โจวเถาเถาขยำกระดาษ โยนลงใบหน้าของหวังต้าซาน
“เอาคำสั่งสอนของขงจื้อมาเขียนทำเป็นใบกู้เงินปลอมหรือ? ใช้ประโยชน์จากความพิการของพ่อข้ามาบอกชาวบ้านว่าพ่อข้าเป็นคนขี้โกงงั้นหรือ?”
เพื่อนบ้านของโจวเถาเถาต่างพากันแยกย้ายกลับไป โจวเถาเถาก็ลุกขึ้นเก็บชามใส่ยาที่เหลืออยู่ครึ่งชามขึ้นมา ยานั้นเย็นแล้วหากพ่อหวังเสียดายจึงเก็บเอาไว้เพื่อที่จะกินต่อในวันพรุ่งนี้
พ่อหวังได้กินยาไปมากมายเมื่อปีที่ผ่านมาแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย โจวเถาเถาหลับตาใช้นิ้วมือคลึงที่สันจมูกเพื่อให้ตนเองสดชื่นขึ้น
“ท่านแม่ ทำอะไรอยู่ขอรับ?"
เสียงของเสี่ยวหงเอ๋อปลุกโจวเถาเถาให้ตื่นจากภวังค์ ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นก็พบกับดวงตาสีเข้มที่จ้องนางด้วยความสงสัย โจวเถาเถายิ้มลูบผมเขาเบาๆ “แม่กำลังคิดว่าจะต้มตุ๋นน้ำแกงให้หงเอ๋อกินตอนเย็น”
“ตุ๋นน้ำแกงๆ “เด็กน้อยร้องเป็นเพลงหมุนตัวไปรอบๆ อย่างมีความสุข
เย็นวันนั้นหลังจากที่โจวเถาเถาพาหงเอ๋อกลับบ้าน นางตุ๋นน้ำแกงจากกระดูกหมูให้เขา หงเอ๋อกำลังอยู่ในวัยที่เจริญเติบโตดังนั้นน้ำแกงกระดูกหมูจึงมีความจำเป็นต่อร่างกายน้อยๆ ของเขา เด็กน้อยดื่มน้ำแกงกระดูกหมูจนหมด หลังจากอาหารเย็นโจวเถาเถาตรวจการบ้านให้ลูกชาย สุดท้ายแล้วก็ต้องชื่นชมไอคิวของเสี่ยวหงเอ๋ออีกครั้ง เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเขาก็จดจำคัมภีร์สามอักษรได้แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้หลังหน้าหลังฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เด็กน้อยก็น่าจะไปโรงเรียนได้หญิงสาวโล่งใจ หากแต่อาการป่วยของบิดาหวังเสี่ยวเตี๋ยกลับทำให้นางอดกังวลใจไม่ได้
บิดานางกินยาไปมากแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้นเลย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสำคัญของโจวเถาเถาเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของตระกูลหวัง ในสังคมโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่นั้น หากบิดานางต้องป่วยหนักนอนอยู่บนเตียงตลอดจะต้องถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิต สองสามีภรรยาคงจะมีชีวิตที่ลำบากยากแค้นเป็นแน่
เมื่อมองดูเด็กน้อยลูกชายของนาง เห็นได้ชัดว่าเขาดูแข็งแรงมีกำลังวังชาขึ้นมาก โจวเถาเถารู้สึกได้ถึงพลังวิเศษของน้ำพุในมิติลี้ลับของนาง นางน่าจะลองเอาน้ำพุนี้ให้พ่อหวังได้ดื่มกินบ้าง บางทีอาจจะช่วยอาการของบิดานางได้
โจวเถาเถาคิดแล้วนางก็กลับเข้าไปที่มิติลับของนางอีกครั้ง
รอบๆ แอ่งน้ำนั้นมีหมอกจางๆ อยู่ทั่วไป บริเวณแอ่งน้ำมีกรวดก้อนกลมๆ ราวกับหยกเปล่งแสงอยู่วิบๆ วับๆ
โจวเถาเถาเดินไปหาแอ่งน้ำแล้วสัมผัสนางกลับพบว่า เมื่ออากาศด้านนอกเย็นแต่น้ำในแอ่งนั้นกลับร้อนขึ้นอย่างน่าแปลกใจ ถึงแม้ว่าในกระท่อมที่นางอาศัยอยู่กับลูกชายจะมีถังเก็บน้ำแต่ก็ไม่มีน้ำมากนัก เพียงพอแค่โจวเถาเถากับลูกจะอาศัยแค่ล้างหน้าหรือซักเสื้อผ้าได้บ้างเท่านั้น นางจึงต้องไปหาบน้ำมาจากที่ไกลๆ เพื่อที่จะเอามาไว้ใช้
โจวเถาเถาถอดเสื้อผ้าออก แล้วลงไปแช่ตัวในนั้น อุณหภูมิของน้ำพุร้อนกำลังพอดีเลย น่าจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบองศา ไม่ร้อนจนเกินไปนัก ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของหญิงสาวทำให้รู้สึกสบายเป็นอย่างมาก โจวเถาเถารู้สึกอยากจะกระพือปีกขึ้นมาเลยทีเดียว “น่าเสียดายที่ไม่มีอ่างจาคุซซี่กับเจลอาบน้ำ ไม่เช่นนั้นคงจะสดชื่นกว่านี้ แต่นั่นล่ะดีกว่าไม่มีอะไรเลย “หลังจากแช่น้ำร้อนไปสักพักหญิงสาวเกิดกระหายน้ำขึ้นมา นา
จึงวักน้ำแร่ขึ้นมาแล้วดื่มไปอึกใหญ่ โจวเถาเถาสบายตัวจนไม่สามารถจะบรรยายออกมาได้ หญิงสาวจึงเผลอตัวผล็อยหลับไป ไม่รู้ว่านางหลับไปนานแค่ไหน เมื่อโจวเถาเถาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันใดนั้นนางก็รู้สึกจำได้ถึงร่างเดิมที่ได้ตกลงไปในน้ำ บาดแผลที่แขนเจ็บปวดน้อย แม้แต่หัวก็หายปวด
“ดูเหมือนว่าน้ำพุร้อนนี้น่าจะรักษาอาการของโรคภัยไข้เจ็บได้ ถ้าเช่นนั้นจะรักษาอาการของท่านพ่อได้หรือไม่นะ?”
นางตื่นเต้นขึ้นมา หญิงสาวไม่ได้เกิดอุปาทานที่คิดเอาเอง หากแต่ร่างกายของนางน้ันดีขึ้นมากจริงๆ หญิงสาวแช่ตัวเกือบเสร็จแล้ว โจวเถาเถาก็ลืมตาขึ้นนางเห็นตัวประหลาดรูปร่างคล้ายกับกะหล่ำปลีหัวเล็กๆ นั่งอยู่ตรงข้ามกับบอน้ำพุร้อน ตาโตๆ คู่นั้นจ้องมองนางอยู่
“โอ้..สัตว์ประหลาด..เจ้า..เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่”
โจวเถาเถาชี้ไปที่หัวกะหล่ำปลีที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“ฮิฮิ..นายท่านช่างน่าสนใจยิ่งนัก ข้าไม่ได้เป็นตัวประหลาด ข้าเป็นกะหล่ำหยก วิญญาณผู้พิทักษ์พื้นที่นี้เอง เสียงราวกับเด็กเล็กๆ พูดขึ้นมา โจวเถาเถาหัวเราะ “โอ..เสียงเด็กที่คอยโต้ตอบพูดกับข้าคือเจ้านั่นเอง”
“ใช่แล้วนายท่าน..ว่าแต่ทำไมนายท่านถึงได้มาอาบน้ำที่น้ำพุแห่งจิตวิญญาณเล่า
“นี่..นี่เป็นน้ำพุแห่งจิตวิญญาณหรอกหรือ? ทำไมน้ำพุถึงได้ร้อนขึ้นมาได้..เจ้ารู้หรือไ่ม่?” กะหล่ำปลีน้อยเอื้อมมืออ้วนๆ มาแตะที่หน้าท้องนางพูดว่า “น้ำพุแห่งจิตวิญญาณจะร้อนข้างในแต่ถ้านำออกมาจะเย็น”
“ข้าจะดื่มกินได้หรือไม่?”
“ได้สิ ดีกับร่างกายท่านอีกด้วย”
“ดี..สามารถรักษาโรคได้ด้วยไหม?”
“ท่านต้องเรียนรู้ด้วยตัวของท่านเอง”
“โจวเถาเถา กอดกะหล่ำปลีหยกตัวน้อยๆ มองดูอย่างพิจารณา รูปร่างคล้ายกะหล่ำปลีลำตัวอวบอ้วน ตัวสีขาวโปร่งแสง มีใบสีเขียวมรกตห้อยอยู่บนหัวดูน่ารักน่าเอ็นดู
“กะหล่ำปลีน้อย..เจ้ามีชื่อไหม?”
กะหล่ำปลีส่ายใบสีเขียวไปมา
“เรียกข้าว่าเสี่ยวไป๋”
“ฮะๆๆ …ใครตั้งชื่อให้เจ้ากันนะ”
“นายท่าน..ชื่อของข้าฟังดูแย่มากหรือ?”
“ก็ดูดีนะ..มาเถอะข้าจะอุ้มเจ้า”
โจวเถาเถาปีนขึ้นมาจากแอ่งน้ำ นางแต่งตัวแล้วจึงอุ้มเสี่ยวไป๋ไว้ในอ้อมแขน หญิงสาวถามกระหล่ำปลีน้อยว่า
“เสี่ยวไป๋..ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลยล่ะ”
“ข้าอาจจะยังหลับอยู่ก็เป็นได้ นายท่านนี่เป็นต้นไม้อมตะ นี่เป็นดินมรกต”
“ต้นไม้อมตะ?? ไม่มีวันตายหรือ?” หญิงสาวยิ้มนางคิดว่าชื่อค่อนข้างจะตรงไปมาทีเดียว
“ต้นไม้อมตะจะบานร้อยปีและจะมีผลร้อยปี แต่น้ำพุแห่งจิตวิญญาณจะทำให้ผลไม้สุกได้เร็วขึ้นแต่ผลไม่ค่อยดีเท่ากับปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ากินผลไม้นี้จะทำให้สุขภาพดีและมีอายุที่ยืนยาว ดินมรกตนี้ปลูกพืชหรือต้นไม้ก็ช่วยให้เติบโตเร็วกว่าเดิม”
“เข้าใจแล้ว ทุกอย่างในพื้นที่นี้ล้วนเป็นของที่มีค่ายิ่งนัก”
ก่อนที่โจวเถาเถาจะพูดจบเสี่ยวไป๋ก็พานางมาถึงกระท่อมที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งสวยงามและดูประณีตมาก ที่ทางเข้ากระท่อมมีสุนัขอ้วนตัวหนึ่งนอนอยู่ด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม
โจวเถาเถารู้สึกขบขันกับหน้าตาของมัน หญิงสาวนั่งยองๆ ลงลูบขน เจ้าหมาน้อยลุกขึ้นกระดิกหางใส่นางนางมีความสุข
“ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นที่นี่มาก่อนเลย..” โจวเถาเถารู้สึกราวกับว่ากำลังฝันอยู่ หญิงสาวมองเข้าไปในกระท่อมไม้ไผ่นั่น”
“เป็นเพราะไม่มีใครอยู่ที่นี่นานแล้ว…ข้าจึงซ่อนเอาไว้..นายท่านข้าจะพาท่านไปดูรอบๆ นะ”
เสี่ยวไป๋ว่าแล้วก็พาโจวเถาเถาเข้าไปในกระท่อม นางพบกับภาพเหมือนที่งดงามของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางดูสวยราวกับเทพเซียนหรือนางฟ้า แม้แต่โจวเถาเถาซึ่งเป็นผู้หญิงเห็นแล้วยังอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้
“สวยล่มเมืองทีเดียว”
*********
ผรร:ดูเป็นนิยายมิติพิศวงมากขึ้นเรื่อยๆ 555แต่กลางๆเรื่องก็ไม่ได้มหัศจรรย์อะไรมากมายนะคะเพื่อนๆ อ่านได้อยู่เพราะปรกติเราเองก็ไม่ค่อยชอบแนวแฟนตาซีมากนัก แต่เรื่องนี้ไม่เยอะมากเท่าไหร่ค่ะพอรับได้ค่ะ ตอนนี้วาดหน้าปกใหม่อยูนะคะ ไว้ใกล้เสร็จจะมาอวดกันค่า