่ปลายเดือนสิงหาคม มหาวิทยาลัยจี้หนานคึกคักไปด้วยเหล่านักศึกษาใหม่และผู้ปกครองที่แบกสัมภาระพะรุงพะรังมาส่งบุตรหลานเข้าหอพัก
อิ๋งเย่เดินสะพายกระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้มใบใหญ่ฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าไปยังหอพักชายอาคารสาม เมื่อถึงโต๊ะลงทะเบียน ลุงหวัง ผู้ดูแลหอพักที่ขึ้นชื่อเื่ความหน้าตึงและเ้าระเบียบ กำลังยืนเท้าสะเอวบ่นนักศึกษาคนหนึ่งเื่การจอดรถเข็นขวางทาง ทว่าทันทีที่อิ๋งเย่ยื่นบัตรประจำตัวให้ ลุงหวังก็ชะงักไปเล็กน้อย
สายตาของชายสูงวัยเหลือบมองรายชื่อในมือ สลับกับใบหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่ม
"อิ๋งเย่... ห้อง 302 สินะ" ลุงหวังเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นุ่มนวลและสุภาพอย่างประหลาด รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าที่มักจะบึ้งตึง
"กุญแจอยู่นี้ มีเตียงติดหน้าต่างว่างอยู่ ถ้าเตียงแข็งไปหรือมีปัญหาอะไรในห้อง ลงมาบอกลุงได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ขอบคุณครับ"
อิ๋งเย่รับกุญแจมาพยักหน้าเบาๆ พลางคิดในใจว่า
‘มาตรฐานการบริการของมหาวิทยาลัยยุคนี้พัฒนาขึ้นมากทีเดียว ใส่ใจนักศึกษาใหม่ดีจริงๆ’
ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่รู้เลยว่า เมื่อวานนี้มีสายตรงจากเบื้องบนกำชับลงมาถึงหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ว่า
‘ดูแลเด็กคนนี้ให้อยู่สบายที่สุด แต่อย่าทำตัวให้ผิดสังเกต’
…
เมื่อผลักประตูห้อง 302 เข้าไป อิ๋งเย่ก็พบกับชายหนุ่มร่างโปร่งคนหนึ่งกำลังยืนจัดของอยู่กลางห้อง
ชายคนนั้นสวมเสื้อยืดคอกลมลายกุชชี่กางเกงยีนส์แบรนด์เนม และที่ข้อมือซ้ายมีนาฬิกาโรเล็กซ์ซับมารีนเนอร์ ส่องประกายวิบวับเตะตา รอบตัวเขามีกระเป๋าเดินทางยี่ห้อริมัวว่าวางเรียงรายอยู่ถึงสามใบ
"อ้าว! รูมเมทคนที่สองมาแล้ว!" ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหันมายิ้มกว้าง ท่าทางมั่นใจและเปี่ยมไปด้วยมนุษยสัมพันธ์
"ฉันชื่อจางเฉิน คนกวางโจว ยินดีที่ได้รู้จักนะพี่ชาย!"
"อิ๋งเย่" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินเอาสัมภาระไปวางที่โต๊ะของตัวเอง
จางเฉินเป็ลูกชายเศรษฐีโรงงานในกวางโจว เขาถูกสอนมาให้ใช้ของแบรนด์เนมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสังคม เขาเป็คนรักพวกพ้อง ใจกว้าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชอบโชว์ความรวยของตัวเองนิดๆ ตามประสาเด็กหนุ่ม
"เตียงนายอยู่ฝั่งนู้น ฉันเพิ่งให้แม่บ้านที่จ้างมาช่วยเช็ดฝุ่นให้เรียบร้อยแล้ว" จางเฉินชี้มือพลางลอบสังเกตรูมเมทคนใหม่
ชายหนุ่มตรงหน้าสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ไม่มีโลโก้ ท่าทางเงียบขรึม ไม่แสดงอาการตื่นเต้นกับนาฬิกาเรือนละหลายแสนบนข้อมือของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของจางเฉินที่สุดกลับเป็กระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้มที่อิ๋งเย่วางลงบนโต๊ะ
สำหรับอิ๋งเย่ มันเป็เพียงกระเป๋าหนังวัวแท้จากตลาดค้าส่ง ทนทาน จุของได้เยอะ และไม่มีโลโก้ให้เกะกะสายตา
แต่ในสายตาของจางเฉิน... หนังฟอกฝาดเนื้อนุ่ม รอยเย็บมือที่ประณีต และไร้โลโก้แม้แต่นิดเดียว นี่ไม่ใช่งานตลาดนัดแน่ๆ! คนรวยระดับท็อปมักจะไม่ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมดาษดื่น แต่จะสั่งตัดพิเศษจากช่างฝีมือในอิตาลีหรือฝรั่งเศส
‘คนนี้... ภูมิหลังไม่ธรรมดา’
อิ๋งเย่ไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมา เขาเปิดกระเป๋า หยิบแล็ปท็อปเครื่องหนาเตอะสีดำด้านออกมาวางบนโต๊ะ มันเป็เครื่องที่ไม่มีโลโก้แบรนด์ใดๆ เช่นกัน แถบพลาสติกด้านหลังดูเรียบสนิท
"นั่นคอมนายเหรอ?" จางเฉินอดทักไม่ได้ ก่อนจะตบลงบนแล็ปท็อปเอเลียนแวร์ตัวท็อปที่โต๊ะตัวเอง
"ของฉันเพิ่งซื้อมาสามหมื่นกว่าหยวน เอาไว้เล่นเกมตอนดึกๆ นายชอบเล่นเกมอะไรไหม?"
"ไม่ค่อยได้เล่นครับ" อิ๋งเย่เปิดฝาพับขึ้น
เขาประกอบเครื่องนี้เองเมื่อวาน ตั้งใจทำไว้สำหรับคำนวณข้อมูลการลงทุนโดยเฉพาะ ส่วนสติกเกอร์ยี่ห้อทั้งหลาย เขาแกะทิ้งหมดเพราะรำคาญคราบกาวเหนียวๆ
"อ้าว แล้วสเปกเครื่องหนาๆ แบบนั้นเอาไว้ทำอะไรล่ะ?" จางเฉินชะโงกหน้าดูเครื่องสีดำทึบที่ดูแข็งแรงราวกับก้อนอิฐ
"ประมวลผลตัวเลขนิดหน่อย" อิ๋งเย่ตอบตามความจริง
จางเฉินมองเครื่องที่ไม่มีโลโก้ สลับกับใบหน้านิ่งเฉยของอิ๋งเย่...
‘เครื่องหนาปึก ไม่มียี่ห้อ เอาไว้ประมวลผลข้อมูลตัวเลข? นี่มันเครื่องเวิร์กสเตชันระดับองค์กรหรือเครื่องที่เข้ารหัสทางการทหารชัดๆ! ลูกเศรษฐีจากเวินโจวลอบกลืนน้ำลาย เขาเป็ใครกันแน่? ทายาทตระกูลใหญ่ที่ถูกส่งมาฝึกงาน? หรือพวกตระกูลสายเทคโนโลยีลับ?’
ปัง!
ยังไม่ทันที่จางเฉินจะจินตนาการไปไกลกว่านี้ ประตูห้องก็ถูกผลักออกอย่างแรง
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ บึกบึน ผิวสีแทนแดงระเรื่อ เดินตึงตังเข้ามาในห้อง บนบ่าของเขาแบกถุงกระสอบพลาสติกสานลายทางสีแดง-ขาว-น้ำเงินขนาดมหึมาที่มักเห็นตามสถานีรถไฟ
"สวัสดีเหล่าพี่น้อง!"
เสียงทุ้มกังวานและติดสำเนียงเหน่อดังลั่นห้อง
"ข้าชื่อปาเยว์เซิง! มาจากทุ่งหญ้ามองโกเลียใน!"
ปาเยว์เซิงทิ้งกระสอบใบั์ลงบนพื้น เสียงดังตุ้บหนักๆ บ่งบอกว่าของข้างในแน่นขนัด เขารูดซิปออก เผยให้เห็นเนื้อวัวตากแห้ง ก้อนเนยแข็ง และขนมพื้นเมืองที่อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า
"แม่ข้ายัดของกินมาให้เพียบเลย มากินด้วยกันสิ!" ปาเยว์เซิงหัวเราะร่วน ดึงเนื้อวัวตากแห้งชิ้นเท่าฝ่ามือส่งให้จางเฉินและอิ๋งเย่คนละชิ้น
จางเฉินรับเนื้อแห้งมาแบบงงๆ มองชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ใส่เสื้อยืดกีฬาตัวละไม่กี่สิบหยวน สลับกับกระเป๋ากระสอบใบละห้าหยวน แล้วอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับกระเป๋าสั่งตัดจากอิตาลีในความคิดของเขาเขามโนของอิ๋งเย่
‘ห้องนี้มันรวมตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย คนนึงผู้ดีตระกูลลับ อีกคนหนุ่มบ้านนอกคอกนา’ จางเฉินคิดในใจ แต่ด้วยนิสัยรักพวกพ้อง เขาจึงยิ้มรับ
"ขอบใจมาก! ว่าแต่... คืนนี้พวกเรามาเจอกันเกือบครบแล้ว ฉันเป็เ้ามือเอง! ไปกินอาหารทะเลร้านใหญ่หน้ามอดีกว่า ถือเป็การฉลองห้อง 302!"
"โอ้โห! อาหารทะเล! ข้าไม่ได้กินของสดๆ มานานแล้ว เอาสิ!" ปาเยว์เซิงตบเข่าฉาด ชายหนุ่มจากทุ่งหญ้าผู้มีสมองเต็มไปด้วยมัดกล้ามไม่ได้สนใจประเมินใครทั้งสิ้น ในหัวเขามีแต่เื่กินและมิตรภาพเท่านั้น
จางเฉินหันไปมองอิ๋งเย่ที่ยังคงจัดของอยู่บนโต๊ะ
"นายไปด้วยกันนะอิ๋งเย่ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง ไม่ต้องเกรงใจ"
อิ๋งเย่หยุดมือ เขาหันไปมองรูมเมททั้งสองคน
ชายหนุ่มผู้มีเงินสดหนึ่งร้อยล้านหยวนนอนนิ่งอยู่ในบัญชี และเพิ่งซื้อเรือนสี่ประสานมูลค่าสิบห้าล้านด้วยการกดโอนผ่านแอปฯ มือถือ พยักหน้าเบาๆ
"ได้สิ แต่พวกนายล่วงหน้าไปจองโต๊ะก่อนเลย ขอเวลาฉันแป๊บเดียว"
"นายจะทำอะไรเหรอ?" จางเฉินถามด้วยความสงสัย
อิ๋งเย่ไม่ได้ตอบ เขาก้มลงไปหยิบของบางอย่างออกจากก้นกระเป๋าหนัง มันคือ ‘พาวเวอร์แบงก์’ ยี่ห้อทั่วไปที่มีความจุ 30,000 mAh จำนวนสามก้อนใหญ่ๆ หนาเตอะราวกับก้อนอิฐ
ชายหนุ่มเดินไปที่ปลั๊กพ่วงของหอพัก แล้วเสียบสายชาร์จพาวเวอร์แบงก์ทั้งสามก้อนพร้อมกัน ก่อนจะหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"ค่าไฟหอพัก... เหมาจ่ายรวมในค่าเทอมแล้วใช่ไหม?"
จางเฉินกะพริบตาปริบๆ
"...อืม ใช่ เปิดแอร์ใช้ไฟได้ไม่อั้น ทำไมเหรอ?"
"ดีเลย" อิ๋งเย่ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ฉันจะได้ชาร์จพวกนี้ทิ้งไว้ตอนไปกินข้าว ไฟที่หอเก่าแพงมาก ชาร์จทิ้งไว้แบบนี้ประหยัดไปได้หลายหยวน"
ความเงียบโรยตัวลงในห้อง 302
ปาเยว์เซิงกำลังเคี้ยวเนื้อแห้งตุ้ยๆ ไม่คิดอะไรมาก แต่จางเฉินกลับยืนแข็งทื่อ
เขามองพาวเวอร์แบงก์ราคาถูกสามก้อนที่กำลังเสียบปลั๊กแย่งไฟหอพัก สลับกับกระเป๋าหนังฝีมือช่างอิตาลีและคอมพิวเตอร์เวิร์กสเตชันระดับองค์กร
‘ใช้คอมพิวเตอร์ระดับเทพ... แต่มานั่งคำนวณค่าไฟทีละสองสามหยวนเนี่ยนะ!?’
จางเฉินสูดลมหายใจลึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
‘คนแบบนี้... ต่อให้มีเงินเป็พันล้าน ก็คงไม่ยอมปล่อยให้ไฟฟรีสูญเปล่าแม้แต่วัตต์เดียว! นี่สินะ... การฝึกตนของทายาทตระกูลใหญ่!’
"เสร็จแล้ว เดี๋ยวเพื่อนร่วมห้องอีกคนมาก็ไปได้"
อิ๋งเย่ปัดฝุ่นที่มือพลางลุกขึ้นไปจัดเตียง ทิ้งให้รูมเมทจากจากกวางโจวยืนมองปลั๊กพ่วงสามตาด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธาอย่างเงียบๆ คล้อยหลังอิ๋งเย่ จางเฉินรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปโน้ตที่ใช้บันทึก "บทเรียนจากคนเก่ง" ก่อนพิมพ์อย่างตั้งใจ
‘บทเรียนข้อแรกจากทายาทตระกูลลับ — ของฟรี ต้องใช้ให้คุ้มที่สุด’