หลังจากทั้งสี่ทานมื้อกลางวันกันอิ่มหนำแล้วก็เริ่มเล่นชวีสุ่ยหลิวซาง [1] กันอย่างสนุกสนานซึ่งเป็นการละเล่นโดยวางจอกเหล้าที่ต้นน้ำ ปล่อยให้ลอยตามน้ำลงมาเมื่อจอกหยุดตรงหน้าผู้ใด ผู้นั้นต้องดื่มเหล้าแล้วแต่งกลอนหนึ่งบทเย่จิ้งซูเห็นแก่อันซิ่วเอ๋อร์ที่ตั้งครรภ์จึงบอกว่าแค่ท่องกลอนที่มีอยู่แล้วก็ได้ อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ ช่วงนี้นางอ่านหนังสือไปไม่น้อยการจะท่องกลอนสักสองสามประโยคย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
การละเล่นเริ่มต้นทั้งสี่เลือกนั่งริมลำธารที่คดเคี้ยวแห่งหนึ่ง นั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆโดยมีบ่าวไพร่คอยรินเหล้าใส่จอกแล้วปล่อยลอยมาตามน้ำอันซิ่วเอ๋อร์ดูเหมือนจะโชคไม่ดีนัก จอกเหล้าลอยมาหยุดตรงหน้านางเป็นคนแรก
เย่จิ้งซูเห็นดังนั้นก็ตบเข่าหัวเราะ"มาเลย ซิ่วเอ๋อร์"
จางเจิ้นอันเห็นดังนั้นจึงหยิบจอกเหล้าจากในน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวว่า "ซิ่วเอ๋อร์เจ้าต้องแต่งกลอนแล้ว"
"ก็แต่งกลอนเกี่ยวกับหญ้าพวกนี้ก็ได้"เย่จิ้งซูออกโจทย์
อันซิ่วเอ๋อร์มองไปรอบๆแล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า "'ฟ้าครามครามทุ่งกว้างกว้าง ลมพัดหญ้าต่ำเตี้ย เห็นฝูงวัวควาย'"
"ถึงไม่ใช่กลอนที่เจ้าแต่งเองแต่คิดออกได้เร็วขนาดนี้ ก็ถือว่าผ่านแล้ว" จางเจิ้นผิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกล่าว
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มตอบดูเหมือนโชคของนางจะยังไม่ดีขึ้น จอกเหล้ายังคงลอยมาหยุดตรงหน้านางซ้ำๆแม้จะลองสลับที่กับจางเจิ้นอันก็ไม่เป็นผลสุดท้ายเหล้าจึงตกเป็นหน้าที่ของจางเจิ้นอันที่ต้องดื่มส่วนนางก็รับหน้าที่ท่องกลอนไป
เย่จิ้งซูออกโจทย์อีกหลายข้อแต่ก็ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์จนมุมไม่ได้ นางตอบได้หมดการแสดงออกของนางไม่เพียงทำให้ทุกคนประหลาดใจแม้แต่นางเองก็ยังแปลกใจที่ตัวเองจำกลอนได้มากมายขนาดนี้
เล่นกันอยู่นานพอสมควรในที่สุดทุกคนก็ได้ดื่มเหล้ากันไปบ้าง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นโถวหู [2]กันต่อ ซึ่งก็มีแพ้มีชนะสลับกันไป
พอเล่นจนเหนื่อยทุกคนก็นั่งพักผ่อนบนพื้นหญ้า เย่จิ้งซูจึงเสนอขึ้นว่า"ไปเถอะ พวกเราไปเดินเล่นบนเขากัน"
จางเจิ้นอันมองอันซิ่วเอ๋อร์แวบหนึ่งเมื่อเห็นนางไม่ได้คัดค้าน จึงพยักหน้าเห็นด้วย "อืม ไปเดินเล่นกัน นานแล้วที่ไม่ได้มาที่นี่"
ทั้งสี่คนเดินขึ้นเขาไปจางเจิ้นอันจูงมืออันซิ่วเอ๋อร์ ค่อยๆ เดินขึ้นเขาอย่างระมัดระวังทุกคนเดินตามทางบันไดหินขึ้นไปจนถึงยอดเขาอย่างปลอดภัย
ทิวทัศน์บนยอดเขาแตกต่างจากเชิงเขามากลมพัดเย็นสบาย บนยอดเขามีต้นสนต้อนรับขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านโอนเอนไปมาเล็กน้อยราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือน อันซิ่วเอ๋อร์มองไปที่ต้นสนนั้นเห็นว่าเบื้องล่างคือหน้าผาสูงชัน มองลงไปมืดมิดจนไม่เห็นก้นเหว
นางรีบถอยห่างออกมาจากขอบหน้าผาอย่างระมัดระวังกลัวว่าหากพลาดตกลงไป คงไม่เหลือแม้แต่ร่าง
แต่เย่จิ้งซูกลับไม่เป็นเช่นนั้นนางเดินตรงไปยังริมหน้าผาอย่างสนใจ กล่าวว่า "เมื่อก่อนเวลาข้าไม่สบายใจข้าจะชอบมาที่นี่ รู้สึกว่าแค่ได้ยืนริมผาแล้วตะโกนออกไปเสียงสะท้อนก้องจะช่วยปัดเป่าความกังวลได้"
พูดจบนางก็เดินไปที่ริมหน้าผา ยืนตรงขอบผา ยกมือป้องปากเป็นรูปแตร แล้วตะโกนเสียงดัง"อ๊า...!"
เสียงของนางก้องไปไกลแสนไกลอันซิ่วเอ๋อร์ยืนมองอยู่ข้างหลัง อดยิ้มไม่ได้ ไม่นึกว่านางจะมีมุมแบบนี้ด้วย
จางเจิ้นผิงก็เดินไปยืนข้างๆนาง แล้วทำตาม ตะโกนเสียงดังบ้าง จางเจิ้นอันยืนอยู่ข้างอันซิ่วเอ๋อร์มองคนทั้งสองแล้วหัวเราะ "เมื่อก่อนท่านแม่ไม่ยอมให้เรามาก็เพราะที่นี่เป็นหน้าผาสูงชัน อันตรายเกินไป"
"ใช่เจ้าค่ะข้าเห็นแล้วยังเสียวเลย ตรงนี้มีแต่ส่วนที่ยื่นออกมา ถ้ามันถล่มลงไปจะทำยังไง"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว
"คงไม่เป็นอย่างนั้นหรอก"จางเจิ้นอันส่ายหน้ากล่าว "ตรงนี้มีรากไม้ใหญ่ยึดหินผาไว้แน่นหนาไม่ถล่มลงไปง่ายๆ ที่นี่เป็นแบบนี้มาตลอด หลายปีมานี้ต่อให้ฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากก็ไม่เคยมีเรื่องถล่มลงมาเลย"
"งั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า "ข้าคงกังวลเกินไปเอง"
"แต่ที่เจ้าพูดก็ถูกควรต้องระวังไว้ก่อน ดังนั้นเจ้าอยู่แถวนี้ก็พอ" จางเจิ้นอันกล่าวเสริม
"ก็ได้เจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นจึงค้อนให้เขาแวบหนึ่ง แต่ก็พยักหน้ารับนางไม่ได้สนใจริมหน้าผานั่นอยู่แล้ว อีกอย่างช่วงนี้นางก็ไม่มีเรื่องกลุ้มใจอะไรจึงไม่จำเป็นต้องไปตะโกนโหวกเหวกเหมือนพวกเขา
"พี่ใหญ่มาทางนี้สิเจ้าคะ" เย่จิ้งซูโบกมือเรียกจางเจิ้นอันจางเจิ้นอันมองอันซิ่วเอ๋อร์แวบหนึ่ง อันซิ่วเอ๋อร์จึงบอกว่า "ไปเถอะเจ้าค่ะ ไปรำลึกความหลังกันตามสบายเถิดเจ้าค่ะ"
นางทำหน้าเหมือนน้อยใจจางเจิ้นอันจึงก้มลงจุมพิตหน้าผากนางเบาๆ แล้วจึงเดินไปสมทบกับคนทั้งสอง
อันซิ่วเอ๋อร์ยืนมองอยู่ไม่ไกลราวกับเห็นภาพช่วงเวลาวัยเยาว์ของคนทั้งสาม นางรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีแล้วอายุปูนนี้แล้ว หากขจัดความบาดหมางในหมู่พี่น้องได้ ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
"พี่สะใภ้มาเล่นด้วยกันไหมเจ้าคะ?" เย่จิ้งซูหันกลับมามองอันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยชวน
อันซิ่วเอ๋อร์อยากจะเดินไปแต่ก็ลังเล เย่จิ้งซูจึงกวักมือเรียกอีกครั้ง "ไม่เป็นไรหรอกน่ามีพี่ใหญ่อยู่ด้วย เจ้าจะกลัวอะไร มาเถอะ"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นจึงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าสองก้าว นางเองก็ยังอยู่ในวัยสาวอยากจะไปร่วมสนุกกับพวกเขาบ้าง แต่เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็สังเกตเห็นความผิดปกตินางเห็นเหมือนมีรอยแยกปรากฏขึ้นบนพื้นดินตรงนั้น แต่จางเจิ้นอันกลับไม่ทันสังเกตเดินเข้ามาจะจูงมือนาง
"ระวัง!ตรงนี้มันแยกแล้ว!" อันซิ่วเอ๋อร์ร้องเตือนเสียงดัง
สิ้นเสียงนางก็มีเสียงเปรี๊ยะเบาๆ ดังขึ้น จางเจิ้นอันถึงรู้สึกถึงความผิดปกติตัวเขาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว แต่เห็นจางเจิ้นผิงยังยืนอยู่ในจุดอันตรายจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อจะคว้าแขนน้องชาย เพียงก้าวเดียวนั้นเองหินผาก็พลันถล่มลงมา ทั้งสองคนร่วงหล่นลงไปพร้อมกับเศษหิน
"ท่านพี่!"อันซิ่วเอ๋อร์รีบวิ่งเข้าไป ร้องตะโกนเสียงดัง
เห็นเพียงจางเจิ้นอันคว้าก้อนหินที่ยื่นออกมาไว้ได้ทันนางรีบยื่นมือออกไป เบิกตากว้าง "ท่านพี่!รีบจับมือข้า!"
แต่จางเจิ้นอันมือหนึ่งดึงจางเจิ้นผิงไว้อีกมือหนึ่งกำก้อนหินไว้แน่น จะมีมือที่ไหนมาจับอันซิ่วเอ๋อร์ได้อีกยิ่งไปกว่านั้น หินก้อนเล็กๆ ที่ยื่นออกมานั่น ไม่อาจรับน้ำหนักคนสองคนได้นาน
"น้องรอง...ดูแลซิ่วเอ๋อร์ให้ดี... ปกป้องตระกูลจางให้ดี... จำไว้!แล้วก็ดูแลท่านแม่ให้ดีด้วย... คำสั่งเสียของท่านพ่อ... วันนี้พี่มอบให้เจ้า"พูดจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองอันซิ่วเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งอันซิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้าง จ้องมองเขาราวกับดวงตาจะแตกสลาย
"ขอโทษนะ...ซิ่วเอ๋อร์... เจ้าต้องอยู่ให้ดี" สิ้นเสียงจางเจิ้นอันหินที่เขากำไว้ก็ส่งเสียงลั่น เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงร่างจางเจิ้นผิงขึ้นมาบนพื้นส่วนตัวเองก็ร่วงหล่นลงไปในหุบเหวลึกพร้อมกับก้อนหินนั้น
"กรี๊ด!"
อันซิ่วเอ๋อร์กรีดร้องออกมาสุดเสียงราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บเสียงร้องเต็มไปด้วยความสิ้นหวังนางไม่เคยคาดคิดว่าการออกมาเที่ยวเล่นอย่างมีความสุข จะจบลงแบบนี้
"ทำไม!"นางตะโกนลงไปในหุบเหว แต่หุบเหวลึกแห่งนั้นแม้แต่เสียงสะท้อนก็ยังไม่ตอบกลับมา
"พี่ใหญ่!"จางเจิ้นผิงหมอบลงริมหน้าผา มองลงไปยังก้นเหวที่มืดมิดส่วนเย่จิ้งซูที่อยู่ข้างๆ กลับยืนนิ่งราวกับตกตะลึง
"ท่านพี่...ท่านกลับมานะ..." อันซิ่วเอ๋อร์กำหมัดทุบพื้นร่ำไห้ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ นางไม่ควรชวนเขาออกมาเที่ยวเลย ไม่ควรขึ้นมาบนเขานี้เลยรู้ทั้งรู้ว่าริมผานี้อันตราย ทำไมถึงปล่อยให้เขาเดินไปตรงนั้น
บางครั้งสิ่งสวยงามก็มักจะพังทลายลงในชั่วพริบตา เหมือนฟองสบู่หลากสีเหมือนสายรุ้งบนท้องฟ้า ไม่มีสิ่งใดอยู่ชั่วนิรันดร์ เหมือนความฝันที่หลอกลวง
อันซิ่วเอ๋อร์หันไปมองจางเจิ้นผิงที่อยู่ข้างๆ"ทำไมเจ้าถึงยังอยู่?" นางกล่าว"ทำไมคนตายถึงไม่ใช่เจ้า?"
"พี่สะใภ้...ข้า..." เวลานี้ความรู้สึกผิดและละอายใจถาโถมเข้าสู่หัวใจจางเจิ้นผิงราวกับหมึกดำทึบเขาไม่เคยคิดว่าพี่ใหญ่จะยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเขา
"พวกเจ้าวางแผนกันทั้งหมดใช่ไหม?!"อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองจางเจิ้นผิงสลับกับเย่จิ้งซูที่ยืนอยู่ไม่ไกลนางคำรามออกมาเหมือนสัตว์ป่าที่สูญเสียลูก "ข้าไม่เชื่อ!หน้าผานี้ทำไมไม่ถล่มก่อนหน้านี้ ไม่ถล่มทีหลัง แต่มาถล่มเอาวันนี้!ทำไมตรงที่พวกเจ้ายืนอยู่ถึงไม่เป็นอะไร?!"
นางหันไปมองเย่จิ้งซูหางตายังมีน้ำตาไหลอาบแก้ม กล่าวว่า "ข้านี่มันโง่จริงๆที่ดันคิดว่าพวกเจ้าจะคิดได้ กลับตัวกลับใจได้ในเวลาสั้นๆผลสุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า! หมาป่ามันจะกลายเป็นแกะไปได้อย่างไร!"
"ข้ามันโง่เง่าเกินไป!รู้ทั้งรู้ว่าพวกเจ้ามันพวกเนรคุณเหมือนจงซานหลาง[3]! ทำไมถึงยอมให้ท่านพี่มาเที่ยวกับพวกเจ้า!การมาวันนี้มันเป็นกับดักที่พวกเจ้าวางไว้ทั้งหมด!เจ้ารู้ไหมว่าเขาดีกับเจ้าแค่ไหน! เห็นเจ้าเหมือนน้องสาวแท้ๆแต่พวกเจ้ากลับอยากให้เขาตาย!"
"พี่สะใภ้! ใจเย็นๆก่อน! พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้น!" จางเจิ้นผิงรีบกล่าว
เขาไม่เคยเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เป็นแบบนี้มาก่อนปกตินางดูอ่อนโยนเสมอ แต่วันนี้นางดูน่ากลัวจนเขารู้สึกหวาดหวั่น
"ในใจพวกเจ้าคิดอะไรใครจะไปรู้ได้!" อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะเสียงเย็น"เจ้ากล้ารับประกันไหม ว่าพวกเจ้าไม่ได้คิดร้ายแบบนั้น?!"นางพูดพลางใช้มือตะกุยพื้นดินริมผาอย่างบ้าคลั่งเผยให้เห็นรอยรากไม้ที่ขาดวิ่น ดูน่าสยดสยอง
"นี่มันอะไร?!"อันซิ่วเอ๋อร์แววตาพลันเย็นเยียบหยิบเศษรากไม้ที่ถูกตัดเรียบกริบท่อนหนึ่งขึ้นมา "ข้าไม่ใช่คนโง่!อย่าบอกนะว่าตอนรากไม้มันขาด รอยตัดมันจะเรียบแบบนี้!"
"นี่..."จางเจิ้นผิงมองรากไม้ในมืออันซิ่วเอ๋อร์ ก็งงไปเหมือนกันแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ พอนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ใจก็พลันเย็นวาบหันขวับไปมองเย่จิ้งซูทันที
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นสีหน้าเขาก็รู้ว่าที่นางคิดนั้นถูกต้อง นางทรุดตัวลงกับพื้น หัวเราะเสียงดังลั่นหัวเราะจนน้ำตาไหลอาบหน้า "เป็นพวกเจ้าทำจริงๆด้วย! น่าสงสารท่านพี่! เขาไม่รู้เลยว่าคนที่เขาช่วยชีวิตไว้คือคนที่อยากให้เขาตาย!"
"เจ้าอย่าพูดอีกเลย!"จางเจิ้นผิงทุบพื้นอย่างแรง ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเย่จิ้งซูถามด้วยความเจ็บปวดว่า "สรุปแล้ว เจ้าอยากให้พี่ใหญ่ตายหรืออยากให้ข้าตายกันแน่?!"
"พวกเจ้าสองพี่น้องน่ะรึตายไปพร้อมกันทั้งคู่สิดีที่สุด!" เย่จิ้งซูพลันหัวเราะเสียงดังลั่นหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป
"มิน่าเล่า!ไม่ว่าข้าจะทำอะไร เจ้าถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย! มิน่าเล่า!เจ้าถึงคะยั้นคะยอจะมาเที่ยวที่นี่ให้ได้! ที่แท้เจ้าก็วางแผนไว้หมดแล้วใช่ไหม?!"จางเจิ้นผิงตวาดไล่หลังเย่จิ้งซูไป
เชิงอรรถ
[1] จอกลอยธาร
[2] ปาลูกศรลงไห
[3] มาจากนิทานเปรียบเทียบเรื่อง"หมาป่าแห่งจงซาน" หมายถึงคนหรือสัตว์ที่เนรคุณทำร้ายผู้มีพระคุณ