เมื่อจะเดินเข้ามาก็พบว่า ชาวบ้าน ขอทานและผู้ยากไร้จำนวนมากกำลังถือชาม เพื่อที่จะเตรียมรับข้าวต้ม และอาหารต่างๆ ที่ตระกูลหยวนเตรียมมาทำโรงทาน
“ท่านน้าๆ ผู้คนมากมายเหลือเกินขอรับ” จื่อิเอ่ยออกมา
“หวาดกลัวหรือไม่” เกรงว่าหลานจะหวาดกลัวกับการเจอผู้คนจึงถามออกไปอย่างกังวล
แต่คำตอบที่เ้าตัวน้อยได้กล่าวออกมา กลับทำให้คนฟังกลั้นขำ
“ไม่เลยขอรับ พวกเรามีท่านตา ท่านตาตัวใหญ่ แล้วก็เก่งมาก ๆ”
“อิอิ เ้าเด็กปากหวาน”
โดยโรงทานในครั้งนี้ มีอาหารหลากหลายชนิดให้พวกเขาได้เลือก หนึ่งคนสามารถเลือกอาหารได้ถึง 3 อย่าง การทำโรงทานในครั้งนี้จึงเป็ที่เล่าลือไปถึงความยิ่งใหญ่
ส่งผลให้ผู้ที่มารับของกินในวันนี้ มีมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า ปกติแล้วโรงทานมักจะมีแต่ขอทานหรือผู้ยากไร้จริงๆ มิเช่นนั้นใครเล่าจะกล้าเอาสักดิ์และศรีของตนเองมาเสี่ยง
แต่ศาลาลืมกระหายแห่งนี้ มิได้ทำดังเช่นโรงทานอื่น นั้นคือการให้เกียรติคนที่เข้ามาในศาลาเท่าเทียมกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้าน หรือผู้อดยากเพียงหนึ่งมื้อ
แม้แต่อาหารก็มิใช่เพียงข้าวหนึ่งเม็ดน้ำหนึ่งหม้อ ซาลาเปาที่ทำจากเศษธัญพืชที่หยาบยิ่งกว่าเศษข้าวเหลือง แต่เป็ซาลาเปาขาวไส้เนื้อแสนนุ่มนิ่มที่สำคัญก็คือ เนื้อ!
ศาลาลืมกระหายแจกเนื้อคนละ 1 ชิ้น แม้จะไม่ใหญ่แต่ก็เพียงพอสำหรับคนหนึ่งคนได้ทาน ไม่ใช่แค่นั้นยังแจกเมล็ดธัญพืช ให้แก่คนที่ประสงค์จะสร้างอาชีพแล้วนำมาขายให้พวกเขาได้อีกด้วย
ในแต่ละครั้งที่มีโรงทาน ทุกคนจึงตั้งหน้าตั้งตารอกันอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ผู้มีจิตริษยาเฝ้ามองด้วยความขุ่นเคือง ยิ่งไปกว่านั้นคำภาวนาที่ว่า ขอให้ตระกูลหยวนผิดหวังสักครั้ง เช่นว่าแจกทานไม่เพียงพอต่อความ้า ย่อมต้องโดนติฉินนินทาไปสักเก้าวันสิบวันเป็แน่ กลับมิเคยหลุดรอดออกมา
ด้วยความรอบคอบของคุณหนูใหญ่จื่อฮวา จึงมีคำสั่งให้คนของตนเอง เตรียมอาหารมาอย่างเพียงพอ นั้นคือมีคนร้อยคนอาหารสองร้อยอย่าง คนห้าร้อยคน อาหารย่อมห้าร้อยอย่างไม่มีทางขาด ด้วยวิสัยของนางที่เผื่อเหลือดีกว่าขาด อย่างไรกับข้าวที่เอามาแจกคงไม่เหลือกลับไปเป็แน่
โปรดอย่าดูถูกความยากไร้ของคน
ระหว่างที่นางกำลังเดินเข้าไป เหล่าขอทานและคนยากไร้ ก็กำลังจัดระเบียบแถวของตนเอง พร้อมทั้งแหวกทางให้นางและครอบครัวได้เดินเข้าไป
ในคราแรกจื้อิ้าที่จะเดินเอง หากแต่ผู้เป็ท่านตาบอกว่า้าที่จะอุ้มเขา แล้วหลังจากนั้นจึงจะปล่อยให้เขาเล่นซนได้
จื่อิจึงถูกอุ้มด้วยท่านตาของตนเอง ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ของผู้เป็ตาจึงทำให้จื่อิในตอนนี้ สามารถมองลงมารอบๆ เห็นเหล่าชาวบ้าน ขอทานและผู้ยากไร้ได้ทุกทิศทาง
และเช่นเดียวกันคนเ่าั้ก็มองมายังเขา ด้วยแววตาหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็สงสัย เวทนา หรือแม้กระทั่งแปลกใจ หรือจะเป็แววตาเล็กๆ ที่มองมาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ซึ่งเขาและครอบครัวก็มิได้ใส่ใจมากนัก จะอย่างไรวันนี้ ก็ตั้งใจมาทำโรงทานในวันครบรอบ 3 ขวบหนาวของเขา และเป็การเปิดตัวเขาออกไปให้ทุกคนได้รับรู้ จื่อิผู้นี้ย่อมต้องทำตัวเป็เด็กดีเชื่อฟังคำสั่งของ มารดา ท่านตาและท่านน้าทั้งสอง เป็อันดับแรกอยู่แล้ว
เสียงสนทนาดังขึ้นมาจากทั่วทุกสารทิศ ตระกูลหยวนไม่รอช้า จึงเริ่มทำทานในทันที
“อ่า”
“เ้าอย่าเบียดขาได้หรือไม่ต่อแถวดีๆ”
“ได้ ได้รายได้ข้าวไม่ได้เบียดเ้าอยู่แล้ว แต่พวกข้างหลังต่างหากที่เบียดมาข้าขอโทษเ้าด้วยแล้วกัน”
ระหว่างที่ต้นแถวกำลังแจกข้าวไปได้เรื่อยๆ โดยมีแถวมากถึง 10 แถวด้วยกัน เพราะ้าลดเวลาคนรอ ทั้งยังแยกอีกด้วยว่าแถวไหนมีลักษณะเช่นไร หากมีใครกล้าหลอกหลวงก็จะทำการไล่ออกจากแถวไปทันที แถวทั้งสิบจึงมีความเป็ระเบียบทุกครั้ง
ทว่าจู่ๆ ปลายแถวที่ไกลออกไปกลับมีเสียงดังเอะอะขึ้นมา จนจื่อิคิดสงสัย ขอท่านแม่ออกไปดูด้วยตนเอง
“ท่านแม่ขอรับ ลูกขอไปดูได้หรือไม่”
“เ้ามิกลัวหรือหากเกิดอันตรายขึ้นมา จะเจ็บตัวมิน้อย” จื่อฮวาถามออกไป เพราะอย่างไรคนของนางก็สามารถควบคุมสถานะการณ์ได้อยู่แล้ว ย่อมไม่้าให้เ้าเด็กน้อยออกไปซุกซน
จื่อฮวาและคนอื่นๆ เห็นว่าศาลาลืมกระหายคือถิ่นของตน ทั้งผู้คนยังรับรู้แล้วว่า เด็กน้อยอวบอั๋นผู้นี้คือใคร ย่อมวางใจได้ ทั้งองครักษ์ในนามบ่าวรับใช้อีกมากโขที่คอยระวังและเดินเคียงข้าง จึงย่ามใจที่จะปล่อยให้เขาได้กล้าลองและกล้าตัดสินใจ
เมื่อเดินไปถึงก็ใช่ว่าจะพบเจอภาพการทำร้ายร่างกายไม่ เพราะองครักษ์ที่มาด้วยย่อมระงับเหตุได้ทันท่วงที ทั้งยังมีจำเลยทั้งสองฝั่งที่นั่งคุกเข่าภายใต้คมฝักกระบี่
“เกิดอันใดขึ้นกันขอรับ ท่านลุง” จื่อิถามองครักษ์ของตนเองออกไป อีกฝ่ายมักแทนคำเรียกเช่นนี้เสมอกับคนในจวน
“เกิดเหตุวิวาทกันระหว่างชายผู้นี้กับเด็กคนนี้ขอรับ ชายผู้นี้เห็นว่าเด็กน้อยมาเพียงคนเดียวจึงคิดจะบังคับให้นำอาหารที่ได้มามอบให้ตนเองส่วนหนึ่ง เด็กน้อยมิยินยอม จึงพยายามจะเดินหนี แต่อีกฝ่ายกลับคว้าแขนเอาไว้และตบลงไปบนใบหน้า ก่อนจะบอกคนรอบๆ ว่า ผู้าุโเพียงคิดสั่งสอนคนในตระกูล แต่คนในแถวย่มมีผู้รู้ความจึงเกิดปากเสียงขึ้นมาขอรับ”
“เช่นนี้เองหรือ ทำร้ายคนอื่นย่อมต้องได้รับการลงโทษ ไล่เขาออกไปเสีย”
“อึก”
“อ๊ะ นายน้อย…”
ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะอ้อนวอน องครักษ์ที่ได้รับคำสั่งก็นำผู้ก่อปัญหาออกไปทันที เหล่าผู้ที่มองมาต่างก็ตกตะลึงและคิดไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เด็กน้อยผู้นี้ ช่างตัดสินใจได้เด็ดขาดนัก เพียงปรากฏตัวครั้งแรกกลับวางอำนาจได้ถึงเพียงนี้
หากจื่อิได้ยิน ย่อมตอบกลับไปว่า ข้าวางอำนาจอันใดกัน เพียงแค่ตัดสินคนกระทำผิดเท่านั้น หรือเป็เพราะอายุที่น้อยนั้นกันจึงเป็สิ่งผิด