เช้าวันที่สองของการมีชีวิตร่วมกับพี่เลี้ยงจอมเผด็จการเริ่มต้นด้วยความทรมานอย่างแสนสาหัสสำหรับผม
เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้นตอนเจ็ดโมงตรงเป๊ะอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องตามเวลามาตรฐานสากล ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของพี่ไมค์ที่ดังผ่านบานประตูไม้สักเข้ามาว่าให้เวลาผมอาบน้ำแต่งตัวสามสิบนาที ก่อนจะลงไปทานอาหารเช้าและเริ่มติววิชาภาษาอังกฤษในเวลาแปดโมงตรง
ผมซุกหน้าลงกับหมอนลายน้องหมีสีพาสเทลพลางส่งเสียงกรีดร้องแบบไร้เสียงเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจในอก ปวดหัวตึ้บไปหมดั้แ่ยังไม่ได้ลืมตาเลยด้วยซ้ำ!
ร่างกายกะทัดรัดของผมปวดระบมไปหมดจากการที่ต้องนั่งหลังตรงทำข้อสอบเลขแทบทั้งวันเมื่อวานนี้ แถมในฝันยังอุตส่าห์มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายกับดวงตาสีเทาคู่ดุคู่นั้นตามมาหลอกหลอนจนสะดุ้งตื่นกลางดึกอีกต่างหาก
สุดท้ายผมก็ต้องจำใจขุดร่างตัวเองขึ้นจากเตียง คลานเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด แปรงฟันพลางจ้องกระจกเงาเขม็งแล้วนึกภาพใบหน้าของไอ้พี่เลี้ยงร่างั์ก่อนจะถ่มฟองยาสีฟันทิ้งอย่างประชดประชัน
เมื่อผมเดินลากสลิปเปอร์ลายการ์ตูนลงมาที่ห้องอาหารด้านล่างก็พบว่าข้าวต้มกุ้งร้อนๆ กลิ่นหอมฉุย น้ำซุปใสแจ๋วถูกจัดวางรออยู่บนโต๊ะพร้อมกับพี่ไมค์ที่สวมเสื้อยืดสีดำธรรมดาทว่ากลับดูดีชะมัดยาดเพราะรูปร่างสูงใหญ่แถมยังมีกล้ามเนื้อหนั่นแน่นประดับร่าง เขากำลังนั่งจิบกาแฟดำพลางอ่านแท็บเล็ตวิเคราะห์ข่าวธุรกิจหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์อะไรสักอย่างที่เกินวัยของเด็ก ม.ปลาย อย่างผมจะเข้าใจ
“อรุณสวัสดิ์ครับลูกคลื่น วันนี้ตื่นตรงเวลาดีมากครับ”
พี่ไมค์เงยหน้าจากแท็บเล็ต ส่งยิ้มมุมปากที่ผมแสนจะเกลียดชังมาให้
“ไม่ต้องมาพูดดีเลยพี่ไมค์ ตารางเรียนที่พี่ตั้งไว้มันเผด็จการเกินไปหรือเปล่า เจ็ดโมงเช้าเนี่ยนะ ป๊ากับม้ายังไม่เคยบังคับผมตื่นเช้าขนาดนี้เลย”
ผมพ่นลมหายใจฟึดฟัดขณะนั่งกระแทกตัวลงบนเก้าอี้เบาๆ
“การฝึกวินัยเป็เื่สำคัญครับ โดยเฉพาะ่โค้งสุดท้ายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย คณะบริหารธุรกิจที่ป๊าเราหวังไว้ไม่ใช่เื่ที่จะเข้าได้ง่ายๆ นะครับ รีบทานข้าวต้มซะเถอะ จะได้เริ่มติววิชาภาษาอังกฤษกัน”
เขาพูดน้ำเสียงนุ่มทว่าเด็ดขาดจนผมทำได้แค่เบ้ปากใส่จานข้าวต้ม
การติวใน่เช้าดำเนินไปอย่างเคร่งครัดจนผมแทบกระอักเื พี่ไมค์กลายร่างเป็ติวเตอร์จอมโหดอย่างแท้จริง สายตาสีเทาเข้มของเขาจับจ้องทุกตัวอักษรที่ผมเขียนลงบนกระดาษคำถามไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar) เมื่อไหร่ที่ผมเผลอเหม่อลอย แอบเอานิ้วเคาะโต๊ะ หรือทำท่าี้เี เขาก็จะใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำดุๆ เรียกชื่อผมเบาๆ ว่า “ลูกคลื่นครับ”
แค่คำคำเดียวสั้นๆ ก็ทำเอาผมสะดุ้งตัวโยนและต้องกลับมาสนใจข้อสอบทันที เพราะสายตาคู่ดุที่จ้องมองมาเหมือนพร้อมจะจับผมหักคอได้ทุกเมื่อ แถมเวลาอธิบายบทเรียน พี่ไมค์ก็ชอบขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปนของเขาเบียดชิดกับไหล่บางของผม กลิ่นน้ำหอมแนวป่าสนอบอุ่นโชยเข้าจมูกจนผมสับสนไปหมด หัวใจมันเต้นแรงโครมครามจนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงข้างในอก
จนกระทั่งเวลาบ่ายโมงตรง พี่ไมค์ถึงยอมปิดหนังสือเล่มหนาลงแล้วบอกเสียงเรียบ
“พักสองชั่วโมงครับ รอบเย็นเราจะเริ่มติวตอนบ่ายสามโมงตรง”
ผมแทบจะติดปีกบินหนีขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเองทันที ล็อกประตูห้องเสียงดังแกร็กเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกและจากติวเตอร์ร่างั์คนนั้น ผมทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนเตียงนุ่มฟู สองมือขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิงด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ทั้งความเครียดจากการทำโจทย์ยากๆ และความอึดอัดใจเวลาที่ต้องนั่งใกล้เขา
ไม่รู้ทำไม... ทุกครั้งที่ท่อนแขนแกร่งของพี่ไมค์เฉียดโดนแขนผม หรือเวลาที่เขาโน้มตัวลงมาอธิบายสูตรใกล้ๆ จนปลายจมูกแทบจะชนแก้มของผม หัวใจของผมมันต้องเต้นแรงจนน่ารำคาญทุกที
“บ้าชะมัดเลย... อึดอัดจะตายอยู่แล้ว ทำไมต้องใจเต้นกับไอ้พี่เลี้ยงหน้าดุนั่นด้วยเนี่ย”
ผมบ่นพึมพำกับเพดานห้องนอนพลางเอาหมอนปิดหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าแดงๆ ของตัวเอง ก่อนจะคว้าโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งได้คืนมากดโทรออกหา ‘ไอ้วิน’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในกลุ่มที่นิสัยกวนบาทาและทะลึ่งตึงตังที่สุด ทว่ามันก็เป็คนเดียวที่ผมสามารถระบายความอัดอั้นทุกอย่างในใจให้ฟังได้โดยไม่ต้องสร้างภาพลักษณ์คุณหนู
รอสายไม่นาน ปลายสายก็กดรับพร้อมเสียงเอะอะโวยวายตามสไตล์ห้าวๆ ของมัน
“เออ ว่าไงไอ้คลื่น โทรมาซะสายเลยนะมึง เป็ยังไงบ้างวะ โดนติวเตอร์พี่เลี้ยงปราบพยศไปถึงไหนแล้ว ได้ข่าวว่าป๊าม้ามัดมือชกหนีไปนอกเหรอวะ”
น้ำเสียงล้อเลียนของมันดังแว่วเข้ามาจนผมอยากจะทะลุจอไปทุบหัวมันสักที
“วิน... มึงช่วยกูด้วย กูกำลังจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ยยยย”
ผมโอดครวญเสียงหลงพลางพลิกตัวกอดหมอนข้างแน่น
“ป๊ากับม้าหนีไปฝรั่งเศสสองเดือน ทิ้งกูไว้กับติวเตอร์บ้าอำนาจ มึงคิดดูนะ สูงตั้งร้อยเก้าสิบห้าเิเ ตัวยังกับั์ปักหลั่น ตาสีเทาน่ากลัวชะมัดยาด แถมยังยึดบัตรเครดิต อายัดเงินในบัญชีกูหมดเลย ตอนนี้กูมีเงินสดติดตัวไม่ถึงสองพันบาทกับชีวิตสองเดือน กูจะกินกูจะใช้ยังไง”
รอสายไม่นาน ปลายสายก็กดรับพร้อมกับหัวเราะลั่นออกมา
“ฮ่าๆๆๆ สะใจฉิบหาย ในที่สุดคุณหนูลูกคลื่นผู้ร่ำรวยก็โดนดัดนิสัยแล้วเว้ย แต่เดี๋ยวนะ... ติวเตอร์สูง 195 ตาสีเทา? ลูกครึ่งเหรอวะ? หล่อป่ะ?”
“ก็... ก็งั้นๆ แหละ โครงหน้าฝรั่งๆ แต่ปากหมา หน้าดุอย่างกับเสือ โคตรน่ารำคาญเลยมึง”
ผมพูดโกหกคำโต ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าพี่ไมค์หล่อลากดินขนาดไหน
“กูเครียดมากเลยเนี่ย ทั้งเครียดเื่โจทย์เลขยากๆ ทั้งเครียดเื่ที่โดนคุมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ขยับตัวทำอะไรก็มีสายตาคู่นั้นคอยจ้องตลอดเวลา กูอึดอัดจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว”
“เออๆ กูเข้าใจ มึงเรียนหนักแถมโดนคุมประพฤติแบบนั้นเป็ใครก็เครียดว่ะ”
วินเปลี่ยนโทนเสียงมาเป็จริงจังขึ้นนิดหน่อย
“แล้วนี่มึงหาอะไรผ่อนคลายบ้างยังวะ? ปล่อยเนื้อปล่อยตัวบ้างเหอะ เครียดจัดๆ เดี๋ยวสมองตื้อสอบไม่ติดนะมึง”
“ผ่อนคลายอะไรล่ะ บัตรเครดิตก็ไม่มี จะออกไปดูหนังที่ห้างสรรพสินค้ายังต้องขออนุญาตพี่แกเลย แล้วมึงคิดว่าคนอย่างพี่แกจะยอมปล่อยกูไปเหรอ ไม่มีทาง”
ผมเบ้ปากใส่หมอนข้างอย่างขัดใจ
“กูไม่ได้หมายถึงออกไปข้างนอกเว้ย... กูหมายถึงเื่ผ่อนคลาย ‘ส่วนตัว’ ในห้องนอนน่ะ มึงเข้าใจป่ะ?”
ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
“ผ่อนคลายส่วนตัวในห้องนอน? ทำอะไรวะ? เล่นเกมเหรอ? พี่ไมค์เพิ่งคืนมือถือให้เนี่ย แต่เล่นเกมกูก็ยังเครียดอยู่ดีแหละ”
“โถ่… ไอ้ใสซื่อเอ๊ย! มึงอายุสิบแปดแล้วนะเว้ยคลื่น เื่ธรรมชาติของวัยรุ่นอย่างเราอ่ะ... มึงไม่เคยลองปลดปล่อยตัวเองบ้างเลยเหรอวะ”
วินพูดด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ปะปนขำขัน
“ปลดปล่อยตัวเอง? ยังไงของมึงวะ พูดภาษาคนดิ๊วิน อย่าลีลา”
ผมเริ่มหงุดหงิดกับความลึกลับของมัน
“ก็ช่วยตัวเองไงล่ะไอ้ควาย! หรือไม่ก็หาอะไรกระตุ้นอารมณ์ดู... หนัง AV ไงเว้ย! หนังผู้ใหญ่น่ะ มึงไม่เคยดูเลยเหรอวะ? ลองเปิดดูหนัง AV ชาย-หญิง ชาย-ชาย หรือแนวที่มึงชอบดูดิ เปิดดูไปพลาง ขยับมือตามไปพลาง ปลดปล่อยความใคร่ในตัวออกมา รับรองว่าพอน้ำมันแตกร่างกายมึงจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา ทำให้สมองโล่ง ผ่อนคลาย หายเครียดเป็ปลิดทิ้งเลยมึง เชื่อกู”
“ไอ้วิน!!!”
ผมะโลั่นห้องจนหน้าแดงซ่านลามไปถึงลำคอ หัวใจเต้นตูมตามด้วยความใปนขัดเขินกับคำแนะนำลามกจกเปรตของเพื่อนสนิท
“มึงแนะนำอะไรของมึงเนี่ยลามกที่สุด! กะ... กูไม่เคยดูของแบบนั้นสักหน่อย! แล้วทำไมต้องมี ชาย-ชาย ด้วยเล่า”
“อ้าว... ก็กูเห็นมึงไม่เคยสนใจผู้หญิงเลยนี่หว่า แถมยังหน้าหวานตัวเล็กซะขนาดนั้น เผื่อมึงจะชอบแนวเดียวกับกูไง ฮ่าๆๆ เอาจริงนะเว้ยคลื่น เื่นี้มันเื่ธรรมชาติของมนุษย์นะมึง เครียดเรียนหนักๆ สมองล้า ลองไปหาเปิดดูในเว็บบ้างเถอะ ปิดห้องเงียบๆ ล็อกประตูดีๆ ไม่มีใครรู้หรอกเว้ย ช่วยระบายความเครียดได้ดีที่สุดในสามโลกแล้ว มึงต้องลอง”
“ไม่เอา! บ้าหรือไง กูไม่ทำหรอก”
ผมเถียงกลับเสียงหลง หน้าร้อนผ่าวจนแทบจะสุก
“เออๆ ไม่ทำก็ช่างมึงเถอะ กูแค่แนะนำสิ่งดีๆ ให้เพื่อนเฉยๆ ฮ่าๆๆ กูต้องไปเรียนพิเศษต่อละ แค่นี้นะมึง ลองไปคิดดูนะเว้ย ผ่อนคลายซะบ้าง”
ติ๊ด!
สายตัดไปแล้ว ทิ้งให้ผมนอนกำโทรศัพท์แน่น ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ลมหายใจหอบถี่ด้วยความขัดเขินปนตื่นตระหนกกับคำพูดของเพื่อนสนิท
ช่วยตัวเอง... หนัง AV... ปลดปล่อยความใคร่...
คำศัพท์ลามกพวกนั้นมันวนเวียนอยู่ในหัวของผมราวกับแผ่นเสียงตกร่อง ผมที่เติบโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อมและได้รับการดูแลอย่างดีมาตลอด ไม่เคยแตะต้องเื่พรรค์นี้เลยสักครั้ง ถึงจะเคยได้ยินเพื่อนๆ ในห้องพูดคุยกันบ้าง แต่ผมก็เลือกที่จะปิดหูปิดตาและไม่เคยคิดจะสนใจมันเลย
ทว่าตอนนี้... ความเครียดมหาศาลจากการโดนกักขังและติวเข้ม บวกกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ปะทุขึ้นในอกทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับพี่เลี้ยงร่างั์ตาสีเทาคนนั้น มันกลับทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวายอย่างบอกไม่ถูก
ผมหันไปมองโน้ตบุ๊กส่วนตัวที่ตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานกลางห้องนอน...
ในหัวสมองซีกหนึ่งบอกว่ามันเป็เื่ที่ผิดและน่าอายเกินกว่าจะทำ แต่อีกซีกหนึ่งกลับเริ่มถูกความอยากรู้อยากเห็นของวัยรุ่นเข้าครอบงำทีละน้อย
‘ลองดูหน่อย... มันจะช่วยคลายเครียดได้จริงเหรอ?’
‘แล้วถ้าพี่ไมค์จับได้ขึ้นมาล่ะ?’
‘ไม่มีทางหรอก เราล็อกประตูห้องนอนแ่าขนาดนี้ เขาจะเข้ามาได้ยังไงกัน’
ความคิดสองฝ่ายตีกันนัวเนียในหัวของผม หัวใจเต้นแรงโครมครามด้วยความตื่นเต้นท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ผมค่อยๆ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดเบราว์เซอร์ส่วนตัวในโหมดไร้ตัวตน นิ้วเรียวสั่นระริกขณะเริ่มพิมพ์คำค้นหาบางอย่างที่ไอ้วินเพิ่งพูดถึง...
ความตื่นตระหนกและความอยากรู้ปะปนกันจนทำให้ผมแทบจะลืมหายใจ
โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยว่า... การตัดสินใจผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีนี้ในบ้านที่มีหมาป่าตัวใหญ่จ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มันคือการเปิดประตูรับหายนะอันแสนเย้ายวนใจเข้ามาในชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง