ฉัตรชฎาอาเจียนจนหมดไส้หมดพุงแล้ว ร่างที่บางจนแทบจะปลิวลมได้ก็เดินโผเผไปล้มตัวลงนอนบนเสื่อเก่าๆซึ่งเป็ที่นอนของตน เธอมีอาการแพ้อย่างหนักชนิดที่ว่าทานอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกหมดเลยทีเดียว
“ไหวไหมแม่หนู แม่ว่าไปหาหมอในเมืองดีไหม”
สำเนียงพูดแบบไม่ชัดของหญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงวัยห้าสิบเศษเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นอาการของสาวน้อยชาวเมืองที่เข้ามาขอพักอาศัยอยู่ด้วยเมื่อไม่กี่วันนี้
ฉัตรชฎาส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำตอบก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
เด็กสาวกลับมาที่หมู่บ้านแม่ประดนอีกครั้งหลังจากที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง ลูกของเธอถือกำเนิดขึ้นที่นี่ เธอจึงอยากจะมาคลอดเขาที่นี่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างนี้ก็คือ เธอรู้สึกอับอายมากเกินกว่าที่จะอุ้มท้องที่ไม่มีพ่ออยู่ในสังคมเมืองได้ เธออ่อนแอเกินกว่าที่จะรับฟังคำครหาใดๆและเธอก็ไม่อาจทนเห็นผู้เป็แม่เสียใจและผิดหวังในตัวเธอได้
แต่เธอก็หาทางออกที่ดีกว่านี้ไม่ได้จริงๆ
ครอบครัวหนึ่งของชนเผ่ากะเหรี่ยงรับเธอให้พักอยู่ในบ้านด้วย หลังจากที่เห็นเธอเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยท่าทางอ่อนแรงยิ่งกว่าคนป่วย บ้านที่สร้างด้วยต้นไม้และไม้ไผ่ค่อนข้างกว้างก็จริง แต่นอกจากสองสามีภรรยาที่เป็เ้าของบ้านแล้ว ก็ยังมีลูกๆของทั้งสองอีกประมาณหกเจ็ดคน เด็กๆมีวัยไล่เลี่ยลดลั่นกันลงไปั้แ่สิบสามปีจนถึงห้าขวบ แม่เท้ยบอกว่านางมีลูกมากกว่าสิบคน แต่ได้แยกย้ายออกไปมีครอบครัวของตัวเองกันบ้างแล้วั้แ่อายุสิบห้าสิบหกปี ซึ่งถือว่าเป็เื่ปกติของที่นี่
ดั่งนั้นส่วนที่พักของฉัตรชฎาจึงเป็เพียงมุมหนึ่งในบ้านหลังนี้ที่มีเพียงเสื้อเก่าๆหมอนเก่าๆและผ้าห่มเก่าๆผืนบางๆเท่านั้น ซึ่งตอนกลางวันอย่างนี้เธออาจจะได้นอนคนเดียว แต่พอตกกลางคืนก็จะมีเด็กๆมานอนเรียงรายถัดต่อไปจากเธออีกเป็แถว มันอาจจะดูว่าเป็สภาพที่ไม่ดีนัก แต่มันก็นับว่าดีกว่าที่ฉัตรชฎาจะไปกางเต็นท์พักแรมอยู่อย่างเช่นคราวที่แล้วในด้านความปลอดภัย เพราะครั้งนี้ร่างกายของเธอกำลังอ่อนแอมากเกินกว่าที่จะทำอย่างนั้นได้
ความจริง่นี้เธอควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็พิเศษด้วยซ้ำ จากคนที่เป็......
คิดมาถึงตรงนี้ หยาดน้ำใสๆก็เอ่อล้นดวงตาคู่สวยที่ดูหม่นเศร้าอยู่ตลอดเวลานั้นทันที นานเหลือเกินแล้วที่ความเ็ปจากาแใจครั้งแล้วครั้งเล่าได้พรากความสดใสสมวัยไปจากเธอ
“ไหวค่ะแม่เท้ย หนูไม่เป็อะไรมาก”
เด็กสาวกล้ำกลืนความรู้สึกไว้แล้วตอบหญิงสูงวัยผู้มีน้ำใจออกไป
“ถ้าไม่ไหวก็บอกแล้วกัน แม่จะให้พ่อพาไปหาหมอ”
แม่เท้ยกล่าวอย่างง่ายๆ แต่ก็ลอบพิจารณาเด็กสาวอยู่เงียบๆนางมั่นใจว่าต้องมีอะไรสักอย่างแอบแฝงอยู่เื้ัเื่ราวเหล่านี้แน่ๆแต่เมื่อเ้าตัวเขาไม่อยากบอก นางก็เลยไม่อยากซักถามอะไรมาก
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เด็กสาวที่มาจากเมืองคนนั้นไปไหนแล้ว”
พ่อผุ่งสามีของแม่เท้ยที่พึ่งกลับมาจากการหาของป่าเอ่ยถามผู้เป็ภรรยาที่กำลังหุงหาอาหารไว้สำหรับมื้อเย็นอยู่ในครัว
“ลงไปอาบน้ำที่ริมลำธาร”
ทั้งสองพูดคุยกันด้วยภาษากะเหรี่ยง
“เ้าคิดยังไงกับเื่นี้”
พ่อผุ่งนั่งลงแล้วถามภรรยาถึงเื่ที่ตนครุ่นคิดอยู่หลายวันั้แ่ภรรยารับเด็กสาวคนนั้นเข้ามาอุปการะไว้ในบ้าน
“พี่จะให้ฉันคิดอะไร”
“ทำไมเด็กสาวคนนั้นจึงเข้ามาอยู่ที่นี่ โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดใดกับเราเลย”
“เขาก็อาจมีเหตุผลของเขา”