เวลา (ชีวิตของเพื่อนร่วมทาง) ที่กระชั้นสั้นลง
...จากเงามืดของแสงไฟใกล้ดับเห็นไม่ชัด บัดนี้ภาพทั้งหมดได้รับการไขกระจ่างแจ้ง ดุจเอาดวงจันทราวันเพ็ญมาไว้ในห้อง
ที่เคยจินตนาการ ว่าเศษซากกองระเนระนาดท่วมทับขวาง ให้เหลือเพียงทางเดินแคบ ๆ เป็สิ่งน่ากลัวต่างๆ นานา
ซากเ่าั้เป็กองอาวุธก็จริง หาใช่กองอาวุธของสิ่งมีชีวิตไม่ เศษซากทับถมก่ายกอง ล้วนเป็ซากของจักรกลแทบทั้งสิ้น
ทั้งหุ่นพยนต์รบร่างใหญ่มหึมากับดักอารักข์ของห้อง รวมถึงหุ่นเหล็กน้อยใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย
คึหลื หยุดยืนตะลึงงันกับภาพที่เห็นกระทั่งตัวเล็กเดินมาถึงตัว เขาแบมือขวาข้างที่ถือก้อนหินสีขาวค้างไว้ระดับเอวอย่างนั้น ปากของเขาพร่ำบ่นคำซ้ำ ๆ “โอ้! ๆ ๆ” เขาคงอยากพูดอะไรออกมาหลายคำ แต่สมองของเขาเค้นคำพูดออกมาได้ไม่มาก
ตัวเล็กดูออกว่าสติของเพื่อนร่วมทางไม่ได้อยู่กับตัวของเขาแล้ว มันไปกองกันอยู่ที่แสงโอภาสสว่างใสในมือแทน “พี่! ๆ ๆ ” ตัวเล็กเรียกซ้ำ ๆ เพื่อดึงสติ
คึหลืตัวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจิติญญากลับเข้าร่าง เขาหันมองเด็กผู้หญิงตัวน้อยด้วยสีหน้าคั่งค้างจากความรู้สึกเหลือเชื่อ ที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ดวงตาขยายตื่นตะลึง ปากเผยอเล็กน้อย ปีกจมูกขยับหดขยายเป็จังหวะ คือสีหน้าอาการใของชายคนนี้
ตัวเล็กเห็นก็อดขำไม่ได้ ต้องแอบหัวเราะ คึ! ๆ ในลำคอ เธอก็พูดไม่ออกเช่นกัน เมื่อได้เห็นแสงประภาออกมาจากก้อนหินดูธรรมดา ๆ ก้อนหนึ่ง ในเวลานั้นใครไม่ตกตะลึงคงเป็คนแปลกพิลึก
“เห็นไหม นี่ละ นี่ละ เราจะใช้แสงนี่ ส่องทางไป” คึหลืพูดอย่างภาคภูมิใจ
“หนูรู้น่า ของมันแน่อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้จะมีไว้ทำไมล่ะ” ตัวเล็กย้อน ความคิดเธอตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน
“เออ! ก็ใช่นะ เธอเชื่อหรือยังล่ะ ว่ามันเป็สมบัติล้ำค่า ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้”
“หยุดเลยนะ คำพูดพี่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ เกิดว่ามันไม่มีแสงออกมา พี่ก็จะคิดว่ามันเป็แค่ของเหลือจากการถูกขโมยใช่ไหมล่ะ เห็นไหมว่าความคิดพี่สับสนแค่ไหน หนูฟัง หนูก็สับสนไปด้วย” ตัวเล็กอธิบาย เธอมีเหตุผลน่าฟังทีเดียว
คึหลื ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าสมองเขาประมวลผลแปรปรวน เขาอาจต้องอาศัยปัจจัยตัวแปรอื่นเพื่อเปลี่ยนแปลง ยอมรับเลยว่าเขาไม่ใช่คนฉลาด ไม่มีความหวังในความเป็จริง แต่ใช้จินตนาการและความเชื่อในการตัดสินใจ เป็สิ่งงมงายแน่นอนหากมีแค่สองอย่างนี้คู่กัน
เพราะมันคือการคิดไปเองและเชื่อว่าสิ่งที่คิดจะเป็จริงขึ้นมาได้ สาเหตุของการคิดแตกแขนงหลายแง่มุมเกินไปจนเกิดสับสน เขาต้องใช้เวลาแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตรงนี้ และเวลานี้ “ฉันคิดหาความเป็ไปได้ ที่มีอยู่หลายทางน่ะ” ชายหนุ่มกึ่งเถียงกึ่งอธิบาย
“มันไม่แน่นอนเลยสักทางใช่ไหมคะ?”
“ใช่!”
“งั้นพี่ก็ไม่ควรพูดมันออกมา”
“เราควรจะไปต่อกันได้แล้วนะ” ชายหนุ่มพูดสั้น ๆ แล้วก้าวเท้าไปยังหลุมถล่มบนพื้นหิน ในใจเขาครุ่นคิดสิ่งใด ไม่มีใครทราบ ความรู้สึกเขาเลือกจะเก็บซ่อนไว้
สองมนุษย์ช่วยกันไต่ลงจากพื้นถล่ม สู่ชั้นล่าง...
...โอภาสจากก้อนศิลานำทางไปคอยขับไล่ความมืดมิด ถึงขอบเขตจะไม่กว้างเกินสองวาก็เพียงพอให้มนุษย์คู่หนึ่ง คลำทางก้าวเท้าหลีกหลบซากระเกะระกะบนพื้น
ทุกย่างเมื่อครั้งเดินไป จะมีเสียงตะกายตะกุกตะกักอยู่ในความมืด ทว่าเมื่อแสงสว่างกระจายไปถึง ต้นตอของเสียงปริศนาเ่าั้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เส้นขนทั่วร่างสรรพรางกายของทั้งคู่ลุกขึ้นตั้งชัน สั่นวูบวาบแทบจะตลอดเวลา
ตัวเล็กยังคงตามติดผู้นำทางของเธอใกล้ ๆ ความปลอดภัยหาใช่มนุษย์สองเท้า สิ่งที่อยู่ในมือเขาต่างหากที่เด็กผู้หญิงตัวน้อยฝากชีวิตเอาไว้
เธอกำเส้นเชือกเต็มไปด้วยหลอดโลหะแน่นแนบอก ทั่วร่างกายตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา สายตาเพ่งไปรอบทิศ ััได้ว่าใต้กะบังลมกระตุกเต้น ในความเงียบสงัดเสียงของมันดังชัดยิ่งกว่าสิ่งใด
ในห้องชั้นล่างไม่มีแสงจากริมผนังเลยแม้แต่นิดเดียว เป็ห้องโล่ง ๆ กว้างเท่าไหร่ไม่สามารถกำหนดได้ในความมืด สภาพจิตปริวิตกถึงเหตุนานาประการเท่าที่จินตนาการจะหลอกหลอน
เสียงย่ำเท้าเดินอยู่ในความมืดเื้ั ราวกับมีบางอย่างเดินตามมาติด ๆ ในบางครั้ง ทำขนทุกเส้นลุกซู่ ทั้งคู่ต้องหันหลังกลับไปมอง
เพราะนอกจากเสียงเดินของทั้งสองกับเสียงหัวใจเต้น ก็มีแค่เสียงเหล็กขูดหินเบา ๆ จากห่วงสามดาบเท่านั้นที่หาต้นตอเจอ
แต่ละก้าวของมนุษย์เชื่องช้าราวกับเวลาถูกหน่วง ระยะทางไกลเหลือเกินในความรู้สึก เมื่อต้องเดินท่ามกลางสรรพเสียงของความมืดทะมึน บางครั้งก้องสะท้อนราวในหุบ บางครั้งดังดุจคนกระซิบไร้ภาษา วัตถุหล่นกลิ้งพื้นฝ่ามืดมา เมื่อส่ายแสงส่องหาไม่เห็นใคร เหมือนลมผ่านแล่นฉิวให้หวิวหวาด มวลอากาศกลับไม่เคลื่อนะเืไหว แ่หัวเราะเยาะเย้ยหยันไยไพร สยองใจยิ่งอุปราคาในราตรี ให้อกสั่นขวัญแขวนบนเส้นด้าย จวนขาดผึ่งดึงกายล้มตรงหน้า เข่าระทวยทุกย่างเยื้องทวีมา จิตอุราแทบละร่างลงกลางคัน...
...ในที่สุดความขนพองสยองเกล้าก็ถูกหยุด เมื่อสองมนุษย์พบประตูอยู่ คึหลืทุ่มสุดกำลังดันไม่รอช้า ้าพ้นสภาวะป่วนจิตนี้ไปโดยเร็ว
ประตูกลับไม่เปิดให้ชายหนุ่ม เขาพยายามดันแล้วพยายามอีก ประตูก็ยังปิดเช่นเดิม
ชายหนุ่มทำท่าจะดิ้นพล่านเพราะอาการหวาดกลัวอย่างสุด ๆ ตัวเล็กต้องยื่นมือไปช่วยดึงบานประตูให้แง้มออกมา คึหลืถึงได้รู้ว่าประตูเปิดเข้าข้างใน...
...ทางมืดมิดพาทั้งคู่ออกมาพบกับโพรงบันไดวน พื้นเรียบ ๆ ตรงนี้คือสุดทางของมันแล้ว มองไป้ายังเห็นไฟวับวาวเหมือนกลุ่มดาวกระจาย เป็จุด ๆ
“สรุปว่า ที่เห็นมืด ๆ ตอนที่อยู่บนบันได ความจริงแค่ลงมาอีกชั้นเดียวก็สุดทางแล้ว ไอ้...” คึหลืแหกปากอย่างเสียอารมณ์ จากนั้นสบถต่ออีกหลายคำทีเดียว
ตัวเล็กได้แต่ถอนใจ เธอมองไปข้างหน้าเห็นบางอย่างวอมแวมในความสลัว เธอดันเพื่อนร่วมทางไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้แสงจากหินในมือเขาส่องดูอะไรให้ชัดขึ้น
ภาพที่เห็นคือ เส้นโลหะดำสนิทเรียงเป็แนว ดัดโค้งไปเชื่อมรวมกัน้า ส่วนล่างตั้งตรงล้อมเป็วงกลมจรดพื้น
ซี่เหล็กครึ่งบนสองฝั่งตรงข้ามกัน เว้นช่องว่างในกรอบสี่เหลี่ยม้าโค้งมองทะลุได้
กรง คล้ายกรงนก ไม่ทราบว่าใครเอามันมาตั้งไว้ตรงนี้ “พี่ ๆ ดูสิ” ตัวเล็กเชิญชวนคึหลืให้สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า กลายๆ ว่ากำลังใช้งานให้ชายหนุ่มเข้าไปก่อน
คึหลื ชูมือถือหินขึ้นตรงหน้า ยื่นออกไปสำรวจด้วยสายตาตัวเอง จากนั้นเดินกระเถิบช้า ๆ ไปหาสิ่งนั้น
เขาชะเง้อมองผ่านช่องว่างขนาดครึ่งบานประตูของลูกกรง ดูสิ่งที่อยู่ภายใน “ฉันคิดว่าจะเจอกับนกั์เข้าแล้ว เห็นเสานั่นไหม มันน่าจะใช้ควบคุมอะไรบางอย่าง” คนนำทางชวนดู
มุมหนึ่งฝั่งซ้าย บนพื้นวงกลมฉากหลังเป็ซี่กรงล้วน เสาโลหะทรงกระบอกขนาดท่อนขาตั้งอยู่โดดเดียว เหนือเสาเป็แผงหน้าปัดสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่าหนังสือ ลาดลงด้านในเล็กน้อย
หลายปุ่มบนแผงบอกไม่ได้ว่ากดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่มีไว้ให้กดแน่นอน
ชายหนุ่มพยายามยื่นมือออกไปไกลที่สุด จะใช้แสงจากหินช่วยให้เห็นอีกฝั่งหนึ่งของกรงนกขนาดใหญ่ เขาถึงกับสะดุ้งเมื่อเอนตัวใกล้เกิน จนหน้าท้องไปััต้องโลหะเย็นเฉียบ
แรงกระตุกตัวจากอาการผวา ทำให้รั้วกั้นเหล็กใต้ช่องว่างที่มองทะลุถึงอีกฝั่งได้ ไหวผะเงิบ ส่งเสียง เอี๊ยด! แง้มออกเล็กน้อย
“มันเปิดออกได้ แสดงว่าเราผ่านไปอีกฝั่งหนึ่งได้” ไม่รอช้าชายหนุ่มสอดมือเข้าห่วงอาวุธ ให้มันห้อยอยู่ตรงข้อพับ ยื่นมือไปจับบานซี่เหล็กที่อ้าแง้มดึงเข้าหาตัว มันเปิดได้จริง
ขณะเดินผ่านกรง ทั้งคู่มองลอดซี่เหล็กขึ้นไป้า มีความคิดตรงกันว่ากรงนี้ไม่ใช่กรงนกอย่างแน่นอน คงจะมีไว้เพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
กรงอยู่ตรงกลางของโพรงบันไดวนพอดี ภายในมีแผงหน้าปัดเต็มไปด้วยปุ่มกด เป็ไปได้สูงว่ากรงนี้จะเป็พาหนะ สำหรับพาคนที่อยู่ภายในเคลื่อนตัวขึ้นไปตามโพรงสู่้าไกลลิบ แค่มันใช้งานไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง
เดินทะลุกรงเก่า ๆ ไปยังอีกฝั่ง หากชั้นนี้เป็ชั้นล่างสุดปลายทางต้องเป็ทางออกแน่นอน...
...ประตูตรงหน้าเปิดออก ในนั้นต่างกันกับทุกห้องที่ผ่านมาราวกลางวันกับกลางคืน พื้นที่ไพศาลเพดานสูง ไฟทั่วห้องสว่างจ้า ผนังทุกทิศสะท้อนเป็สีเหลืองอร่าม พรมแดงผืนใหญ่ปักลายด้วยเส้นด้ายทองคำปูลาดยาวเป็ทางเดิน โคมไฟระย้าเรือนใหญ่แขวนเรียงรายบนเพดานขนานไปกับผืนพรม เม็ดผลึกแก้วรอบโคม เล่นไฟสว่างใสระยิบระยับ ศิลปะทั่วห้อง ทั้งประติมากรรมหินสลัก รูปหล่อทองคำ ทองบรอนซ์ หลายรูปลักษณ์ตั้งประดับดารดาษ เสมือนอยู่ในพระราชวัง
“โอ่! โห! เมื่อกี้อย่างกับสุสานแหนะ!” ทั้งคู่อุทานออกมาพร้อมกัน
หากไม่มีบางอย่างกระจายตัวอยู่แถวนั้น การเดินทางต่อจากนี้คงน่าภิรมย์ขึ้นเยอะ บางอย่างที่ว่ามีท่าทางการเดินลากขากะเผลก คอตกห้อยเอียง หันหน้าออกด้านข้าง ลูกกะตามีบ้างไม่มีบ้างอยู่ในเบ้าลึกเป็หลุม รยางค์อวัยวะห้อยระอากาศแกว่งไกวดูไร้เรี่ยวแรง ิัแลเนื้อแห้งหดแข็งติดกับโครงกระดูกภายใน เห็นความปูดโปนของข้อต่อได้อย่างชัดเจน สภาพทั่วรางดั่งกิ่งไม้แห้งแข็งเป็หิน นั่นคือซากผีตายที่ร่างกายเคยมีจิตมนุษย์อาศัยมาก่อน ก่อนจะลูกขึ้นเดินด้วยอำนาจใด ๆ ก็ตามไม่อาจทราบ
มันจะถูกชักใยด้วยมนต์ตรามหาเวท เปรตอสุรกายเข้าสิงสู่ หรือเป็การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ใครจะตอบได้ เวลานี้มีพวกมันอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วห้องกว้างใหญ่ รอให้มนุษย์ใจกล้าเข้าไปทักทาย
สิ่งเลวร้าย หาใช่แค่ศพตายซากที่ลุกขึ้นมาเดินเพ่นพ่าน เพราะเมื่อทั้งคู่หยุดยืนดูลาดเลาหาทางหนีทีไล่ อาการาเ็ของผู้นำทางก็แสดงอาการกำเริบ ปวดร้าวรุนแรงกระทุ้งชายหนุ่มต้องทรุดตัวคุกเข่า วางทุกอย่างทิ้งลงพื้น ทั้งอาวุธ ทั้งศิลาอัศจรรย์
ชายหนุ่มเอื้อมมือจับดูหัวไหล่ขวา ต้องสะดุ้งผวาเพราะประสาทััของบริเวณนั้นหายไป ตรงไหล่ไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น คล้ายเอามือจับของที่ไม่ใช่ร่างกายของตัวเอง ทว่าอาการปวดอย่างที่สุดยังมีอยู่ตรงนั้นไม่เสื่อมคลาย
ฝ่ามือรับรู้ได้ถึงความแข็ง กระด้างแกร่งเหมือนตอไม้ หาใช่เนื้อหนังของมนุษย์ ชายหนุ่มปัดผมยาวปกหลังของเขาสะบัดออก หมุนคอเหลือบมองหาาแ ภาพที่เห็น พื้นที่บริเวณบ่าและไหล่ แห้งหดลงไปดุจใบไม้ไร้น้ำเลี้ยง จุดกึ่งกลางอยู่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย มีรอยกดเป็หลุมลึกขนาดเมล็ดข้าวโพดเรียงกันเป็แถวรูปครึ่งวงกลมเห็นได้ชัด
ความแห้งแข็งแกร่งประดุจหิน ผิวเนื้อหนังหดตัวเหมือนของเหลวถูกรีดออกไปจนหมด กับเหตุการณ์ที่ผ่านมาสามารถเดาได้ว่า ชายหนุ่มติดเชื้อ หรือต้องคำสาปจากการถูกกัดโดยผีตายซาก
การแพร่เชื้อลุกลามไปครึ่งแผ่นหลัง ต้นแขน และหน้าอกด้านขวาบางส่วน ไม่นานเขาอาจต้องกลายเป็อย่างเดียวกับท่อนไม้ไร้ชีวิตที่เดินไปเดินมาทั่วบริเวณ แค่เห็นพวกมัน ก็เกิดความหลอน กังวลหวาดหวิวขึ้นมาในใจ
ตัวเล็กเพิ่งสังเกตเห็นพร้อมกันนั้นเอง ทั้งที่เธอเดินตามหลังเขามาติด ๆ ตลอดทางเส้นผมยาวสยายแผ่เป็พุ่มเื้ัชายหนุ่มคือสิ่งบดบังาแเอาไว้
“อ้าซ์! นี่มัน! ” คึหลืตาเบิกกว้าง เห็นทางหายนะแห่งชีวิต “มันเกิดอะไรกับฉัน! ๆ ๆ ” เขาพูดพร่ำคำเดิมซ้ำ ๆ เขามีอาการหอบ หายใจถี่ ทั่วร่างสั่นสะท้าน และขนทุกเส้นของเขาตั้งชัน
ตัวเล็กเห็นอาการที่เกิดขึ้น ได้แต่ยืนเฉย ใครจะรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง...
...คึหลืสงบจิตใจ นั่งนิ่งหลังจากสติหลุดไประยะเวลาหนึ่ง เขาหันมาพบตัวเล็กที่อยู่ในอาการช็อกและสับสน “ไม่เป็ไร ๆ เด็กน้อย ไม่เป็ไร หากเธอ้าให้ฉันพาออกไป ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่ให้ได้ ก่อนอะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้ ไม่เป็ไร” เขาบอก
ตัวเล็กได้แต่พยักหน้ารับคำ ในใจลึก ๆ ของหนูน้อยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง จากที่ไม่ไว้ใจ ยิ่งมีเื่ให้วางใจไม่ได้เพิ่มขึ้นมาอีก
คึหลืก็ไม่ไว้ใจตัวเขาเองเช่นกัน ไม่รู้ร่างกายจะกลายสภาพไปตอนไหน คำสาปที่ได้รับจะต้องแก้ไขอย่างไร จะควบคุมต่อไปได้อีกหรือไม่ หากมันเปลี่ยนไปในกาลใดข้างหน้า เขาบอกกับตัวเล็กอีกครั้ง “เธอถือหินนี่ไว้นะ ฉันไม่มีที่จะเก็บ และหากฉันมีอาการแปลกไป เธอรีบหนีไปทันที เข้าใจนะ”
ตัวเล็กพยักหน้ารับคำ ก้มลงเก็บหินสีขาวสะอาดบนพื้นขึ้นมา เพราะแสงไฟทั่วห้องสว่างราวกับเวลากลางวัน ศิลาอัศจรรย์จึงดูเหมือนหยุดเปล่งแสงไป
ในที่สุดสองมนุษย์ ตัดสินใจเดินทางต่อ ม้วนโลหะหลายชิ้นซึ่งผูกติดกันด้วยเส้นเชือก ตัวเล็กพันไว้ที่มือซ้าย กำก้อนศิลาไว้ในมือขวา ชายผมยาวยังคงเดินอยู่ข้างหน้า ไม่ลากอาวุธให้เกิดเสียง เขาใช้วิธีอุ้มด้วยสองแขนแทน
ทั้งคู่เดินไปบนพรมแดงซึ่งปูเป็ทางไว้แล้ว มุ่งสู่ปลายทางคือประตูบานคู่ตั้งอยู่ไกลลิบ แม้ผืนพรมจะมีแยกออกไประหว่างทางซ้ายขวา ทั้งสองไม่มีทีท่าจะสนใจเลย
บนผืนพรมไม่มีความสบายหรือรู้สึกว่าเฉิดฉายราวกับคนดัง ถึงบรรยากาศแวดล้อมจะเหมือนพระราชวัง ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มันเป็ทางเดินเต็มไปด้วยความทุกข์ จิตใจเต้นระทึกตื่นตระหนกตลอดเวลา
ด้วยผู้ยังมีลมหายใจ ต้องหลบเลี่ยงการปะทะกับผีตายซากที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะรู้ดีว่ามันตายยากขนาดไหน คอยอาศัยประติมากรรมที่ตั้งอยู่ทั่วห้องนั่นแหละเป็เครื่องหลบ
ความเ็ปของคึหลืกำเริบเป็ระยะทำร่างเขาสะดุ้ง จนดาบในอ้อมแขนกระทบกัน เกรงจะเป็เหตุเผยตัวตน
เกิดเสียงขึ้นทุกครั้งตัวเล็กก็ผวาตามไปด้วย ความกังวลเื่เวลายิ่งช้ายิ่งเสี่ยงสำหรับเด็กผู้หญิง ส่วนชายหนุ่มเขารู้ตัวแล้วว่าไม่อาจรอด แต่ยังพยายามทำให้ดีที่สุด...
...สองมนุษย์หลบอยู่ด้านหลังรูปสลักชิ้นหนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงลากขา ของซากศพ มันอยู่อีกฝั่งของรูปสลักห่างไม่ถึงวา เสียงเดินลากเท้าแข็ง ๆ ของมันได้ยินชัดเยื้องไปฝั่งซ้าย สองมนุษย์ขยับกายย้ายไปฝั่งขวา อ้อมแท่นหินเพื่อหลบ และรอให้มันออกไปไกล เพื่อจะหลีกเร้นหลบไปยังจุดถัดไป
ฮวาก! เสียงคำรามสยบประสาท ดังขึ้นข้างตัวเล็กที่ยืนหลังแนบแท่นหินขาว ปากของมันอ้ากว้างพอจะงับหัวเด็กได้ในคำเดียว
สามารถเห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างในทั้งฟัน ลิ้น ไปถึงโพรงมืดของหลอดอาหาร มันรู้ตัวเมื่อไหร่ไม่ทราบว่ามีมนุษย์อยู่บริเวณนี้ แทนที่จะเดินห่างออกไป มันกลับอ้อมมาอย่างเงียบเชียบ
ตัวเล็กไม่ได้ตามดูว่ามันจะไปทางไหนมัวแต่หลบ เลยเผลอกรีดร้องเสียงดังลั่นตกอกใ ยกมือปิดปากแทบไม่ทัน ดวงตาเธอขยายใหญ่อย่างที่สุด จ้องเข้าไปในรูโบ๋สองหลุมบนหน้าผี ตัวแข็งราวกับถูกสะกด สองขาเธอสั่นผับ ๆ ก้าวไม่ไหว
ชายหนุ่มหันตามเสียงไปเจอะเหตุการณ์ จะปลดห่วงอาวุธออกจากแขนก็ไม่ทัน ตัดสินใจหมุนตัวถีบเท้าออกไปก่อน
จังหวะเดียวกันตัวเล็กที่ยืนขวางกลางวง อยู่ ๆ ก็เข่าอ่อนทรุดตัวลงยกสองมือป้องหน้าหลับตา กลายเป็ว่าขวางทางเท้าทำให้ถีบไม่ถนัด จังหวะเกิดสะดุดต้องชักเท้ากลับจึงเสียศูนย์
เท้าขวาก็เกิดลื่นกะทันหันราวกับเป็เื่บังเอิญ กลายเป็ชายหนุ่มเองที่ถีบเท้าออกไปโดนซากนั้น แล้วเป็ฝ่ายล้มก้นจ้ำเบ้าเสียเอง
พลันใ กลัวยิ่งว่าตัวเล็กจะถูกกัดและกลายเป็เหมือนกับเขา ทัศนะประสาทเห็นกรามแห่งหายนะขยับใกล้ตัวเด็กทุกเสี้ยววินาที
เป็เื่ประหลาดขณะคึหลืกระวีกระวาดยันร่างตนขึ้นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซากผีตายฉีกปากกว้างถึงใบหูของมันออกสุด ชนิดหน้าหงายคางยาวถึงอก ยื่นเข้ามาหมายกัดเด็ก กลับผงะถอยเหมือนต้องของแสลงพลางกรีดร้อง
เสียงแหลมยาวหวีดโหยหวนะเื เย็นจากปลายขนแล่นไปถึงไขกระดูก มันลากขาล่าถอยออก เมื่อตัวเล็กหลับตาปี๋ยื่นสองมือเข้าไปใกล้
“เกิดอะไรขึ้น!” ความคิดชายหนุ่มดังออกมาเบา ๆ พร้อมกับความรู้สึกวางใจอย่างบอกไม่ถูก ที่เห็นตัวเล็กไม่เป็อะไร “ยัยหนู ๆ ” ชายหนุ่มเรียก พลางขยับตัวเข้าหาเด็ก
ตัวเล็กที่เปลือกตายังคงปิดสนิท มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ค่อยรู้สึกตัวช้า ๆ อวัยวะสูบฉีดเืในอกของเธอยังไม่หยุดกระตุกเต้น เด็กน้อยลืมตาพอให้มองเห็นจึงได้ตระหนักรู้
ปีศาจผีตายซากตรงหน้าเธอ มันยังคงอ้าปากค้างเตรียมกัด แต่กลับยืนแขนห้อยนิ่งเฉย ห่างออกไปจากจุดที่มันเคยยืนตั้งท่าทำร้ายเธอ
ตัวเล็กหันมาสบตาชายหนุ่มด้วยแววใสไร้เดียงสา “มันเกิดอะไรขึ้นคะพี่?”
คึหลือธิบายด้วยอารมณ์ตื่นเต้น “เมื่อกี้นี้ผีตัวนั้นเข้ามาจะกัดเธอ ฉันจะถีบมัน แต่ไม่ถนัด อยู่ดี ๆ ผีนั่นก็เกิดกลัวบางอย่างขึ้นมา มันร้องโหยหวนถอยไป ไม่กล้าเข้าใกล้เธออย่างที่เห็น ฉันว่าของที่อยู่ในมือเธอนี่แหละที่มันกลัว”
ตัวเล็กลดมือลงมาระดับคอ มองก้อนหินขัดสีขาวสะอาด กับกลุ่มหลอดโลหะผูกด้วยเชือกที่อยู่บนมือทั้งสอง แบบนี้การเดินทางคงสะดวกขึ้นมากแน่ ๆ แต่ชิ้นไหนล่ะ
©Witchmedal