคนที่เปิดประตูปล่อยให้พนักงานคนนั้นเดินเข้ามา เขาถือมาเพียงแค่ชาร์ตที่เอาไว้เซ็นรับของเท่านั้น ชายคนนั้นเดินไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เขาคุยกับแผนกนั้นเพียงสองสามคำ ก่อนที่ประชาสัมพันธ์จะผายมือมาทางเธอ เป็เฉินหลวนคุนที่เข้ามาขวางหน้าเอาไว้ก่อน ในขณะที่นายหัวฟ่านยังยืนประกบข้างกายเธอไม่ห่าง วัตถุอันตรายของทั้งคู่เตรียมแผลงฤทธิ์ทันทีหากว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
“พวกพี่ใจเย็นก่อนได้มั้ย แค่คนส่งของ” เฉินมี่จวนกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย
พนักงานส่งของคนนั้นเดินมาหาเธอด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ก็ลองมีผู้ชายหน้าตาถมึงทึงยืนประกบเธออยู่สิ ใครกันจะอาจหาญเดินเข้ามาแบบไม่คิดได้บ้าง เฉินมี่จวนเลือกที่จะเดินออกไปหาพนักงานส่งของคนนั้นเอง มันเป็พัสดุขนาดใหญ่ที่ส่งมาถึงเธอ เธอเซ็นรับโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะหันไปมองเลขาของเธอเพื่อสั่งให้เลขาลิ่นเตรียมรถของคอนโดไว้
“มิสเฉิน ของอะไร” คนเป็พี่ถามเสียงเข้ม
“ไม่รู้ค่ะ” เฉินมี่จวนเบ้หน้า เธอกดโทรศัพท์บอกเ้าหน้าที่ที่ลานจอดเครื่องบินให้รอเวลาเธออีกนิดเพราะดูท่าว่าวันนี้จะเสียเวลากับเื่ตรงนี้อีกไม่น้อย
มันเป็ห่อของขนาดประมาณ 1.5 เมตร x 0.8 เมตร x 1.0 เมตรได้ คะเนจากสายตาสำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างเธอแล้วมีความเป็ไปได้สูงว่าอาจจะเป็สินค้าทดลองสำหรับลูกค้าพรีเมียมจากพวกบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่เธอผูกสัญญาระยะยาวเอาไว้ เพราะส่วนใหญ่แล้วบริษัทพวกนี้มักจะส่งสินค้าใหม่มาเสมออยู่แล้ว แต่ไม่เคยจะมีครั้งไหนที่ส่งมาในชื่อของเธอเลยสักครั้งเพราะทุก ๆ ครั้งมันมักจะส่งมาในชื่อของบริษัทมากกว่า
...บริษัทไหนทำเสียเวลาเนี่ย...
นักธุรกิจสาวได้แต่บ่นในใจในขณะที่รอให้บริษัทขนส่งวางของลงถัดจากล็อบบี้ไปไม่ไกล เ้าหน้าที่ตัดเปิดกล่องเพื่อเช็กสินค้า โชคยังดีที่เ้าหน้าที่เ่าั้ทำงานค่อนข้างไวเพราะหากมีใครชักช้าอีก เธอน่าจะได้หัวร้อนกว่านี้อีกมากเลยทีเดียว
“เชิญตรวจสอบของครับ” เ้าหน้าที่คนแรกเอ่ยกับเธอ
“ขอบคุณค่ะ” แม้จะพูดขอบคุณแต่เฉินมี่จวนก็ไม่ได้แสดง ท่าทียินดียินร้ายอะไรมากนัก
ให้ตรวจสอบของงั้นหรือแล้วเธอจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าสภาพก่อนนี้มันเป็อย่างไร จะให้เธอบอกว่ามันสมบูรณ์พร้อมทุก อย่างก็ไม่ได้เสียด้วย หญิงสาวเดินเข้าไปอย่างเสียไม่ได้ท่ามกลางสายตาสนใจของคนอื่นในบริษัทและเมื่อเห็นวัตถุนั้นชัด ๆ เธอก็เบิกตากว้างด้วยความใกับมัน
มันคือโต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณขนาดไม่สูงมาก ทำจากไม้เนื้อแข็งสลักเป็ลายงดงามประดับด้วยไม้แกะที่เป็รูปหมู่มวลดอกไม้ห้อมล้อมกระจกอยู่ มันเป็ของที่งดงามมากแต่ติดอยู่ที่บานกระจกนั้นไม่ใช่บานกระจกธรรมดาทั่วไปอย่างที่เธอเคยเห็นมาก่อน มันเป็กระจกที่ค่อนข้างมัว คล้ายกับว่าเป็อะลูมิเนียมอย่างหนามากกว่า...
“กระจกโบราณหรือ” เป็เฉินหลวนคุนที่เดินเข้ามาก่อน
“ตรวจดูะเิหรือยัง...”
เมื่อคำว่าะเิออกมาจากปากชายหน้าตาดุก็ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นสะดุ้งไปตาม ๆ กัน มิสเฉินหันไปแยกเขี้ยวให้กับพี่ชายของตัวเองทันที ในขณะที่เฉินหลวนคุณไม่ได้สนใจท่าทีดุดันของน้องสาวตัวเองนัก ชายร่างใหญ่ยื่นมือเข้าไปที่โต๊ะนั้นเพื่อตรวจะเิอย่างรวดเร็ว ก็น้องเขาถูกปองร้ายอยู่แล้วจู่ ๆ ก็มีของแปลก ๆ ส่งมาให้จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร...
“อย่าแตะ” หญิงสาวยกมือห้ามพี่ชายของตัวเองทันที “มันเป็ของโบราณ”
เฉินมี่จวนตอบก่อนจะมองมันด้วยสายตาหลงใหล มือของหญิงสาวเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองในกระเป๋าก่อนใช้มือของตัวเองที่จับผ้าเช็ดหน้าเอาไว้เปิดตัวลิ้นชักออกมาด้วยความเบามือ เธอหลงใหลของเก่าพวกนี้อย่างกับอะไรดี
แล้วโต๊ะนี้ถึงแม้จะเห็นว่ามันผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วก็ตาม แต่มันก็เป็งานบูรณะที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบจนใกล้เคียงของเดิมมากเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนที่ทำนั้นค่อนข้างจะเป็คนประณีตและน่าจะมีความรู้ในเื่การบูรณะงานศิลป์และประวัติศาสตร์ไม่เบาเลยทีเดียว...
เมื่อเปิดลิ้นชักออกเธอก็พบกับปิ่นปักผมโบราณอันหนึ่งพร้อมกับการ์ดที่เขียนด้วยลายมืออ่านง่ายใบหนึ่ง หญิงสาวรีบฉวยมันขึ้นมาทันที ปิ่นนั้นเป็ปิ่นที่ทำจากทองคำแบบโบราณแม้จะอันเล็กแต่ก็งดงามและประณีตไม่น้อย ทั้งตัวกลีบดอกไม้ที่ทำจากหยกขาวกลึงเป็กลีบดอกเหมยฮวางดงาม เกสรที่ทำจากหยกสีแดงประดับด้วยทอง ล้อมรอบด้วยตัวผีเสื้อตัวน้อย ๆ ที่ทำจากทองคำ สายพู่ห้อยสีทองที่ปลายพู่ถูกตีเป็ทรงของกลีบดอกเหมยฮวา ไม่ว่าอย่างไรมันก็ดูเป็ของที่มีค่าเกินกว่าที่จะมาอยู่อย่างนี้เฉย ๆ แน่นอน
แล้วการ์ดใบน้อยที่ทำจากกระดาษหอมในยุคบัจจุบันก็ทำให้เธอหายคลางแคลงใจกับที่มาของมันทันที
คืนนี้ที่ The Clifford Pier, Singapore ถ้าคุณใส่มาผมจะดีใจ
เว่ยฮุ่ยเฟิง
“Impressive”
หญิงสาวอุทานก่อนจะหยิบปิ่นอันน้อยออกมา แล้วหันไปเซ็นชื่อตัวเองลงชาร์ตรับของที่พนักงานส่งของยื่นให้ทันทีโดยไม่รออธิบายให้พี่ชายเธอฟัง
“เดี๋ยวมิสเฉิน นั่นอะไร? ของใคร?”
มาเฟียใหญ่แห่งเกาะฮ่องกงขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าชื่นมื่นของน้องสาวตัวเอง ให้ตายเถอะั้แ่เกิดมาเขาได้เห็นยัยตัวแสบ ทำหน้าอย่างนั้นครั้งล่าสุดก็ตอนที่เธอได้เค้กช็อกโกแลตปอนด์ใหญ่ตอนสี่ขวบเท่านั้นเอง แล้วนี่อะไรกันมันมีอะไรที่เขาไม่รู้อีกหรือไร
“ว่าที่น้องเขยของพี่ล่ะมั้ง...”
เธอตอบก่อนจะรวบแฟ้มในมือแล้วเดินจากไป ทิ้งพี่ชายของเธอเอาไว้กับความงุนงงตรงนั้น มาเฟียหนุ่มใหญ่ขมวดคิ้วมองตามไป ก่อนจะหันไปคาดคั้นเอาคำตอบจากเลขาส่วนตัวของเธอที่ยังยืนหน้าแป้นแล้นยิ้มไม่หุบอยู่ตรงนั้นแทน
“คุณลิ่น หมายความว่าอย่างไงว่าที่น้องเขย? ” เฉิน หลวนคุนถาม
“เอ่อ... เป็คนที่คุณผู้หญิงส่งมาดูตัวกับมิสเฉินค่ะ” เลขาลิ่นตอบด้วยท่าทีกริ่งเกรง ไม่ว่าจะครั้งไหนเธอก็ยังไม่ชินกับความน่ากลัวของเฉินหลวนคุนเลยสักครั้งจริง ๆ
“ดูตัว? ”
วู้ม!
เมื่อเครื่องบินส่วนตัวของเธอทะยานตัวขึ้นแล้วเธอก็ปล่อยให้เด็ก ๆ สนุกสนานกับการ์ตูนบนเครื่องไป ในขณะที่เธอเปิดแฟ้มที่เพิ่งได้มาอ่านประวัติของคนที่อาจหาญส่งกระจกโบราณพร้อมกับปิ่นปักผมมาให้เธอด้วยความสนใจ สีหน้าท่าทางของเธอที่กำลังอ่านประวัติของคู่ดูตัวนั้นไม่ใช่สีหน้าของคนที่คิดจะไปเอาเงินฟาดหัวอย่างที่คิดไว้ครั้งแรกมันต่างไปโดยสิ้นเชิงทีเดียว
“มิสเฉินอ่านอะไรอยู่หรือคะ” เด็กน้อยไป๋ฮวาที่โตที่สุดวิ่งเข้ามาถามพร้อมกับส่งขนมเปี๊ยะของตัวเองให้กับคนที่อุปการะเธอกับน้อง ๆ
“ประวัติคนที่น่าสนใจค่ะไป๋ฮวา” เฉินมี่จวนตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“น้องคนใหม่หรือคะ” ไป๋ฮวาถามขึ้นพลางเบิกตาโต
เป็ปกติที่มิสเฉินจะรับเลี้ยงน้องคนใหม่ ๆ จากการอ่านประวัติของน้อง ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็ก เพราะว่ามิสเฉินเป็คนใจดีแล้วก็ดูแลพวกเธอได้อย่างดีมาเสมอ จนแม้กระทั่งพวกเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่ครบก็ยังอิจฉาพวกเธอเลยด้วยซ้ำ การที่มิสเฉินเลือกจะช่วยน้อง ๆ ผู้น่าสงสารมาอีกสักคนก็นับเป็เื่น่ายินดี
“อื้ม…” มิสเฉินทำหน้าคิดนิด ๆ ก่อนจะสั่นหัว เธอยังคิดคำอธิบายเื่การดูตัวให้เด็กอายุสิบเอ็ดขวบฟังแล้วเข้าใจไม่ออกสัักนิด
“คนที่จะเลี้ยงอาหารพวกเธอเย็นนี้ค่ะ” มิสเฉินเลือกตอบในสิ่งที่เธอพอจะมีข้อมูลทันที
“จริงหรือคะ? ” เด็ก ๆ เบิกตากว้างอย่างใ เธอไม่คิดว่าจะมีคนอื่นมาเลี้ยงอาหารพวกเธออีกนอกจากมิสเฉิน
“จริงสิ” เฉินมี่จวนพยักหน้ารับ “เอาล่ะ ทีนี้ไปเตือนน้อง ๆ ทีนะว่าเื่มารยาทบนโต๊ะอาหารวันนี้ต้องเรียบร้อยหน่อย”
“ค่ะ” ไป๋ฮวารับคำแล้วรีบวิ่งไปหาน้อง ๆ ที่เหลือทันที
เฉินมี่จวนยิ้มรับก่อนจะก้มหน้าลงอ่านประวัติของคนที่มีรายได้ต่อปีแค่ระดับเดียวกับค่าเช่าห้องสูทบนตึก M. Tower 3 แต่กลับคิดจะมาเลี้ยงอาหารภัตตาคารหรูเ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างเธอแทน เฉินมี่จวนพิจารณารูปถ่ายทั้งแบบหน้าตรงในใบประวัติกับรูปถ่ายที่เขาถ่ายคู่กับนักเรียนที่โบราณสถานอีกครั้งด้วยสายตาครุ่นคิดก่อนจะแย้มยิ้มพอใจขึ้นมา
...บางทีแม่ก็คิดอะไรเข้าท่าเหมือนกัน...
กึ้ง!!!
ปึ้ง!! ปึ้ง!! เปรี้ยง!! เพล้ง!!!!