My happiness is U แสนดีนักเผลอรักซะเลย

    บทที่ 1 กลับบ้านกัน

    บทที่ 1[ กลับบ้านกัน ]
    -  N  -
    "พี่ว้ากนี่แม่ง...ดุฉิบหาย" เสียงยูบ่นอุบอิบอยู่ข้างหลังผม ซึ่งผมฟังแล้วก็เห็นด้วยเหมือนกันเลยหันไปพยักหน้าให้มันหนึ่งที เพราะตอนนี้เด็กปีหนึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างพวกผมกำลังนั่งรวมกันอยู่ที่กลางลานเกียร์ของคณะ และก้มหน้าก้มตาฟังพวกพี่ปีสามมันบ่นนั่นบ่นนี่ไปเรื่อย
    "กูจะไม่แคะขี้หูเลยจนกว่ากิจกรรมว้ากแม่งจะจบ กูสาบาน" ไอ้ไนท์ เพื่อนอีกคนของผมหันมากระซิบ ซึ่งผมก็ยังคงทำได้แค่พยักหน้าเห็นด้วยเหมือนเดิม
    "เอาเป็นว่าพวกคุณเข้าใจที่ผมพูดนะ ผมหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก" พี่ปีสามหัวหน้าพี่ว้ากที่ชื่อ 'เอ็ม' ตะเบ็งเสียงบอกกับพวกเราปีหนึ่งผ่านทางโทรโข่ง ขนาดผมนั่งอยู่เกือบท้ายแถวผมยังรู้สึกแสบแก้วหูขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกถึงพวกหัวแถวเลยว่ามันจะต้องใช้ความอดทนกับเสียงพี่เอ็มมากขนาดไหน
    อันที่จริงจะเรียกพวกพี่เอ็มว่าพี่ว้ากก็ยังเรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะปีนี้เป็นปีแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องใหม่ โดยจะไม่มีการรับน้องที่รุ่นก่อนๆ บอกว่าโหดแสนโหด ไม่มีการว้ากน้องให้ต้องคับข้องใจต่อกัน แต่ที่พวกพี่ปีสามยังต้องมายืนตะเบ็งเสียงแกมตะคอกอยู่แบบนี้ก็เพราะพวกพี่ยังต้องคอยควบคุมดูแลน้องเล็กอย่างพวกผมในบางเรื่องอยู่ ซึ่งถ้าจะให้มาแบบใจดีมากเกินไปก็คงดูจะควบคุมกันได้ยาก
    พอพวกพี่ว้ากพูดทุกอย่างที่อยากพูดกันจบแล้ว พวกพี่ปีสามที่เหลือก็เริ่มทยอยปล่อยพวกผมออกมาจากแถวทีละคน ซึ่งผมได้ออกมาก่อนเพื่อนในกลุ่มของตัวเองผมเลยมายืนตั้งหลักรอพวกมันอยู่ที่ใต้ซุ้มดอกบานบุรีสีเหลืองแถวข้างลานเกียร์ และคนแรกที่กำลังเดินมาหาผมก็คือ ‘ยู’
    "กูหิวน้ำว่ะนิก" ยูบอกกับผมทันทีที่มันเดินมาถึง ซึ่งผมดูแล้วยูน่าจะกระหายน้ำมากจริงๆ เพราะริมฝีปากของยูมันทั้งซีดและแห้งจนผมที่มองอยู่ต้องเผลอกลืนน้ำลายตาม
    “มึงไหวหรือเปล่ายู” ผมถาม และยูก็พยักหน้าตอบผมว่าไหว ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้หินอ่อน
    “เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำให้” ผมบอก ซึ่งการที่ผมเสนอตัวบริการมันขนาดนี้ไม่ได้เป็นเพราะยูมันบอบบางจนต้องดูแลอะไรกันมากมายหรอก ผมแค่เห็นสภาพแล้วผมกลัวว่ามันจะเป็นลมไปก่อนที่เพื่อนอีกสามคนจะมากันครบ
    “ไม่เอา ถ้าไปก็ไปพร้อมกัน” ยูคัดค้าน เพราะมันเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครต้องมาคอยลำบากบริการมัน ต่อให้คนคนนั้นจะเต็มใจทำให้มันแค่ไหนมันก็ไม่ขอรับไว้อยู่ดี ผมเลยต้องละสายตาจากยูก่อน เพื่อจะได้มองหาเพื่อนที่เหลือของกลุ่มเรา
    “ไนท์มันมาละ” ผมชี้ให้ยูดูไนท์ที่กำลังวิ่งมาทางเรา
    "ดาร์ฟกับจีล่ะวะ" ผมถามไนท์ที่เพิ่งวิ่งมาถึง พลางชะเง้อหาสองสาว
    "ถูกพวกพี่ดาวเดือนฉุดตัวไว้อีกหรือเปล่าวะ" ไนท์เดา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่รุ่นพี่กำลังมองหาดาวเดือนคณะคนใหม่ และจีกับดาร์ฟเพื่อนผู้หญิงสองคนในกลุ่มเราคือคนที่พวกพี่เขากำลังสนใจอยู่
    "เอ้า! … แล้วทำไมนิกมันไม่ถูกฉุดไว้ด้วยล่ะ" ยูชี้มาที่ผมและหันไปทำหน้าสงสัยใส่ไนท์ เพราะในส่วนของเดือนคณะ ผมคือคนที่ถูกหมายหัว เอ้ย! หมายตาไว้ด้วยเหมือนกัน
    "พี่เขาคงหามันไม่เจอล่ะมั้ง"
    "ไม่เจอก็ตาบอดแล้ว มันสูงอย่างกับเสาไฟเนี่ย" พูดจบยูมันก็หันมาไล่สายตามองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าราวกับว่าผมผิดมากที่เกิดมาตัวสูง ทั้งที่ตัวมันเองก็ตัวสูงเกือบจะเท่ากันกับผมอยู่แล้ว และตอนนี้ผมคงไม่มีแก่ใจสนใจเรื่องดาวเดือนอะไรนั่นหรอก เพราะผมกำลังสนใจปากซีดๆ ของยูมันมากกว่า
    "เดี๋ยวกูพาไปซื้อน้ำ" ผมบอกยูที่นั่งหมดเรี่ยวหมดแรง เพราะช่วงนี้ชมรมว่ายน้ำเรียกยูมันไปซ้อมว่ายน้ำทุกเย็น นอนก็ดึกเพราะมัวแต่เล่นเกม แถมข้าวปลาก็ไม่ค่อยจะกินอีก ร่างกายถึงได้ดูเพลียง่ายกว่าใครเพื่อน
    "พวกมึงไปรอที่โรงอาหารกันเลย เดี๋ยวกูรอดาร์ฟกับจีตรงนี้เอง" ไนท์เสนอ
    "เออ" ผมตกลง
    ในกลุ่มของผมเรามีกันอยู่ห้าคน มีผม ยู และไนท์ ที่เป็นผู้ชาย และ ดาร์ฟกับจี เป็นเพื่อนผู้หญิง ดาร์ฟเป็นเพื่อนสนิทของผมที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่มัธยมต้น ส่วนจีก็ตามดาร์ฟมาอีกที
    ***
    **


    "โห...นี่มึงท่าจะหิวจริงว่ะ" ผมพูด เมื่อเห็นยูกระดกน้ำเปล่าหมดขวดภายในรวดเดียว
    "เออดิ! กว่าพวกพี่ว้ากแม่งจะยอมปล่อยเล่นกูเกือบเป็นลม" มันบ่นก่อนจะเบนสายตามองไปทางด้านหลังของผม พอผมหันตามก็เห็นว่าดาร์ฟ จี และไนท์กำลังพากันเดินมาหาเรา
    "กินข้าวกันเถอะมึง" ไนท์ชวนพร้อมกับวางกระเป๋า แล้วนั่งลงข้างผม
    “นั่งผิดที่ไหมจี ไปนั่งฝั่งยูนู่นไป” ไนท์ว่าให้จีที่เลือกมานั่งอยู่อีกข้างหนึ่งของผม เลยทำให้ดาร์ฟที่ไนท์มันคอยเชียร์ให้เป็นแฟนกับผมอยู่ตลอดต้องไปนั่งคู่กับยูอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน
    “ไม่! จะนั่งตรงนี้ วันนี้อยากอ้อนเฮียนิกบ้างอ่ะ แกแหละไนท์นั่งผิดที่ ย้ายไปนั่งฝั่งนู้นเลยไป แล้วสลับดาร์ฟมานั่งแทน” จีไม่ยอมย้ายที่ แถมยังไล่ไอ้ไนท์อีกด้วย จากนั้นเธอก็เกาะแขนแล้วทำท่าซบหัวลงที่ไหล่ของผม จีเป็นคนสวยของกลุ่มเรา เธอชอบทำเป็นเล่นอ้อนผม ชอบทำเหมือนตัวเองเป็นพี่เลี้ยงของดาร์ฟกับยู และชอบเถียงกับไนท์เป็นประจำ
    “คนอย่างเฮียนิกมันไม่ควงทีเดียวสองคนหรอกคุณศจี” ไนท์ว่าให้
    “งั้น...ก็มีแค่จีแหละเนอะ” จีหาพรรคพวกให้เห็นด้วยกับเธอด้วยการหันไปทำหน้าถามดาร์ฟที่กำลังนั่งมองมายิ้มๆ ซึ่งไนท์มันรู้ดีอยู่แล้วว่ายังไงดาร์ฟก็ต้องเข้าข้างจี มันเลยได้แต่ทำหน้าหมั่นไส้ใส่คนสวยอย่างจีไปหนึ่งยก
    "แล้วจะกินอะไร" ผมถามจี และมองไปที่ดาร์ฟด้วย
    “จีจะกินหมูทอดกระเทียม” จีตอบ
    "ผัดกะเพรา" ดาร์ฟตอบ ซึ่งเป็นคำตอบเดิมๆ ที่ผมได้ยินจากเธอเกือบทุกวัน เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่กินแต่ผัดกะเพรา จะเป็นวัตถุดิบหรือเนื้อสัตว์ชนิดไหนก็ได้แต่ขอให้เป็นผัดกะเพรา จนผมอดเป็นห่วงการกินของเธอไม่ได้ เลยต้องคอยบังคับเธอให้เปลี่ยนเมนูอยู่บ่อยๆ
    "กินอย่างอื่นเถอะ เดี๋ยวนิกเลือกให้" ผมบอกดาร์ฟ ซึ่งเธอก็พยักหน้ายอมเปลี่ยนเมนู แม้เธอจะชอบกินผัดกะเพราแต่เธอก็เชื่อฟังผมมากกว่า
    "แหม...นี่ถ้าจีกินอาหารซ้ำๆ แบบดาร์ฟบ้าง เฮียนิกจะใส่ใจจีเหมือนดาร์ฟไหมคะ" จีล้อผม เพราะเธอก็เป็นอีกหนึ่งคนที่คิดว่าผมกับดาร์ฟควรคบหาเป็นแฟนกัน ซึ่งผมฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มให้เธอไปเท่านั้น เพราะถึงผมจะพูดแก้ตัวไปมันก็เสียเวลาเปล่า อย่างไรผมก็เปลี่ยนความคิดของทุกคนไม่ได้
    "มาอ้อนนี่มา" ไนท์ กวักมือชวนจี
    "ไม่ย่ะ! " จีปฏิเสธและทำหน้าเชิดใส่ไนท์แบบไม่ต้องลังเลอะไรเลย ซึ่งเป็นการเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนที่นั่งอยู่ในนี้ทันที
    “ไปยู” ผมพยักหน้าชวนยู ส่วนไนท์ที่รู้งานอยู่แล้วก็ลุกตามมาเองแบบไม่ต้องชวนให้มากความ โดยเราทั้งสามมีเป้าหมายเดียวกันคือร้านอาหารตามสั่งที่เป็นร้านประจำของกลุ่มเรา
    “มึงกับดาร์ฟทำไมยังเป็นแค่เพื่อนกันวะ พวกกูเชียร์อยู่นะเนี่ย” ไนท์มันหันมาถามผมในระหว่างที่ยืนรอข้าว
    “ก็กูเพื่อนกัน”
    "แค่เพื่อนได้ไงวะ" ไนท์ทำหน้าไม่เชื่อ
    "งั้นมึงก็เลิกถาม กูเหนื่อยตอบ" ผมว่าให้
    “งั้นมึงก็ลองถามไอ้ยูเพื่อนมึงสินิก ว่ามันคิดเหมือนกูไหม” ไนท์โยนภาระไปที่ยู ซึ่งยูมันก็ยักไหล่ให้หนึ่งที เป็นการบอกว่ามันไม่ขอออกความเห็นใดๆ
    “เห็นไหม ยูมันก็คิดเหมือนกู”
    “เดี๋ยวๆ มึงกวนละไนท์ ไอ้ยูมันไม่ได้พยักหน้าสักนิด”
    “มันไม่พยักหน้า แต่มึงดูสายตามันก่อนเถอะ” ไนท์ชี้ให้ผมหันไปมองหน้ายู และพอผมได้เห็นสายตาที่กำลังทำเป็นหรี่ลงคู่นั้นของยู ก็ชัดเจนเลยว่ายูมันอยู่ข้างไอ้ไนท์...ไอ้เพื่อนเวร
    “เอาเลยครับ ตามที่พวกมึงสบายใจกันเลย” ผมยอมแพ้เพราะผมรู้ว่าเถียงไปก็เหนื่อยเปล่า ผมปฏิเสธพวกมันเรื่องดาร์ฟมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกันจนถึงวันนี้ วันที่พวกเราสนิทกันจนแทบจะเตะปากกันเล่นได้อยู่แล้ว แต่พวกมันก็ยังมีความคิดเหมือนเดิม คิดว่าผมกับดาร์ฟมีความรู้สึกต่อกันมากกว่าเพื่อนมาเสมอ
    "วันนี้กลับบ้านหรือเปล่า" ผมเลิกสนใจเรื่องที่พวกมันพยายามล้อ แล้วถามยูเรื่องกลับบ้านในวันศุกร์นี้แทน
    "กลับสิ แม่กูรอกินข้าว"
    "เดี๋ยวกูไปส่ง”
    "เออ" มันพยักหน้า
    ผมกับยูเราเช่าคอนโดอยู่ด้วยกัน เพราะว่าบ้านผมอยู่ไกลถึงเชียงใหม่ ซึ่งห่างจากที่นี่หลายร้อยกิโลเมตร ส่วนบ้านของยูอยู่แค่จังหวัดใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ ยูมันเลยสามารถเทียวกลับบ้านไปหาแม่ได้เกือบทุกวันศุกร์ ซึ่งเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวแค่สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว ส่วนไนท์บ้านอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไรนักอาม่าของมันเลยไม่ยอมให้มันมาอยู่ข้างนอกกับพวกผม ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าดีแล้วที่ไนท์มันมาอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะผมขี้เกียจฟังมันถามเรื่องระหว่างผมกับดาร์ฟทั้งตอนผมตื่นลืมตา และตอนก่อนหลับตาเข้านอน


    การขับรถไปส่งยูที่บ้านกลายเป็นเรื่องเคยชินสำหรับผมไปแล้ว เพราะตั้งแต่เรารู้จักกันมาผมก็ต้องพามันกลับบ้านแบบนี้เกือบทุกอาทิตย์ ช่วงแรกที่ผมไปบ้านมันผมก็รู้สึกเกรงใจมันกับแม่ ‘เพียงใจ’ ของมันนะที่ผมต้องไปนอนไปกินที่บ้านของเขา แต่แม่เพียงใจเป็นแม่ที่ใจดีมาก แม่ดูแลผมเป็นอย่างดี แถมยังแสดงออกชัดเจนว่าชอบให้ผมไปหา ความเกรงใจที่มีอยู่มันเลยละลายหายไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้ไปเยือนแล้ว
    "มึงดูนี่ แม่กูคงมั่นใจมากว่ายังไงมึงก็ต้องกลับไปกับกูแน่ๆ " ผมยื่นหน้าไปดูรูปในโทรศัพท์มือถือของยู และได้เห็นว่าแม่ส่งรูปแกงส้มมะละกอใส่กุ้งของโปรดของผมมาให้ดู
    “หิวเลยเนี่ย”
    "กูยังไม่เคยบอกแม่เลยนะว่าวันนี้มึงจะกลับด้วย"
    "ก็กูเป็นลูกรักไง ส่วนมึงหัวเริ่มเน่าแล้วนะหัดสระผมซะบ้าง" ผมขยี้ผมมันเบาๆ
    "เหอะ! แม่กูรักมึงเพราะเป็นมารยาทหรอก"
    “กูว่าไม่ใช่หรอก”
    "งั้นพนันกับกูไหม ว่าพอไปถึงบ้านแม่จะกอดใครก่อน" ยูท้าผม
    "อ่ะได้ มึงท้ากูเองนะยู" ผมไม่หวั่นหรอก แม้จะรู้ว่าน้ำจางๆ อย่างผมคงสู้เลือดข้นๆ อย่างมันได้ยาก แต่ท้ากันมาขนาดนี้แล้วผมคงต้องเสี่ยงดูสักตั้ง
    ผมขับรถแบบไม่รีบร้อนเพราะอยากให้ยูที่กำลังนอนอยู่บนรถได้หลับสบาย เพราะช่วงนี้มันใช้ร่างกายเปลืองเลยอยากให้มันได้พัก
    ตอนที่ผมกับยูรู้จักกันใหม่ๆ มันชอบบ่นผมเรื่องเพลงสากลที่ผมเปิดฟังในรถ มันบอกให้ผมหาเพลงไทยมาเปิดฟังบ้างเพราะว่ามันฟังกับผมไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ว่ามันจะบ่นอีกสักกี่ครั้งผมก็ไม่เคยยอมหาเพลงอื่นมาเปิดแทนตามที่มันบอกสักที จนทุกวันนี้ยูมันเลิกบ่นผมไปแล้ว แต่หนีการฟังเพลงสากลด้วยการนอนหลับตลอดทางแทน


    บ้านยูมีฐานะปานกลางไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ดูไม่ลำบากอะไร พ่อของยูมีตำแหน่งระดับหัวหน้าสาขาของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ซึ่งรายได้ก็คงเยอะพอตัว แม่เพียงใจของยูเลยเป็นแค่แม่บ้านที่คอยดูแลบ้านกับลูกชายคนเดียวอย่างยูเท่านั้น
    ส่วนทางบ้านของผมค่อนข้างมีฐานะ ผมเลยมีรถยี่ห้อแพงขับ มีของแบรนด์เนมใช้ แต่ทุกอย่างที่ผมว่ามานี้ผมไม่ได้เป็นคนสรรหามาเองเลย พี่สาวของผมที่มีอายุห่างจากผมถึงสิบหกปีต่างหากที่เป็นคนจัดสรรมาให้ว่าผมต้องกินอะไร ต้องใช้อะไร เห็นบ้านผมเป็นแบบนี้แต่ผมไม่ใช่คนติดหรูเลย เพราะแม่ของผมเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ พี่สาวของผมกับป้านันที่เป็นแม่นม รวมถึงคนงานคนอื่นๆ ในบ้านเลยต้องช่วยกันเลี้ยงผมมา ผมเลยติดวิถีชีวิตเรียบง่ายแบบพวกป้านันมากกว่า
    "มึงเปลี่ยนให้กูขับไหม" ยูลืมตามาถาม
    "เคยเหรอวะ"
    "ห้ะ! "
    "กูเคยเปลี่ยนให้มึงขับเหรอยู”
    "ไม่เคยนะ"
    "แต่มึงก็ยังถามกูทุกครั้งที่มาด้วยกันนะ" ก็อย่างที่ผมพูดเลย ผมขับรถให้ยูมันนั่งมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่มันก็ยังเป็นมันที่ชอบถามผมแบบนี้เพราะความเกรงใจ และที่ผมไม่ยอมให้มันเป็นฝ่ายขับรถให้ผมนั่งบ้างไม่ใช่ว่าผมไม่ไว้ใจมันหรือว่าหวงรถหรอกนะ แต่ผมไม่เห็นความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องให้มันมาเหนื่อยขับเพราะว่าผมเองก็ยังไหวอยู่
    “เออๆ งั้นกูนอนต่อ” มันบอก
    “แล้วมึงหนาวหรือเปล่า” ผมอดถามไม่ได้ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่ายูมันเป็นคนยังไง ทำไมเวลาเดินทางมันถึงไม่ชอบพกของจำเป็นอย่างเช่นเสื้อกันหนาวมาด้วยบ้าง
    “กูไม่หนาว”
    “ดึงเสื้อกูไปห่มสิ” ผมชี้เสื้อกันหนาวของผมที่พาดกับเบาะคนขับ
    “ก็กูไม่หนาว”
    “มึงนี่นะ...” ผมว่าให้คนที่มันชอบทำตัวดื้อเหมือนเด็ก ซึ่งมันไม่ได้เป็นแค่กับผมหรอกนะมันเป็นกับทุกคนเลย จีที่เหมือนเป็นคุณนายของกลุ่มเลยนึกเอ็นดูมัน คอยดูแลมันบ้างบางที และทุบมันบ้างบางคราวเวลาที่ดื้อมากๆ
    "ในน้ำเย็นกว่านี้เยอะ” มันเถียงทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ผมได้แต่คิดในใจว่า ถ้ามึงเป็นเด็กห้าขวบนี่กูจับมึงทุบแล้วนะ แต่มึงดันเป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่มีร่างกายแข็งแรงซึ่งกูคงไม่จำเป็นต้องห่วงให้มากนัก เอาเป็นว่านอนแบบนั้นได้ก็นอนไปแล้วกัน


    ผู้ร่วมทางของผมมันนอนนิ่งไปแล้ว แต่...
    “ให้ตายเถอะยู มึงนี่นะ” สุดท้ายผมก็ทนไม่ได้ ผมรู้ว่ามันเป็นนักกีฬา ผมรู้ว่ามันแข็งแรง แต่พอหันไปเห็นว่ามันกำลังนอนกอดอกเหมือนคนรู้สึกหนาวทีไรผมก็อดใจไม่ได้ ผมดึงเสื้อกันหนาวที่พาดอยู่กับเบาะของผมเหวี่ยงไปคลุมไว้ให้มันแล้วจัดการปรับอุณหภูมิแอร์รถใหม่ จากนั้นคนขี้เซามันก็ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อรับความอุ่นก่อนจะแน่นิ่งไปอีกครั้ง
    ***
    **
    "อย่าโกงกูนะยู" ผมบอกเจ้าของบ้านหลังจากจอดรถอยู่หน้าบ้านมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    "แล้วกูจะโกงมึงได้ยังไง"
    "ก็ถ้ามึงเดินไปก่อนแม่ก็ต้องกอดมึงก่อนอยู่แล้วไง มึงต้องเดินไปพร้อมกู"
    "โอย มึงจริงจังว่ะ" ยูทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าผมเอาจริงเอาจังกับคำท้าของมัน ผมเป็นคนจริงจังทุกเรื่องอยู่แล้ว เรื่องเรียนก็จริงจัง เรื่องเล่นก็จริงจัง และเรื่องเอาชนะมันผมก็จริงจัง
    เราสองคนพากันเดินตีคู่ไปหาแม่ที่กำลังยืนส่งยิ้มให้เราอยู่หน้าบ้าน ผมส่งยิ้มให้แม่พร้อมกับยกมือไหว้ท่าน และจากนั้นเราสองคนก็จัดระเบียบยืนเรียงหน้ากระดานกันอยู่ต่อหน้าแม่ และจากนี้มาคอยดูกันเลยว่าแม่จะเลือกกอดใครก่อน ถ้าแม่กอดลูกนอกไส้อย่างผมก่อนขึ้นมานี่ไอ้ยูกลายเป็นหมาหัวเน่าจริงๆ เลยนะ
    แม่เพียงใจกางแขนทั้งสองของแม่จนสุดแขนก่อนจะจัดการรวบเราทั้งคู่เข้าไปกอดพร้อมกัน ตัวผมตกใจเล็กน้อยที่แม่ทำแบบนี้แต่อ้อมกอดนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นเหมือนทุกครั้งที่ผมได้มาที่นี่ อบอุ่นมากจนผมลืมเรื่องเอาชนะยูมันไปเลย
    "คิดถึงจังเลยหนุ่มๆ ของแม่" แม่ผู้แสนใจดีพูดไปพร้อมกับลูบหลังผมเบาๆ
    ผมโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวมีฐานะ ส่วนยูก็โชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่แสนอบอุ่นแบบนี้ ผมมาที่นี่กี่ครั้งแม่คนสวยคนนี้ก็ดูแลผมเป็นอย่างดีเหมือนว่าผมเป็นลูกชายอีกคน ความอบอุ่นของคนเป็นแม่ที่ผมไม่เคยสัมผัส แต่ผมได้รับแล้วจากครอบครัวนี้
    "นิกขับมาตลอดทางอีกแล้วล่ะสิ เหนื่อยไหมลูก" แม่ถามหลังจากที่ปล่อยเราออกจากอ้อมกอดแล้ว
    "ไม่เหนื่อยครับ แต่หิว" ผมตอบซึ่งเรียกเสียงหัวเราะของแม่ได้
    "ขับมาแค่สองชั่วโมงกว่าๆ เอง คนอย่างมันไม่เหนื่อยหรอก"
    "เอ้า! ยูทำไมว่าเพื่อน" แม่ตีเข้าที่ไหล่ลูกชายไปหนึ่งที
    "ก็จริงอ่ะ"
    "เรานี่นะ"
    "ช่างยูมันเถอะครับ แม่พาผมไปกินแกงส้มดีกว่า"
    "โอเคเลย ตามแม่มาๆ " แม่จูงมือผมให้เดินตามไปซึ่งผมอดไม่ได้เลยที่จะทำหน้าเหนือกว่าใส่ไอ้ยูมันและแน่นอนว่าผมถูกมันแยกเขี้ยวใส่เหมือนหมาที่วิ่งมากัดหมานอกบ้านไม่ได้ เพราะถูกเจ้าของขังเอาไว้ในบ้าน
    ผมมองกับข้าวฝีมือแม่ มีทอดมันปลากรายของโปรดยู และแกงส้มมะละกอใส่กุ้งของโปรดของผม เราสามคนนั่งกินข้าวเย็นด้วยกันและคอยตอบคำถามของแม่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเรา รวมถึงฟังแม่เล่าเรื่องละครที่แม่ชอบดูด้วย
    "กินอิ่มกันแล้วก็ไปพักผ่อนเลยนะ เรื่องจานแม่จัดการเอง"
    "ให้ผมทำเองเถอะครับ" ผมเสนอตัว
    "น่ารักกับแม่เหมือนเดิมเลย" แม่ยิ้มแล้วยื่นมือมาจับมือของผมเหมือนเป็นการขอบคุณ
    “งั้นมึงทำไปนะกูจะไปนอน” ยูมันพูด
    “เดี๋ยวเถอะ! ” แม่ทำท่าจะตีลูกชายของแม่
    "เอ่อ...พวกผมมาหาแม่ก็พักบ้างเถอะครับ เดี๋ยวมือนิ่มๆ จะสากหมด” ผมพูดขึ้นเพื่อช่วยหยุดฝ่ามือของแม่เอาไว้ และได้ผลด้วย เพราะแม่ชะงักมือและหันมายิ้มสวยให้ผม
    "ขอบใจจ้ะ...ถ้างั้นแม่ไปเย็บผ้าที่ห้องนั่งเล่นต่อนะลูก"
    "ครับ"
    “เดี๋ยวยูตามไปนะแม่”
    “ตามได้จ้า แต่ช่วยนิกเก็บครัวก่อนนะ”
    "ครับ" แล้วแม่ก็ออกจากห้องครัวไป เหลือแค่ผมกับยูที่ต้องช่วยกันทำความสะอาดครัวนี้ให้เอี่ยมอ่อง
    “มีอะไรวะ” ผมถามยูที่กำลังมองหน้าผมเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
    “มึงไม่คิดจะกลับบ้านบ้างเหรอวะ”
    “ไม่อ่ะ กลับไปก็ไม่มีใคร”
    “...”
    “เห้ย… กูหมายถึงว่าบ้านกูเขายุ่งๆ ”
    “...”
    “บ้านกูไกลไง ไว้กลับตอนปิดเทอมทีเดียวเลย”
    “...”
    “มึงมองเหมือนไม่เชื่อกูอ่ะ” ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ว่ามันไม่ค่อยเชื่อที่ผมพูดสักเท่าไร เพราะพูดออกมากี่ประโยคมันก็เอาแต่เท้าสะเอวจ้องหน้าผมโดยไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ
    “ก็อีกไม่กี่เดือนเอง” มันพูด
    “เออไง จะไปกับกูไหมล่ะ”
    “คิดดูก่อน”
    “เล่นตัวจริง” ผมว่าให้และไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับมันแล้ว เลยเลิกสนใจมันแล้วจัดการทยอยยกจานมาวางที่อ่างล้างจานดีกว่า
    “เดี๋ยวกูล้างเอง” มันเดินมาเบียดๆ ให้ผมขยับออกจากอ่างล้างจาน
    “ไม่ต้องเลย มึงไปคอยรับจานไป”
    “เอ้า...”
    “กูทำเอง เดี๋ยวมึงคันมืออีก” ผมบอกนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ดันมีผิวที่บอบบางเหลือเกิน แพ้ได้แม้กระทั่งน้ำยาล้างจานแล้วยังจะมีหน้ามาทำเก่งอยากล้างจานเองอีก
    “ตลกว่ะ แทนที่คุณชายอย่างมึงจะแพ้ของพวกนี้ แต่ดันเป็นกูซะนี่”
    “รู้แล้วยังจะเก่ง ขยับไปเลยเกะกะกู” ผมเบียดให้มันขยับไปอยู่จุดที่มันควรอยู่นั่นก็คือการคอยรับจานที่ล้างแล้วจากผมไปเช็ดให้แห้งแล้วคว่ำไว้บนตะแกรง
    “เออๆ ” มันทำหน้างงๆ พร้อมกับเกาหัวแกรกๆ เหมือนเด็ก
    ผมกับยูเราอายุเท่ากันก็จริงแต่กลับมีหลายครั้งที่ผมรู้สึกเอ็นดูมันเหมือนว่ามันมีอายุน้อยกว่าผม เพราะนอกจากมันจะหน้าเด็กแล้วมันยังชอบทำสีหน้าท่าทางคล้ายเด็กอีก แต่ว่าเป็นเด็กผีนะเพราะว่ามันโคตรดื้อเลย
    "มึงไม่ค่อยกลับบ้านแบบนี้ที่บ้านมึงไม่บ่นเหรอวะ" มันถาม
    "ไม่บ่น...พ่อกูไม่มีเวลามาบ่นกูหรอก" ผมตอบและตั้งหน้าตั้งตาล้างจานตรงหน้าไปด้วย
    "มึงสนิทกับพ่อไหมวะ"
    "ไม่ค่อย"
    “เหรอวะ” มันทำหน้าเหมือนนึกตาม
    "แต่กูรู้ว่าเขารักกู" ผมตอบไปตามที่ผมคิด ถึงแม้พ่อจะไม่ค่อยมีเวลาให้ผม แต่พี่สาวของผมที่ทำหน้าที่เลี้ยงผมแทนแม่ก็บอกกับผมเสมอว่าพ่อรักผม
    "งั้นหาเวลากลับไปหาพ่อมึงกันไหม"
    "เขาอยู่เมืองนอก"
    "อ่าว..." ผมไม่แปลกใจเลยที่ยูมันทำท่าทางตกใจแบบนั้น เพราะเป็นผมเองที่ไม่ค่อยเล่าเรื่องครอบครัวให้มันฟัง
    "ไว้ถ้าพ่อกลับมาไทยมึงไปกับกูนะ" ผมชวนเพราะผมอยากชวน เราสองคนนอนด้วยกัน กินด้วยกัน เรียนด้วยกันจนแทบไม่ห่างกันไปไหนเลย ผมเลยอุ่นใจถ้ามีมันไปด้วย ซึ่งมันก็พยักหน้าตกลง
    “ล้างจานเสร็จกูไปนั่งเล่นกับแม่นะ”
    “อืม กูไปนั่งหลังบ้านนะ” ผมบอก เพราะหลังบ้านที่ติดกับสวนผักของแม่เป็นที่ประจำที่ผมชอบไปนั่งเล่นทุกครั้งที่ได้มาที่นี่


    *****
    - U -
    ถึงมันกำลังหลับตาอยู่ แต่ผมรู้ว่ามันไม่ได้หลับจริงๆ หรอก ผมที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่คอยเหล่มองมันเป็นครั้งคราว ผมสัมผัสได้ทุกครั้งว่านิกมักมีเรื่องบางอย่างให้คิด อะไรบางอย่างที่มันไม่เคยบอก และผมไม่เคยกล้าถามแบบจริงจังเลยสักครั้ง ทั้งที่ชีวิตของมันดูสมบูรณ์แบบ แต่หลายครั้งมันกลับมีแววตาแอบเศร้าที่ผมจับสังเกตได้...