บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 12

    ช่วงปลายยามซวี 20.45 น. ณ สำนักหยุนหลง ภายในห้องเก็บของหลังบ้าน หลี่ซื่อกำลังค้นหาของบางอย่างท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงจากเทียนไขในมือเพียงเล่มเดียวเท่านั้นที่ให้ความสว่างแก่ชายหนุ่ม แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาเพราะเขาเพียงยกของออกไปสองสามชิ้นก็เจอสิ่งที่หาอยู่แล้ว มันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่ในถุงผ้าสีหม่นเท่านั้น ชายหนุ่มรีบวางเทียนไขลงด้านข้าง แล้วแกะเชือกที่ปากถุงผ้าออกอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางอันร้อนรน จากนั้นก็ดึงถุงเก่าๆออกไปจากกล่องยาว 3 ฉื่อ(ฟุต)ใบนั้น ปรากฏให้เห็นเป็นกล่องไม้สีเข้มที่มีลวดลายแกะสลักสวยงามใบหนึ่ง หลี่ซื่อนำกล่องมาตั้งบนหีบอย่างมั่นคงแล้วปลดสลักทองเหลืองที่ยึดไว้ออก เขาค่อยๆเปิดฝากล่องออกช้าๆอย่างกลัวว่าของข้างในจะเสียหายอย่างนั้น แต่ในที่สุดแสงเทียนริบหรี่ที่ด้านข้างก็ส่องสว่างให้เห็นศิลาสีขาวแกะสลักเป็นรูปร่างยาวงดงาม สะท้อนแสงเปล่งประกายวางอยู่บนผ้าไหมสีแดงดูล้ำค่า“กระบี่หยกขาว นี่คงเป็นโชคชะตาสินะ ผู้อาวุโสเจ็ดให้ข้าเก็บมันไว้โดยไม่ให้จางซานผู้เป็นศิษย์ได้รับรู้การมีอยู่ของมัน” ชาวหนุ่มผิวคล้ำใช้สองมือค่อยๆประคองกระบี่หยกสีขาวยาวประมาณ 2.5 ฉื่อ ที่ถูกแกะสลักขึ้นมาอย่างงดงามขึ้นมาเชยชมด้วยตาของตนเองชัดๆ หยกสีขาวที่แผ่ความเย็นตามธรรมชาติออกมาซึ่งชายหนุ่มก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน มันถูกแกะสลักให้รูปร่างเป็นดั่งกระบี่ มีทั้งส่วนใบที่มีดเรียบตรง สลักเสลาให้มีสองคม และปลายแหลมดุจดั่งกระบี่โลหะ แม้ว่ามันจะไม่ได้คมจริงๆจนสามารถตัดเฉือนสิ่งใดได้ก็ตาม ในส่วนของด้ามจับนั้นเริ่มจากโกร่งที่มีขนาดไม่กว้างมาก แกะสลักเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษาละเอียดสวยงาม ด้ามจับแกะเป็นเกลียวละเอียดดุจดั่งเส้นเชือกถักร้อย ปลายด้ามจับเป็นรูปดอกบัวตูมมีกลีบซ้อนที่ดูเรียบง่าย มีรูเล็กๆที่ร้อยด้วยพู่สีแดงที่ขับให้กระบี่เล่มนี้งดงามยิ่งขึ้น เพียงแต่...“อืม....นี่มันก็เป็นเหมือนกับของประดับตกแต่งทั่วไปไม่ใช่เหรอ? มันจะเอาไปใช้เป็นอาวุธได้ยังไงกันนะ? ผู้อาวุโสเจ็ดก็บอกเพียงแต่ว่าเป็นสมบัติตกทอดมาในสายอาจารย์ของท่าน แต่ก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นของวิเศษหรืออาวุธเลยนี่ หรือว่าเราจะเข้าใจผิดไปเองนะ?” หลี่ซื่อเริ่มสับสนไม่เข้าใจในความคิดของตน แต่เพื่อไม่เป็นการเสียเที่ยวเขาก็นำกระบี่หยกขาวเล่มนั้นเก็บลงกล่อง และยกมันออกจากห้องเก็บของไปด้วย เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นความตั้งใจแรกของชายหนุ่มอยู่แล้ว ซึ่งมันมาจากเนื้อหาที่ถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุแคว้นสุ่ยนั่นเอง หลี่ซื่อที่กลับมาถึงห้องของตัวเองหลังจากที่วางกล่องไม้แกะสลักนั้นลงบนเตียงของเขาแล้ว ชายหนุ่มก็ตัดสินใจไปนั่งอ่านหนังสือจดหมายเหตุที่เขาหยิบติดมือมาด้วยอีกรอบหนึ่ง เผื่อว่าจะพบเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวิธีป้องกันเหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้น ‘ในยามเช้าที่ผู้คนมากมายในเมืองหยุนไห่กำลังรวมตัวกันที่ตลาดใหญ่ ยังไม่ทันที่งานเทศกาลลี่ชุนเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นสู่ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มขึ้น เสียงทำลายข้าวของก็เกิดขึ้น ผู้คนร้องโวยวายกันไปทั่วทั้งตลาด การต่อสู้ฆ่าฟันกันจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วลานกว้าง ผู้คนบาดเจ็บจากการเหยียบย่ำภายใต้ความชุลมุนวุ่นวายเป็นจำนวนมาก กองโจรไฮ่หลางออกมาข่มขู่กรรโชกผู้คน เหล่ามือปราบรวมทั้งทหารที่คุ้มกันเจ้าเมืองไม่อาจตอบโต้ได้ทันจนถูกสังหารไปหลายชีวิตขณะที่เหตุการณ์กำลังย่ำแย่ สัญญาณพลุฉุกเฉินก็ถูกยิงขึ้นฟ้าที่กลางตลาดนั้น พร้อมด้วยการปรากฏตัวของเหล่าจอมยุทธนับสิบคน เข้าต่อต้านกองโจรนับร้อยเพื่อถ่วงเวลารอทหารจากจากกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศมาสนับสนุน เพียงผ่านไปครู่เดียวเหล่านักสู้แห่งยุทธจักรเริ่มเสียท่า แต่จอมยุทธไป๋เจี้ยนปรากฏกายเข้าขวางระหว่างเหล่าโจรร้าย และสหายชาวยุทธด้วยความองอาจ เพียงฟาดฟันกระบี่หยกขาวในมือออกไปสามกระบวนท่า กองโจรไฮ่หลางถึงกับล้มระเนระนาดไปนับสิบคนด้วยยอดยุทธผู้กล้าปรากฏตัวแสดงวรยุทธกร้าวแกร่งข่มขวัญโจรผู้ร้าย ประชาชนมากมายต่างร้องสรรเสริญวีรกรรม เสียงแซ่ซ้องปลุกขวัญกำลังใจแก่ชาวยุทธทั้งหลาย จนที่สุดจอมยุทธไป๋เจี้ยนประสานกำลังนำพาเหล่าผู้กล้าสังหารโจรร้ายไปกว่าครึ่ง และจับกุมหลิวหลาง หัวหน้ากองโจรไว้ได้ในที่สุด ก่อนที่กองทหารจะเข้ามาสมทบ’ ท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่ หลี่ซื่อหยุดอ่านหนังสือแต่เพียงเท่านั้น เพราะเรื่องราวในเหตุการณ์วันลี่ชุนได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ไม่มีเนื้อหาส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบี่หยกขาว และจอมยุทธไป๋เจี้ยนอีกจากที่เขาเคยอ่านมาก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มได้แต่กุมขมับปวดหัว ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องราวในวันพรุ่งนี้ดี“เฮ้อ! ถ้าข้าต้องใช้กระบี่หยกนี่ไปต่อสู้ ขอเอามีดหั่นเนื้อไปยังจะดีเสียกว่า หรือถ้าไปบอกจอมยุทธหวงเขาจะเชื่อเราไหมนะ? โอ้ย! จางซานเมื่อไรเจ้าจะกลับมา ข้าคิดแผนการอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ” หลี่ซื่อได้แต่บ่นกับตัวเองอยู่อย่างนั้น เพราะต้องผิดหวังที่กระบี่หยกขาวเป็นเพียงอัญมณีสวยงามเท่านั้น ณ โรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ หลังจากที่เหล่าจอมยุทธเมามาย ล้มฟุบอยู่กับโต๊ะอาหารบนชั้นสองของร้านนั้น บัณฑิตหนุ่มก็ประคองร่างมือกระบี่ชุดขาวไปที่ห้องพักของเขา นั่นเพราะมู่อิงเป็นเพียงคนเดียวที่ยังพอมีสติอยู่บ้างจางซานจึงอาสาไปส่งที่ห้องเพื่อตอบแทนน้ำใจเล็กๆน้อยๆ บัณฑิตหนุ่มค่อยๆประคองจอมยุทธคิ้วคมนั่งลงบนเตียงท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้แสงเทียน มีเพียงแสงจันทร์ภายนอกที่สาดส่องผ่านร่องหน้าต่างเข้ามาให้พอมองเห็นรำไรเท่านั้น จางซานจัดท่านอนให้สหายใหม่เป็นอย่างดีพร้อมกับห่มผ้าให้ด้วย แต่ในขณะที่สองมือนั้นเลื่อนผ้าห่มไปอยู่ที่หน้าอกของมู่อิง“หมับ!” ฝ่ามือแกร่งของจอมยุทธหนุ่มหน้าหยกก็คว้ากุมข้อมือของจางซานเอาไว้แน่น เจ้าสำนักหยุนหลงที่ถูกจับไว้อย่างนั้นก็ตกใจอย่างมาก เขารีบถอยหลังออกมาจากเตียงทันที แต่ถึงแม้ตัวของเขาจะออกไปได้ แต่ข้อมือของเขากลับยังคงถูกจอมยุทธไร้สติคร่ากุมไว้แน่นหน้า‘บัดซบ! มู่อิงนี่เป็นแผนการร้ายของแกอย่างนั้นเหรอ?’ จางซานที่เป็นเพียงบัณฑิตธรรมดาไม่อาจสู้แรงของจอมยุทธหนุ่มได้เลย ในใจได้แต่เพียงก่นด่า และมีความหวาดเกรงอยู่ส่วนหนึ่ง และยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกมา บัณฑิตหนุ่มก็ถูกกระชากเข้าไปในอ้อมกอดของชายบนเตียงเสียแล้ว จางซานที่คร่อมอยู่บนตัวของมู่อิง ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองแทบจะแนบชิดติดกัน จางซานสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของคนตรงหน้า ตอนนี้เขาเกร็งไปหมดทั้งตัว แถมหยดเหงื่อก็ผุดขึ้นมาเต็มใบหน้า บัณฑิตหนุ่มทำหน้าเครียดขึง แต่แก้มเขาก็แดงด้วยความเขินอายอยู่บ้าง“มู่อิง!” จางซานได้แต่เรียกชื่อจอมยุทธหนุ่ม หวังให้มู่อิงหยุดการกระทำที่คล้ายกับการลวนลามตนเอง แต่จอมยุทธรูปหล่อก็ยังคงหลับตาสนิทดุจดั่งไร้สติทั้งที่จับแขนบัณฑิตไว้แน่น“ฟางฟาง กลิ่นกายของเจ้าช่างหอมเหลือเกิน” มู่อิงเอ่ยถ้อยคำแสนหวานด้วยสำเนียงที่อ่อนโยนดุจดั่งกล่าวปลอบใจทารกตัวน้อย รอยยิ้มของเขาดูมีความสุข และมีเสน่ห์เย้ายวนใจสตรียิ่งนัก แต่...“บัดซบ! มู่อิงปล่อยข้าได้แล้ว! จะละเมอเพ้อฝันไปถึงไหนกัน! โจรไฮ่หลางจะมาในวันพรุ่งนี้แล้วแต่กลับไม่เชื่อข้า อย่างนั้นก็ให้ข้าไปจัดการพวกมันด้วยตัวเองซะ!” จางซานตะโกนใส่หน้าจอมยุทธหนุ่มสุดเสียงพร้อมกับใช้มืออีกข้างอีกข้างที่ว่างอยู่ทุบไปบนหน้าอกของคนด้านล่าง แม้จะรู้ว่ามู่อิงละเมอไม่ได้สติ แต่จางซานก็อยากจะระบายอารมณ์ออกไปบ้าง จากการที่ถูกกระทำแบบนี้“อั้ก! โอย...ฟางฟาง เหตุใดเจ้าถึงรุนแรงกับข้าเหลือเกินนะ...” มู่อิงคลายมือออกจากจางซานด้วยความเจ็บปวดที่หน้าอกของตน แต่ในความฝันนั้นเขาก็ยังคงคิดถึงแต่หญิงสาวคนนั้น อย่างน้อยตอนนี้บัณฑิตหนุ่มก็หลุดพ้นจากพันธนาการของจอมยุทธรูปงามแล้ว เขาได้แต่เดินออกไปจากห้องอย่างหัวเสียพร้อมกับกุมข้อมือซ้ายที่บวมแดงไว้ด้วยความเจ็บปวด และเขาก็ได้พบกับ...