แสงไฟสว่างไหวส่องอยู่ภายในกระโจมของเซวียนเหวินฮ่องเต้ พี่น้องที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานกำลังร่ำสุรากันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
เกือบสี่ปีมาแล้วที่ทั้งคู่ไม่ได้พบเจอกัน ย่อมต้องมีเื่มากมายจะเล่าสู่กันฟังเป็ธรรมดาเซวียนเหวินฮ่องเต้ไม่เคยปิดบังเื่การบ้านงานเมืองต่างๆ ต่อซ่งิเจิงมักจะพูดโพล่งออกไปตามธรรมชาติโดยไม่ได้ยั้งคิด
ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกันนี้เกิดขึ้นั้แ่ตอนที่เคยมีเื่คอขาดบาดตายในอดีต
“บัดนี้ราชสำนักสงบศึก เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวขึ้นมาอีกหลินฮองเฮาได้จากไปนานแล้ว ตระกูลหลินเป็ตระกูลฝ่ายมารดาขององค์รัชทายาทซึ่งยังมีอำนาจในราชสำนักไม่มากพอมีคนคอยขัดแข้งขัดขาตระกูลหลินเรื่อยมา ทำให้ข้าต้องเสียเวลาคิดหาทางรับมือจิ้งจอกเฒ่าในสภาขุนนางพวกนั้นนับวันยิ่งละโมบโลภมากหากไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้ตรวจฎีกาขึ้นมา ดูท่าบรรดาจิ้งจอกเฒ่าพวกนี้คงก่อความโกลาหลเป็แน่”
เมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ตรัสถึงสภาขุนนางก็พลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดชัง
คราที่เพิ่งก่อตั้งราชสำนักนี้ เพื่อยับยั้งไม่ให้อัครมหาเสนาบดีรวบอำนาจจากฝ่ายทหารและฝ่ายการปกครองอดีตฮ่องเต้องค์แรกจึงได้ยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและจัดตั้งระบบสภาขุนนางขึ้นมาเมื่อสภาขุนนางเพิ่งจัดตั้งขึ้น ปราชญ์มหาสำนักมีหน้าที่เป็เพียงที่ปรึกษาฮ่องเต้จึงได้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินราชกิจ
ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงสามารถคุมอำนาจทางฝ่ายทหารไว้ได้แต่ในขณะเดียวกัน สถานะตำแหน่งของขุนนางฝ่ายบุ๋นก็ยิ่งสูงขึ้น ซึ่งพระองค์ไม่อยากเป็เช่นหลังจากผลัดเปลี่ยนฮ่องเต้กี่พระองค์ก่อนที่มักมีการอาศัยตำแหน่งบัณฑิตเพื่อจะได้เป็ที่นับหน้าถือตา แล้วทำให้อำนาจสภาขุนนางยิ่งแผ่ไพศาลจนท้ายที่สุดตำแหน่งหัวหน้าสภาขุนนางและอัครมหาเสนาบดีในตอนนั้นแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย
ยามฮ่องเต้คิดตอบโต้ ก็ทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นในการกดข่มสภาขุนนางเอาไว้ไม่อาจปล่อยให้พวกเขากุมอำนาจไว้เพียงฝ่ายเดียว จนกล้าแม้กระทั่งคุกคามอำนาจของฮ่องเต้ได้อีกแล้วด้วยเหตุนี้ตำแหน่งผู้ตรวจฎีกาจึงยิ่งมีสถานะสูงขึ้น ขุนนางต่างต้องเคารพยำเกรงต่อราชโองการของฮ่องเต้พระองค์มอบอำนาจในการตรวจสอบให้แก่ผู้ตรวจฎีกา เป็การคานอำนาจและควบคุมทั้งสองฝ่ายบังคับให้ทั้งสภาขุนนางและผู้ตรวจฎีกาที่แย่งชิงอำนาจกัน ทำได้เพียงปฏิบัติตามพระประสงค์ขององค์ฮ่องเต้เท่านั้น
แต่เมื่อสภาขุนนางก่อตั้งมานานวันเข้าอำนาจของขุนนางฝ่ายบุ๋นได้หยั่งรากลึกมานาน ผู้ตรวจฎีกาเพิ่งจะเริ่มมีบทบาท หากจะกล่าวว่าทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมแล้วคงเป็ไปไม่ได้
เมื่อไม่กี่วันก่อนเซวียนเหวินฮ่องเต้เพิ่งจะมีความเห็นขัดแย้งกันกับหัวหน้าสภาขุนนางพระองค์กริ้วจนขว้างฎีกาลงกลางที่ประชุม
ซ่งิเจิงรู้ว่าหลายปีมานี้ขุนนางฝ่ายบุ๋นนับวันยิ่งกำเริบเสิบสานเขารินเหล้าให้เซวียนเหวินฮ่องเต้ที่ทรงกริ้วจนเต็มจอกแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พวกเขาเองก็สู้จนสุดตัวแต่กระหม่อมกลับคิดว่านี่เป็โอกาสเหมาะที่จะให้องค์รัชทายาทรวบรวมคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา”
เซวียนเหวินฮ่องเต้แววตาเป็ประกายกำลังคิดตรงกันพอดี ทรงดีพระทัยยกจอกขึ้น “ซ่งิเจิงช่างรู้ใจข้าจริงๆ ยามนี้เขตตะวันตกเฉียงเหนือสงบมั่นคงเ้ากลับมาเมืองหลวงแล้ว ข้าก็กำลังมองหาคนคอยติดตามองค์รัชทายาทอยู่พอดี องค์รัชทายาทยังเยาว์นักเ้าช่วยชี้แนะเขาหน่อยก็แล้วกัน”
“แม้องค์รัชทายาทจะอายุยังน้อยแต่ก็ถูกฝ่าาอบรมสั่งสอนมาอย่างดีด้วยพระองค์เอง องค์ชายทรงฉลาดหลักแหลมฝ่าาอย่าทรงกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
คนเป็บิดามารดาย่อมต้องชอบให้คนยกยอปอปั้นบุตรของตนฮ่องเต้ก็เช่นกัน ทรงยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้ม
ทั้งสองชนจอกกันอีกครั้งเซวียนเหวินฮ่องเต้ตรัสถึงเื่ของตระกูลซ่งขึ้นมา “พวกเขายังสร้างความรำคาญให้เ้าอีกหรือไม่”
คำว่า “พวกเขา”ที่ฮ่องเต้กล่าวถึงก็คือ เว่ยกั๋วกง[1]ที่เดิมกุมอำนาจทหารทางเขตตะวันตกเฉียงเหนือ
เว่ยกั๋วกงผู้นี้เป็พี่ชายต่างมารดาของซ่งิเจิงซ่งิเจิงเป็บุตรของภรรยารองและเหล่า[2] เว่ยกั๋วกงในวัยชราเขาเป็ผู้ที่มักได้รับความโปรดปรานจากคนในตระกูล
มารดาของเขายังเป็ผู้ที่รู้หลบเป็ปลีกรู้หลีกเป็ห่างไม่เคยคิดถึงเื่ยศถาบรรดาศักดิ์ ทว่าหลังจากเหล่าเว่ยกั๋วกงสิ้น พี่ชายต่างมารดาของซ่งิเจิงจึงกลายเป็เว่ยกั๋วกงและเขาปฏิบัติต่อพวกเขาสองแม่ลูกอย่างเข้มงวดด้วยทุกวิถีทาง
ทุกการกระทำนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังซ่งิเจิงไม่อาจรู้ได้ว่าความแค้นใจนี้เกิดจากเหตุใด ตอนนั้นเขาอายุเพียงหกขวบ ยังคงไร้เดียงสาพอถึงปีที่เขาอายุได้แปดขวบ มารดาของเขาก็ถูกบีบบังคับจนสติฟั่นเฟือน ก่อนที่นางจะเสียสติก็ได้บอกให้เขารีบหนีไปเขาจึงได้ออกจากจวนเว่ยกั๋วกงด้วยเหตุนี้
เด็กอายุแปดขวบที่เผชิญโลกภายนอกเพียงลำพังหากไม่ได้พบผู้มีพระคุณ คงไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้เลย ฉะนั้นซ่งิเจิงผู้โชคร้ายจึงได้พานพบกับโชคดีขึ้นมา นั่นคือการได้เจอกับผู้ที่เป็อาจารย์ของเขาในตอนนี้
เขาฝากตัวเป็ศิษย์และเล่าเรียนวิชาเมื่อมีอายุเพียงสิบสี่ปี ก็ได้บังเอิญพบกับเซวียนเหวินฮ่องเต้เข้า ั้แ่ได้ช่วยชีวิตฮ่องเต้ในครานั้นชะตาชีวิตของเขาก็แปรเปลี่ยนไป
ตอนนี้เขามีอำนาจทางการทหาร ซึ่งเป็อำนาจที่พี่ชายต่างมารดาถือครองเซวียนเหวินฮ่องเต้ทราบเื่แตกหักของตระกูลซ่งเหล่านี้ดี ความจริงก็ไม่ได้เข้าไปยุ่มย่ามมากนักเพียงแต่มอบบรรดาศักดิ์ให้สูงกว่าเว่ยกั๋วกง คอยมองดูเขาค่อยๆ ยึดครองอำนาจจากพี่ชายต่างมารดาทีละก้าวเท่านั้น
เซวียนเหวินฮ่องเต้ชื่นชมชายหนุ่มที่มีจิตใจห้าวหาญเก่งทั้งบุ๋นและบู๊เมื่อพูดถึงคนตระกูลซ่ง ซ่งิเจิงพลันยิ้มหยามเหยียด ยากนักที่เขาจะแสดงท่าทีจองหองเช่นนี้“ซ่งิชินผู้นั้นจะเอาหน้าที่ไหนมาพบกระหม่อมกันเล่า แม้จะมาจริง ก็ต้องดูว่ากระหม่อมยินยอมจะพบหรือไม่”
เซวียนเหวินฮ่องเต้ชอบนิสัยตรงไปตรงมาแบบนี้ของเขายิ่งนักจึงหัวเราะขึ้นเสียงดัง นึกไม่ถึงว่าจะถึงขั้นไอออกมา
ขันทีข้างกายรีบร้อนก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวเตือน“ฝ่าาวันนี้จะดื่มอีกไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นหมอหลวงคงลากตัวกระหม่อมไปตัดหัวเป็แน่พ่ะย่ะค่ะ”
“หลินซิ่งอานผู้นั้นกล้าเชียวรึ”
ขันทีโน้มน้าวไม่สำเร็จ จึงมีสีหน้าลำบากใจ“ซู่อ๋องพ่ะย่ะค่ะ โปรดช่วยกระหม่อมเกลี้ยกล่อมหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งิเจิงรู้ว่ายามนี้เซวียนเหวินฮ่องเต้มีสุขภาพร่างกายไม่สู้ดีทรงให้ปิดเป็ความลับห้ามเปิดเผย ั์ตาเขาฉายแววกังวล พลางเอ่ยโน้มน้าวไปว่า“ฝ่าา เห็นแก่องค์รัชทายาท พระองค์ต้องเชื่อคำแนะนำของหมอหลวงหลินพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ได้ๆๆพวกเ้าต่างฟังหลินซิ่งอานกันหมด ฮ่องเต้เช่นข้าช่างอาภัพเสียจริง กระทั่งดื่มสุราอย่างสุขสำราญยังมิอาจทำได้”
เซวียนเหวินฮ่องเต้โบกมือ ทุกคำพูดเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจแม้จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ขันทีเห็นว่าเป็เช่นนี้จึงรีบเอ่ยว่า “เื่นี้กระหม่อมฟังหมอหลวงหลินแต่เื่อื่นกระหม่อมล้วนเชื่อฟังฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้านี่ช่างฉลาดเสียจริง”เซวียนเหวินฮ่องเต้อมยิ้มพลางเหลือบมองขันทีแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเอ่ยว่า “ิเจิงเ้าวิ่งวุ่นไปมาอยู่หลายวันแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด”
ซ่งิเจิงถือโอกาสทูลลาแล้วก้าวออกจากกระโจม ไอเสียงต่ำๆ ดังไล่หลังมา เงาสลัวบนผืนกระโจมปรากฏภาพเซวียนเหวินฮ่องเต้ใช้มือค้ำยันกับขอบโต๊ะ
ยามนี้ สภาพร่างกายของเซวียนเหวินฮ่องเต้ได้เริ่มทรุดตัวลงแล้วทั้งที่เพิ่งจะอยู่ในวัยกลางคน
ลมยามราตรีพัดเอากลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าในป่าโชยมาและยังมีไอความชื้นจากน้ำค้าง ซ่งิเจิงแหงนมองจันทราบนฟากฟ้าที่ถูกหมอกมัวดุจผ้าโปร่งบดบัง
เขายืนอยู่พักหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังกระโจมขององค์รัชทายาทท่ามกลางแสงจันทร์
จ้าวอวี้หร่านรู้ว่าคืนนี้มีเื่สำคัญหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วรอให้ยาออกฤทธิ์จึงพักสายตาสักครู่ นึกไม่ถึงว่าจะหลับกระทั่งถูกซ่งิเจิงะโเรียกจนตื่น
นางลืมตาแล้วแต่ยังคงงัวเงียอยู่จวนเจียนจะร้องเรียกกู่เทียนรุ่ย นับั้แ่นางขึ้นครองราชย์มา นางก็เคยชินกับการที่มีกู่เทียนรุ่ยอยู่ข้างกายเสมอเป็ความรู้สึกปลอดภัยที่หาได้ยากนัก
ดีที่นางเรียกสติกลับมาได้เร็วนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในตอนที่อายุสิบสี่ ตอนที่เห็นหน้าของซ่งิเจิงอย่างชัดเจนนางยังหวังลึกๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้จะเป็เพียงแค่ความฝัน แต่ก็ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่เพียงเพราะฝันหนึ่งตื่น ความเ็ปที่อกกับเสียงต่อสู้เ่าั้มันสมจริงเกินไป
“หากองค์ชายไม่มีแรงพรุ่งนี้ค่อยทำการไต่สวนคดีก็ได้”
ซ่งิเจิงเห็นนางคลึงขมับสีหน้ายังคงขาวซีดจนน่าสงสาร ทำให้เขาลังเลอยากผลัดวันไต่สวน
จ้าวอวี้หร่านส่ายหน้าให้กับการประนีประนอมอันหาได้ยากยิ่งของเขา เอ่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า “ไม่ต้องเชิญเสด็จอาซู่ออกไปก่อน ข้าขอผลัดอาภรณ์สักครู่”
เขาก้มหน้ามองนาง เห็นแววตาอันเยือกเย็นเข้าก็พลันนึกถึงเมื่อตอนบ่ายที่ตนได้ยัดลูกกวาดใส่ปากนาง เขาก็เข้าใจ
นี่มันอาการโกรธนี่นา ถึงได้ทำหน้าตาเ็าใส่ที่จริงตอนนั้นคงดีใจสินะ
ซ่งิเจิงคิดว่าที่นางปากไม่ตรงกับใจในบางครั้งก็ดูน่ารักดีทิ้งคำพูดไว้ว่า “ข้าจะรอองค์ชายอยู่นอกกระโจม” แล้วหมุนตัวเดินจากไป
จ้าวอวี้หร่านนั่งอยู่บนแท่นบรรทมสักพักจึงค่อยๆขยับตัวยืนลงบนพื้น ด้านหลังศีรษะที่ปูดบวมยังเจ็บอยู่หน่อยๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีอาการวิงเวียนอยากอาเจียนแล้ว่หลายปีมานี้ นางคุ้นชินกับการแต่งกายรัดกุม ผู้คนพูดกันว่านางเป็โรครักความสะอาดนั่นก็เพราะกลัวว่าเหล่ามหาดเล็กจะเข้าใกล้
ตอนนี้าเ็อยู่ จึงเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปกติกว่าจะพันสายรัดเอวเสร็จเหงื่อก็ท่วมเต็มหลัง ทั้งยังรู้สึกอ่อนแรง
ซ่งิเจิงรอมาพักใหญ่ก็ยังไม่เห็นนางจึงรู้สึกกังวล คิดอยากจะกลับไปดูสักหน่อย พลันเกิดเสียงขยับฝีเท้าขึ้นที่ด้านหลังจ้าวอวี้หร่านสวมใส่ชุดคลุมประจำสีม่วงเข้มลวดลายเมฆสลัว แสงจันทร์สาดกระทบหัวไหล่นางทำให้ดวงหน้างดงามยิ่งแลดูซีดขาวขึ้น
“องค์ชาย” ซ่งิเจิงขมวดคิ้วใส่สีหน้าผิดปกติของนางอย่างไม่รู้ตัวเรียกแ่เบาออกไปคำหนึ่ง
จ้าวอวี้หร่านกำลังจะพูดว่า ‘ไปกันเถอะ’ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดิน กลับเหยียบถูกก้อนหินเข้า นางพยายามขืนตัวไว้ แต่ฝ่าเท้าพลันไร้เรี่ยวแรงร่างจึงเอนเอียงจะพุ่งไปข้างหน้า เป็เขาที่ไวกว่าสองก้าว ประคองแขนของนางไว้มั่น
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมจางๆลอยมาปะทะที่ใบหน้า
เป็กลิ่นอำพันทองที่นางใช้เป็ประจำกลิ่นอายคุ้นเคยที่ห่างหายไปนานทำให้หัวใจของเขาร้อนรุ่ม ฝ่ามือหนาที่กำลังพยุงแขนนางอยู่นั้นกระชับขึ้นอย่างลับๆ
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนซึ่งเป็ตำแหน่งสูงสุดขั้นที่หนึ่ง
[2] เหล่า แปลว่า เก่าแก่ วางไว้หน้าตำแหน่งใช้แสดงถึงความเคารพนับถือ