ค่ำคืนเงียบสงัด ณ ป่ามรณะ ทีมของแกรนด์เดินเข้าไปพร้อมกับมองหาเป้าหมายในการมาที่นี่ของพวกเขา นั่นคือ กูล ถ้าเทียบแล้วความแข็งแกร่งของกูลไม่น่าจะต่างจากพวกก็อบลินเท่าไหร่ แต่ของเหลวทุกอย่างที่อยู่ในตัวของกูลเต็มไปด้วยเชื้อโรค หากมันได้สัมผัสกับบาดแผลก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ เดิมทีเป้าหมายในการมาคือการล่ากูลเพื่อเก็บแกนชีวิตของมัน แต่ตอนนี้กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในยามปกติ นั่นคือ กลิ่นอายของเวทย์แห่งความตายที่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งป่าเอาไว้ เวทย์แห่งความตายเป็นเวทย์เฉพาะตัวที่ผู้ใช้ต้องเป็นมนุษย์ แต่พื้นฐานของเวทย์ชนิดนี้กลับถูกพัฒนามาจากการดูดกลืนและกัดกร่อนพลังชีวิต ที่จะมีความคล้ายคลึงกับทักษะของเผ่าอันเดธ เวทย์แห่งความตายเป็นเวทย์เฉพาะตัวที่สามารถฝึกได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ฝึกมีธาตุใดหรือฝึกทักษะอะไรมาแล้วบ้าง แต่เวทย์ชนิดนี้ถือเป็นเวทย์ต้องห้ามของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ผู้ที่ฝึกฝนเวทย์แห่งความตายจะเป็นที่รังเกียจจากสังคมของมนุษย์ เพราะถือว่าเป็นเวทย์ที่มีความใกล้เคียงเกี่ยวข้องกับพวกอันเดธ ศัตรูตลอดกาลของมนุษย์ แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าความแข็งแกร่งของเวทย์แห่งความตายนี้ไม่ใช่เล่นๆ แถมยังเป็นเวทย์ที่รับมือได้ยากอีกด้วย กลิ่นอายของเวทย์ชนิดนี้มีความเฉพาะตัวไม่เหมือนเวทย์ชนิดอื่น ใครที่สัมผัสหรือรับรู้ถึงกลิ่นอายได้ ย่อมบ่งชัดเลยว่านี่คือกลิ่นอายเวทย์แห่งความตายไม่ผิดเพี้ยนแน่
ทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังปราสาทที่อยู่กลางป่าอย่างเงียบงัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลงมาสลัวๆ ต้นไม้ไร้ใบทั่วทั้งป่ามองดูแล้วแลน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศในป่ายามค่ำคืนหนาวเย็นและมีหมอกบางๆ ลอยเป็นช่วงๆ เมื่อเข้าใกล้ปราสาทเท่าไหร่ ต้นตอของเวทย์แห่งความตายยิ่งเข้มข้นขึ้นตามระยะทางที่เข้าใกล้มากขึ้น
“ลูกพี่ ข้าว่ามันแปลกมากแล้วนะ มันต้องมีอะไรแน่ ใครมันจะมาร่ายเวทย์แห่งความตายเล่นๆ กัน”
“นี่แหละที่เราต้องไปดูให้แน่ใจ แต่ข้ายังกังวลเรื่องหนึ่งอยู่ เวทย์นี้ถ้าถูกร่ายโดยคนเป็นร้อยก็ไม่น่าจะมีปัญหากับเรา แต่ถ้าเกิดร่ายโดยคนไม่กี่คนล่ะก็ ปัญหาของเรามาแน่”
แกรนด์กังวลเรื่องเดียวคือจำนวนคนที่ร่ายเวทย์แห่งความตายในครั้งนี้ ถ้าผู้ร่ายมีจำนวนไม่กี่คน คนเหล่านั้นต้องเป็นคนที่มีพลังสูงจนอาจสร้างปัญหาที่ยากจะจัดการให้กับพวกเขาก็เป็นได้
“นายท่าน ข้างหน้าข้าได้กลิ่นคนสามคนอยู่ใกล้ๆ กันขอรับ”
ไคลน์เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ทั้งสี่เดินเข้ามาใกล้ถึงชายป่าที่อยู่แถวๆ ลานหน้าปราสาทแล้ว จำนวนสามคนถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากที่จะมีพลังที่สามารถร่ายเวทย์ที่ทรงพลังขนาดนี้ได้
ทั้งสี่ย่องเข้าไปซุ่มอยู่หลังก้อนหินและต้นไม้ที่อยู่ริมชายป่าด้านในใกล้ลานหน้าปราสาท ในความมืดที่มองเห็นได้สลัวๆ มีร่างของชายสามคนยืนอยู่กลางลาน สองคนในนั้นยืนนิ่งข้างๆ กัน ตามตัวของทั้งสองมีมีดหลายเล่มปักอยู่ และมีออร่าพลังสีดำบางๆ คลุมร่างของที่สองเอาไว้ จุดที่ชายทั้งสองยืนอยู่นั้นมีเทียนปักไว้รอบๆ เป็นวงกลม ส่วนชายอีกคนกำลังโบกมือไปมาพร้อมกับร่ายเวทย์เหมือนกำลังทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ชายทั้งสองคนที่ถูกมีดปักอยู่กำลังถูกดูดพลังออกจากร่างกายของเขาผ่านทางออร่าสีดำที่ห่อหุ้มอยู่ ตามที่แกรนด์สันนิษฐาน ชายสองคนนี้น่าจะถูกดูดพลังชีวิตออกมาแล้วก่อนหน้านี้ ตอนนี้เหลือเพียงการดูดพลังออกจากร่างกาย ที่สำคัญที่สุดคือ ชายผู้ที่กำลังทำพิธีอยู่นั้นเป็นคนร่ายเวทย์แห่งความตาย! เวทย์ที่กำลังร่ายอยู่นั้นได้ปล่อยคลื่นพลังของเวทย์แห่งความตายออกมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง และเขายังเป็นเพียงคนเดียวที่ร่ายอีกด้วย! แกรนด์ใช้สกิลตรวจสอบไปที่เป้าหมาย สองคนที่ยืนอยู่นั้นไม่มีการไหลเวียนของพลังแสดงว่าทั้งสองได้ตายแล้ว ที่ยังยืนนิ่งอยู่คล้ายกับว่าถูกเวทย์อะไรบางอย่างบังคับร่างเอาไว้ ส่วนคนที่กำลังทำพิธีกรรมอยู่ พลังของเขาคือผู้ใช้เวทย์คลาส 7 ผู้มีพลังระดับอัศวินจอมเวทย์!
“งานเข้าพวกเราแล้วล่ะ รีบถอนตัวก่อน มันอยู่ระดับอัศวินจอมเวทย์ ตอนนี้เราต้านมันไม่ไหวแน่”
“นั่นมันระดับเดียวกับสมาชิกของภาคีเวทย์เลยไม่ใช่รึไง!”
เอเลยน่าพูดออกมาอย่างตื่นตะลึง ในตอนแรกเธอก็รู้สึกไม่ค่อยดีเรื่องความเข้มข้นของเวทย์แห่งความตายอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเกิดการปะทะกันกับบุคคลผู้มีพลังระดับนั้น โอกาสที่จะรอดไปได้คงเหลือแค่หลักหน่วย ทีมของแกรนด์รีบรุดถอยออกไปอย่างเร็ว ยังไม่ทันที่จะไปไหนได้ไกล หูของทั้งสี่ก็ได้ยินเสียงเย็นยะเยือกลอยมากับสายลมที่พัดออกมาจากทางปราสาท
“เข้ามาแล้วอย่าคิดว่าจะออกไปได้ง่ายๆ ล่ะ”
เสียงชายที่กำลังทำพิธีกรรมอยู่เอ่ยขึ้น ในตอนนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดจุดเดิมแล้ว แต่เขากลับลอยขึ้นสูงอยู่เหนือลานตรงนั้น เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่แกรนด์ไม่อยากให้เกิดได้เกิดขึ้นแล้ว ชายผู้นี้รู้อยู่แล้วงั้นหรือว่าพวกเขามาสอดแนมขณะทำพิธีกรรม
“ดีเลย มาเป็นเครื่องสังเวยซะให้หมดแล้วกัน หึหึ”
ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในตอนนี้เขายืนอยู่บนอากาศซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินราว 10 เมตร สวมชุดคลุมสีดำแดง มีผ้าปิดหน้าเอาไว้ มือข้างขวาสวมแหวนมิติกว่า 4 วง โดยสวมนิ้วละวง เมื่อยืนอยู่บนอากาศขณะที่มีลมพัดเอื่อยๆ ชุดโบกสะบัดเล็กน้อยให้พริ้งท่ามกลางแสงจันทร์ ชายผู้นี้ให้ความรู้สึกกดดันเหมือนอสูรร้ายก็ไม่ปานที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อก็ไม่ปาน
“ดูท่ามันจะไม่ปล่อยเราไปนะ ระวังตัวด้วยทุกคน ใช้พลังสูงสุดเท่าที่มี บ็อบ ถ้าผ่านคืนนี้ไปได้ข้าจะเอาเนื้อสวรรค์ออกมาให้เจ้ากินจนกว่าจะพอใจ”
“พูดถึงขนาดนี้ข้าชักหิวแล้วสิ”
บ็อบเอ่ยพลางเอามือลูบท้อง เมื่อพูดถึงหรือได้ยินคำว่าเนื้อสวรรค์ทีไร แม้จะเพิ่งกินอิ่มมาใหม่ๆ บ็อบก็ยังสามารถรู้สึกหิวได้เมื่อได้ยินชื่อของมัน
“หอกน้ำแข็ง!”
เอเลน่าเริ่มเปิดฉากโดยการชิงโจมตีก่อน หอกน้ำแข็งทั้งสิบแท่งพุ่งเข้าใส่เป้าหมายด้วยความเร็วสูง ชายชุดแดงดำสะบัดมือหนึ่งครั้ง คลื่นพลังสีดำลากเป็นทางยาวปะทะเข้ากับหอกน้ำแข็ง แรงของการปะทะไม่ได้มีการระเบิดรุนแรงแต่อย่างใด แต่หอกน้ำแข็งของเอเลน่าที่สามารถพุ่งทะลุต้นไม้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อพุ่งเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีดำกลับแหลกละเอียดไปทันที
“ดูเหมือนมันจะรักษาระยะห่างเพื่อหยั่งเชิงพลังของเราอยู่นะ”
แกรนด์มองไปที่ชายชุดดำแดงที่ลอยอยู่บนอากาศ ผู้ที่สามารถจะเดินเหินบนอากาศได้อย่างอิสระเหมือนเดินบนพื้นดินต้องมีพลังคลาส 6 ขึ้นไป คือนักรบต้องอยู่ในระดับอัศวินและผู้ใช้เวทย์ต้องอยู่ในระดับนักรบจอมเวทย์ขึ้นไปเท่านั้น เผ่ามนุษย์ถือเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดเมื่อเทียบกับเผ่าอื่นๆ แต่ที่มนุษย์ยังไม่สูญพันธุ์แถมยังมีอำนาจจนกลายเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจของโลกไม่ต่างจากเผ่าอื่นๆ ได้ก็เพราะความสามารถที่เรียกว่า “การอวยพรแห่งทวยเทพ” ความสามารถนี้คือพลังที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับเมื่อสามารถก้าวขึ้นมายังคลาส 6 ได้สำเร็จ ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้คือผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว ผู้ฝึกพลังส่วนมากจะมาถึงทางตันที่คลาส 5 ขั้นสุดยอด เมื่อไม่มีทางไปต่อเหล่าผู้ฝึกพลังส่วนมากจะอยู่กับระดับพลังนี้ไปตลอดชีวิต การจะเลื่อนระดับมาที่คลาส 6 ได้นั้นยากนัก ไม่ใช่ว่าจะสามารถเลื่อนผ่านมาได้ด้วยการทะลวงขีดจำกัดด้วยพลังหรือใช้ทรัพยากรในการเร่งเพิ่มพลังแบบการเลื่อนธรรมดา แต่คนผู้นั้นต้องเข้าถึงและสัมผัสพลังแห่งทวยเทพให้ได้ซะก่อนถึงจะได้รับการอวยพรแห่งทวยเทพ การเลื่อนระดับขึ้นมาจากคลาส 5 สู่คลาส 6 พลังที่ได้จะต่างกันราวหน้ามือกับหลังมือ ว่ากันว่าการเลื่อนจากคลาส 5 มาที่คลาส 6 ยากยิ่งกว่าการเลื่อนคลาสจาก 6 ไป 7 เสียอีก ถือว่าเป็นระดับคอขวดที่เป็นขีดจำกัดของมนุษย์ แกรนด์เองก็ติดอยู่ที่คลาส 5 ขั้นสุดยอดมากว่า 8 เดือนแล้ว ทำให้พลังสูงสุดของเขาถูกจำกัดไว้เท่านี้มากว่า 8 เดือน ถือว่าเป็นทางตันของผู้ฝึกพลังส่วนมากก็ว่าได้ แต่ทักษะที่แกรนด์ฝึกอยู่ในระดับสูงอย่างน่าตกใจ แม้จะสู้ตัวต่อตัวกับผู้ที่มีพลังคลาส 6 ก็ไม่คิดว่าจะแพ้ได้ง่ายๆ ความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากได้รับการอวยพรแห่งทวยเทพคือ การก้าวข้ามข้อจำกัดความเป็นมนุษย์ สามารถที่จะลอยบนอากาศได้ แม้จะไม่สามารถเหาะได้รวดเร็วนักก็ตาม รวมถึงได้รับทักษะเฉพาะสาย อย่างของนักรบจะได้รับพลังที่เรียกว่า วอริเออร์ฟอร์ซ มีความสามารถในการเพิ่มพลังทุกๆ ด้านขึ้นกว่า 300% เป็นเวลาชั่วคราวที่คล้ายๆ กับโหมดสงครามของเผ่าออร์ค ส่วนผู้ใช้เวทย์จะมีความสามารถสร้างแอเรียเวทย์ ซึ่งจะปรับพื้นที่รอบตัวให้เป็นอะไรก็ได้ตามพลังของผู้ใช้เวทย์คนนั้น
“ลอยอยู่บนนั้นระวังเป็นเป้านิ่งนะลุง”
“ฮึ...ไอ้พวกเด็กเพิ่งเกิด! เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ!”
ชายชุดดำแดงสะบัดมือลงพื้นเกิดเป็นคลื่นพลังสีดำพุ่งลงมายังจุดที่ทีมของแกรนด์ยืนอยู่ ทั้งสี่พุ่งตัวหลบกันไปคนละทาง แกรนด์ดึงเอาธนูออกมาง้างสายพร้อมกับปล่อยลูกธนูออกไปพร้อมกัน 5 ดอก ชายที่ลอยบนอากาศปัดป้องมันออกได้ด้วยคลื่นพลังของเขาได้อย่างไม่ยากเย็น เพียงแค่ลูกธนูพุ่งเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีดำ ลูกธนูหัวเหล็กก็แหลกละเอียดทันทีเหมือนกับหอกน้ำแข็งของเอเลน่า
“จบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด! อย่าให้คลื่นสีดำนั่นโดนตัวเด็ดขาด!”
แกรนด์บอกให้ทุกคนทุ่มพลังทั้งหมดที่มีเพื่อจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด ยังไงคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็ยังเป็นถึงผู้ใช้เวทย์คลาส 7 การต่อสู้ที่ยืดเยื้อกับผู้ที่มีพลังสูงกว่าอย่างมากเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเท่าใดนัก
“มาแล้วก็เล่นให้มันนานๆ หน่อยสิเจ้าหนู หึหึ”
ชายในชุดดำแดงพูดขึ้นมาพร้อมหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เท่าที่เขาหยั่งเชิงพลังพบว่าเด็กกลุ่มนี้มีพลังประมาณคลาส 5 ช่วงปลาย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏภายใต้ผ้าคลุมที่ปิดใบหน้าเอาไว้ ดวงตาของเขามีประกายยินดีเหมือนพบของล้ำค่าเข้าให้ ผู้มีพลังขนาดนี้มาประเคนร่างให้ถึงที่จะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร
“อ้ากกกกกกกก!!!”
บ็อบคำรามออกมาพร้อมกับออร่าพลังสีแดงคลุมร่างกายเขาไว้ ดวงตาเปล่งประกายสีแดงขึ้นพร้อมกับกล้ามเนื้อขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่บ็อบใช้โหมดสงครามตั้งแต่เริ่มต้นในการต่อสู้
“ยมทูตกลืนวิญญาณ!”
ชายชุดแดงดำลอยตัวลงมาโดยยืนอยู่บนอากาศห่างจากพื้นแค่เมตรกว่าๆ เขายื่นมือออกไปข้างหน้า เกิดเป็นหลุมสีดำกว้างกว่า 5 เมตร มีคลื่นพลังสีดำหมุนวนที่ปากหลุมอย่างรวดเร็ว หลุมนี้ดูดกลืนทุกสิ่งให้พัดเข้าไปข้างในความมืดนั้น กิ่งไม้ เศษหิน หรือแม้แต่ต้นไม้ใกล้ๆ ปากหลุมก็ถูกแรงดึงดูดพัดพาเข้าไปทั้งราก บ็อบนำขวานหนักออกมาปักลงดินแล้วยึดตัวไว้กับอาวุธเพื่อไม่ให้ตนถูกดูดเข้าไปด้วย แรงดูดของทักษะนี้แม้บ็อบที่อยู่ในโหมดสงครามก็ทำได้แค่พยุงร่างกายของตนไว้เท่านั้น
“บรู้วววววววววววววว”
ไคลน์ใช้ทักษะหอนเพื่อรบกวนการรวบรวมพลังเวทย์ของเป้าหมาย ทักษะนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการสู้เป็นกลุ่มเท่านั้น เพราะโคโบลด์ที่กำลังหอนอยู่จะไร้ซึ่งการป้องกัน ผลของมันจะทำให้ผู้ที่กำลังใช้เวทย์อยู่ควบคุมเวทย์ของตัวเองได้ยากขึ้นจากการรบกวนของคลื่นเสียง แต่ดูจากสถานการณ์แล้วเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เพราะคู่ต่อสู้มีพลังจิตและสมาธิในการใช้เวทย์ที่อยู่ในระดับสูง แต่หลุมดำที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ตรงขอบของมันดูเหมือนจะมีการสั่งกระเพื่อมเล็กน้อย เหมือนว่ามีชั่วครู่หนึ่งที่การควบคุมถูกรบกวน
ซี๊ด!!!
ลูกธนูสายฟ้าพุ่งเข้ามาที่ด้านซ้ายของชายชุดดำแดง ความรุนแรงและความเร็วของลูกธนูนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาตกใจมาก ด้วยพลังและความเร็วขนาดนี้ หลุมดำซึ่งกำลังดูดกลืนอยู่ไม่สามารถเบนทิศทางของมันได้เลย ชายชุดดำแดงเบี่ยงหน้าหลบลูกธนูสายฟ้าที่พุ่งเข้ามาหมายเจาะกะโหลกของเขา ลูกธนูนั้นได้พุ่งถากหน้าของชายคนนี้จนเกิดรอยแผลที่แก้มเป็นทางยาว สมาธิในการควบคุมเวทย์ก็หลุดไป ทำให้เวทย์ยมทูตกลืนวิญญาณหายไปด้วย บ็อบที่ถูกดูดลากให้เข้ามาใกล้หลุมดำแล้วก็หลุดออกจากการถูกดูด บ็อบพุ่งเข้าใส่ชายชุดดำแดงที่กำลังชะงักทันที ในมือง้างขวานจนสุดแขนและเหวี่ยงมันใส่เป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าสุดแรง
“ปราการกั้นขุมนรก”
ปังงงงงง!!!
เสียงคมขวานหนักปะทะเข้ากับเวทย์ป้องกันของชายชุดดำแดง แรงปะทะนั้นทำให้เวทย์ป้องกันของผู้ใช้เวทย์ที่อยู่ระดับอัศวินจอมเวทย์เกิดรอยร้าวทันทีที่ขวานกระทบเกราะ นี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเวทย์เกราะของชายคนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน แม้จะเป็นบ็อบที่พาวเวอร์อัพมาแล้ว กินยาเพิ่มพลังชั่วคราวและยังเปิดใช้โหมดสงครามเหวี่ยงอาวุธที่หนักจนแทบไม่เคยมีใครยกใช้มันได้เข้าใส่ แต่เกราะเวทย์นั้นกลับไม่แตก แค่ร้าวเท่านั้น คนที่ตกใจไม่ใช่บ็อบแต่อย่างใด แต่กลับเป็นชายผู้นี้เอง ดวงตาของเขาเบิกโพลงเมื่อเห็นเวทย์ป้องกันของตนร้าวจากการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว
ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร บ็อบโยกตัวหลบไปด้านข้าง สิ่งที่ปรากฏเมื่อบ็อบหลบออกไปคือหอกน้ำแข็งสิบแท่งที่พุ่งมาจากข้างหลัง หอกน้ำแข็งเหล่านั้นพุ่งกระแทกเกราะน้ำแข็งจนแหลกละเอียดทุกแท่ง เกราะเวทย์ที่ป้องกันชายชุดดำแดงไว้เกิดรอยร้าวเพิ่มขึ้นอีก
“กำปั้นอสนีบาต”
แกรนด์โผล่ออกมาทันทีที่หอกน้ำแข็งของเอเลน่าแตกละเอียด เขาใช้หมัดที่หุ้มด้วยสายฟ้าจนเป็นประกายสว่างวาบท่ามกลางความมืดชกเข้าไปที่กลางรอยร้าว หมัดได้ทะลวงเกราะเวทย์เข้าไปและเสยคางชายคนนั้นจนเสียหลักกระเด็นไปข้างหลังหลายเมตรก่อนที่จะพยุงร่างกลางอากาศไม่ห่างจากพื้นเท่าไหร่ มือของของเขาเช็ดเลือดที่ไหลซิบออกมาจากมุมปาก แก้มซ้ายตอนนี้ก็เป็นแผลยาวจากกลางใบหูไปจนถึงจมูก และที่สำคัญ ตอนนี้เขาไม่มีผ้าปิดหน้าอยู่อีกแล้ว
“นักบุญมิคาเอล?”
เอเลน่าอุทานออกมาอีกครั้ง คนผู้นี้คือผู้นำลัทธิประจำโบสถ์ใหญ่กลางเมืองกลอเซน เขาเกี่ยวข้องกับเวทย์แห่งความตายได้อย่างไร?
“อย่าเพิ่งสนเรื่องอื่น จัดการมันก่อน!”
แกรนด์ตะโกนเรียกสติเอเลน่าให้กลับคืนมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวของความเป็นความตาย เมื่อมาถึงขนาดนี้เป็นที่แน่ชัดว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย เพราะกลุ่มของแกรนด์ได้เห็นใบหน้าของมันเข้าให้แล้ว เมื่อเช็ดเลือดที่มุมปากเสร็จ แผลที่แก้มของมิคาเอลก็เริ่มผสานกันอย่างช้าๆ มันไม่ใช่ทักษะฮีลของหมอ แต่นี่เหมือนกับร่างกายของเขากำลังรักษาตัวเองอัตโนมัติ
“ทักษะแวมไพร์รีเวิร์ส? นี่ท่านละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วงั้นหรือ อาจารย์มิคาเอล?”
เอเลน่ายังพยายามที่จะถามถึงตัวตนของชายคนดังกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา บุคคลที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งกลอเซนกลับเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการร่ายเวทย์แห่งความตายที่ทรงพลัง
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
มิคาเอลปรบมือขึ้นพร้อมกับลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง เอเลน่ารู้สึกสับสนในความรู้สึกอย่างมาก นักบุญมิคาเอลคือหนึ่งในบุคคลที่เธอนับถือและยกย่องในความดีของเขาที่สร้างเอาไว้มากมาย ทั้งเขาเป็นหนึ่งในอาจารย์พิเศษของสถาบันศาสตร์การต่อสู้ที่สอนวิชาเกี่ยวกับปรัชญา ในความจำของเธอสายตาคู่นั้นเป็นสายตาของชายแก่ที่อบอุ่นและมีเมตตา แต่ตอนนี้กับเป็นสายตาของปีศาจร้ายที่พร้อมจะฆ่าทุกคนได้อย่างไม่ละเว้น
“เอเลน่า เท่าที่ข้าเคยสอนมาเกือบ 30 รุ่น เจ้าเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่นึกว่าวันนี้พลังของเจ้าจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของท่านผู้นั้น ช่างเป็นวาสนาของเจ้าจริงๆ”
“ท่านผู้นั้น?”
“พวกเจ้าทำให้ข้าตกใจเล็กน้อยกับทีมเวิร์คในการต่อสู้ที่เข้าขากันได้ยอดเยี่ยมแบบนั้น แต่ในคืนนี้พวกเจ้าทุกคนต้องกลายเป็นปุ๋ยอยู่ที่นี่”
มิคาเอลหยุดที่กลางอากาศพร้อมกับปลดปล่อยพลังออกมา
“ฝนทมิฬปลิดวิญญาณ!”
แท่งพลังสีดำขนาดเท่านิ้วโป้ง ยาว 5 นิ้วตกลงมาจากฟ้า จำนวนของมันนั้นมีกว่าพันแท่งที่กำลังร่วงลงมาเหมือนฝน
“ปราการน้ำแข็ง 10 ชั้น!!!”
เอเลน่าใช้กำแพงน้ำแข็งเรียงกัน 10 ชั้นเพื่อรับการโจมตีจากด้านบน ฝนสีดำที่ตกลงมากระทบกำแพงน้ำแข็งก็เซาะลงมาอย่างต่อเนื่อง น้ำแข็งที่ถูกเซาะแตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ แกรนด์ บ็อบและไคลน์ที่หลบอยู่ด้วยกันส่งพลังส่วนหนึ่งไปให้เอเลน่าเพื่อไม่ให้เธอแบกรับการโจมตีเอาไว้คนเดียว เอเลน่าใช้พลังที่ทั้งสามแบ่งให้สร้างกำแพงน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีก 10 ชั้น การกระหน่ำโจมตีของฝนสีดำทำให้กำแพงชุดแรกที่สร้างขึ้นมาไม่พอที่จะป้องกัน
“โอ้ ป้องกันได้ด้วยรึเนี่ย หึหึ”
มิคาเอลยิ้มแสยะอย่างพอใจกลางอากาศ ทั้งสี่กินยาเพิ่มและออกมาพร้อมต่อสู้รอบต่อไป เพราะโหมดสงครามของบ็อบเหลือเวลาคงสภาพได้อีกไม่นานนัก
“อ้ากกกกกก!!!”
บ็อบคำรามเพื่อดึงให้มิคาเอลโจมตีมาที่ตนเพียงคนเดียว ไคลน์ใช้ความเร็วเคลื่อนที่หลอกล่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอีกคน
“ความพิโรธแห่งสรวงสวรรค์ สายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์ก่อกำเนิด พลังแห่งเทพมังกรผู้ปกครองผืนฟ้าจงสถิต”
แกรนด์รวบรวมพลังเวทย์ด้วยสองมือจนได้บอลสายฟ้าลูกใหญ่และขว้างขึ้นไปบนฟ้าสุดแรง
“ความเยือกเย็นแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ น้ำแข็งเเห่งจิตวิญญาณอันสูงส่ง จงกลืนกินทุกสิ่งให้อยู่ในห้วงเหมันต์นิรันดร์”
เอเลน่าหลอมน้ำแข็งหุ้มบอลสายฟ้าเอาไว้จนก้อนน้ำแข็งมีขนาดใหญ่พอๆ กับบ้านทั้งหลัง ก้อนน้ำแข็งที่มีสายฟ้าช็อตอยู่ที่ขอบผิวเปล่งประกายสีฟ้าสว่างเหมือนดาวหางในยามค่ำคืนพุ่งทะลุก้อนเมฆลงมา มันหมุนอย่างรวดเร็วทำให้พุ่งตกลงมาเร็วกว่าวัตถุปกติที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แสงสีฟ้าพุ่งตรงลงมายังตำแหน่งที่มิคาเอลยืนอยู่
“เวทย์ประสาน : ดาวตกอสนีบาต!!!”