ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา... เด็กหนุ่มนามว่า ซุน
หมู่บ้านดงดอน... หมู่บ้านของชนชาติพันธ์ กลุ่มเล็ก ๆราวสองร้อยหลังคาเรือน ที่อาศัยอยู่กลางป่าลึก กระจัดกระจายไปตามแนวเขา ซึ่งเป็เขตป่าที่อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเขตร้อนชื้นประเทศหนึ่ง...การจะเข้ามาถึงหมู่บ้านนี้ได้ หากนับจากเขตชุมชนของประเทศดังกล่าว ก็จำเป็ต้องเดินเท้าเข้าป่าข้ามเขาไม่ต่ำกว่าสิบลูกจึงจะมาถึง...
วิถีชีวิตในหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้คนภายนอกโดยเฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่... แต่เวลานี้ผู้คนในหมู่บ้านดงดอน ต่างพากันจดจ้องคนแปลกหน้าสองคนซึ่งเข้ามาภายในหมู่บ้าน หนึ่งเป็ชายฉกรรจ์ผิวดำตัวใหญ่สะพายปืนที่ไม่อาจหาพบได้ภายในหมู่บ้าน และอีกหนึ่งเด็กหนุ่มอายุน้อยที่รูปร่างสันทัดใบหน้าคมคาย...
ปลายทางของคนแปลกหน้าทั้งสอง มุ่งตรงไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน...
“ฮีโข่! นี่ข้าเอง พรานดำ!!”เสียงของชายฉกรรจ์ผิวดำที่ร้องเรียกออกไป แน่นหนักดุจฟ้าร้อง เพียงแค่ได้ยินเสียงยังทำให้ผู้คนในหมู่บ้านหลายคนสั่นกลัวจนหลบเข้าไปแอบมองจากบนเรือนตน กลุ่มเด็กน้อยในละแวกต่างกระจองอแงวิ่งกลับเรือนทันที
ไม่นานก็เผยร่างของชายชราวัยประมาณ 60 ร่างกำยำ ออกมาจากเรือนไม้ไผ่...
“เ้าดำ!! แวะเวียนมาหาข้าถึงนี่เชียวหรือ!! เสียงเ้ายังระคายหูมิเปลี่ยน ดูลูกบ้านข้าหวาดผวาไปตาม ๆ กันแล้ว!!”
ทั้งสองดูคล้ายจะเป็สหายกัน เมื่อพบหน้าต่างยินดีปรีดา...จะมีก็แต่ชายหนุ่มที่ติดตาม พรานดำ มาด้วยที่แน่นิ่ง หันมองซ้ายขวาไปรอบ ๆด้วยสายตาที่ยากจะบอกความนึกคิด...
“ตกลงเ้ามาหาข้าถึงที่นี่ มีธุระอะไรงั้นหรือ?!” ฮีโข่ ถามขึ้นด้วยความฉงน เนื่องด้วย่เดือนนี้เป็ฤดูหนาวที่พรานโดยมากมักจะไม่เข้าป่าเพราะยากต่อการแกะรอย ถึงแม้ว่า พรานดำจะเป็พรานลือชื่อฝีมือดีในป่าเขตนี้ แต่ปกติก็มักจะหลีกเลี่ยงเสมอมา...
สีหน้าของ พรานดำ แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วง...
“ข้าเพียงแค่แวะมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น... อย่างน้อยหากข้ากลับมาไม่ได้ก็ยังมีเ้าที่รับรู้...”
ฮีโข่ เห็นสีหน้าของสหาย ก็รู้ว่ามิใช่เื่ล้อเล่น...
“อย่าบอกนะว่าเ้ากำลังคิดจะไปที่ เขตป่าแดง...”
พรานดำ ผงกศีรษะเบา ๆ ทำเอา ฮีโข่ เบิกตากว้าง ลุกพรวดจากที่นั่งอยู่ทันที...
“อยากตายงั้นหรือ!! รู้ทั้งรู้ว่าเขตป่าแดงเป็เขตล่าของ “สมิงขาว” เสือร้ายที่ตบะแก่กล้ากว่า 300 ปี พรานที่ว่าเก่ง ๆนับสิบยกโขยงกันไปล่ามัน ข้ายังไม่เคยเห็นใครรอดกลับมาสักคน!! ข้าเตือนเ้าในฐานะสหาย เลิกล้มความตั้งใจเสียดีกว่า!!”
พรานดำ ได้ยินสหายเตือนเช่นนั้น ก็แสดงท่าทีกระอักกระอ่วน...
“ข้ารับปากเด็กหนุ่มคนนี้ไว้แล้ว ว่าจะนำทางมันไปให้ถึงเขตป่าแดง...เ้าเองก็น่าจะรู้ข้ามิอาจเสียสัตย์ต่อวาจาที่ลั่นไปแล้วได้...”
สายตาของ ฮีโข่ จดจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ด้านหลัง...ทั้งคู่ประสานสายตากันเล็กน้อย ทั้งที่ ฮีโข่ เป็ถึงผู้นำหมู่บ้าน แก่กล้าในวิชาอาคมไม่ด้อยไปกว่าพรานดำ แต่ก็ยังรู้สึกตนนั้นสั่นทึมเบา ๆ กับสายตาและรัศมีบางอย่าง ที่แผ่ล้นออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ทั้งที่เบื้องหน้าเป็เพียงเด็กหนุ่มวัยเพียง 15-16 ปี เท่านั้นเอง...
“ดะ...เด็กหนุ่มนี่...” เสียงของ ฮีโข่ ขาดห้วงไป
จวบจน พรานดำ แตะบนไหล่ของสหายเบา ๆ เรียกสติ...
“ก็อย่างที่ว่ามานั่นแหละหน้าที่ของข้าเพียงแค่ไปส่งเด็กหนุ่มคนนี้ให้ถึง ป่าแดง เท่านั้น...และข้าจะรีบกลับออกมาทันที ขอเพียงสิ่งที่ข้าพบเจอมิใช่ “สมิงขาว” หรือ“เ้าป่าใหญ่” ข้าคิดว่าตัวข้าคงสามารถเอาตัวรอดได้...”
ฮีโข่ ยังคงแข็งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แต่ในตอนที่พรานดำ และเด็กหนุ่ม กำลังจะก้าวลงจากเรือน ฮีโข่ ก็พลันร้องทักขึ้นอีกครั้ง...
“เ้าดำ!! บอกข้าที่ว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็ใครกัน?!”
พรานดำ มองหน้าของเด็กหนุ่มดังกล่าวเล็กน้อยซึ่งตัวของเด็กหนุ่มก็ได้พยักหน้าตอบรับเบา ๆ คล้ายเป็การอนุญาตให้เอ่ยถึงตนได้ก่อนที่ เด็กหนุ่ม จะเดินลงจากเรือนล่วงหน้า พรานดำ ไปก่อน...
พรานดำ หันมองมายังสหายของตน ที่คล้ายจะยังมีอาการสั่นไหว...
“เด็กหนุ่มคนนี้ ชื่อว่า ซุน... ศิษย์เอก อาจารย์ผันเ้าเองก็น่าจะรู้จักนะ...”
ฮีโข่ เบิกตากว้างทันที...
“อาจารย์ผัน!! ตำนานจอมขมังเวทย์ผู้พิชิต 5 คุ้งน้ำ 7 มหาพงไพร น่ะหรือ!!”
“อืม... อาจารย์ผัน ผู้นั้นแหละ แต่นั่นมันเื่เมื่อหลายสิบปีมาแล้วตอนนี้ท่านอาจารย์ผัน ได้ออกบวชละทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรม... และ ซุนคือศิษย์เอกของอาจารย์ผัน ซึ่งกำลังอยู่ใน่ฝึกฝนวิชาเห็นเป็เด็กเช่นนั้นก็เถอะแต่แท้จริงแล้ว ซุน เก่งกาจมากจนข้าเองยังต้องพ่ายแพ้เดิมพัน สุดท้ายจึงต้องยอมพา ซุน ไปยัง ป่าแดงตามเงื่อนไขเดิมพัน...” พรานดำ กล่าวพลางทอดถอนหายใจ ลึก ๆ แล้วตนเองก็ไม่คิดว่าจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มเช่นนี้
ฮีโข่ ยืนอึ้งไปชั่วครู่ขณะ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปหยิบเอาหน้าไม้ของตนในเรือน...
“ช้าก่อน!! ข้าขอติดตามไปด้วย!!”
ทั้งสามมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก เดินเท้าขึ้นเขาตรงเข้าไปอีกกว่า 3วันเต็ม... ตลอดเส้นทาง ฮีโข่ และ พรานดำ ยังคงคุ้นชินกับป่าละแวกนี้เนื่องด้วยเป็เส้นทางเดินป่าที่ชำนาญอยู่ก่อนแล้ว จวบจนกระทั่งมาถึงลำธารเล็ก ๆสายหนึ่ง ที่ตัดผ่านกลางป่า...
พรานดำ และ ฮีโข่ ใบหน้าถอดสีเล็กน้อยทั้งสองรู้ดีว่าเมื่อก้าวข้ามลำธารนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่เขต ป่าแดง ซึ่งจัดเป็หนึ่งในมหาพงไพรที่อันตรายที่สุดเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดฝันทั้งจากสัตว์ร้ายและจากสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจหาคำตอบ...
“ที่นี่แหละ... คือ ป่าแดง” พรานดำ กล่าวขึ้น
ป่าทึบเบื้องหน้า เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เยือกเย็น มิดดำและเงียบสงัดประหนึ่งว่าไม่มีสิงสาราสัตว์ใด ๆ อยู่ภายในละแวกรัศมี ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้นับว่ามิใช่บรรยากาศสามัญ ลักษณะคล้ายเป็ “ป่าปิด” ตามภาษาของเหล่านายพราน...
ซุน หันมองตรงไป พลางกดหัวคิ้วลงต่ำ...
“ทั้งที่ตะวันยังตรงหัว แต่บรรยากาศน่ากลัวจริง ๆ”
ชายหนุ่ม คุกเข่าลงช้า ๆ กวาดมือไปบนพื้นเล็กน้อยเพื่อหยิบเอาฝุ่นดินขึ้นมาหยิบมือหนึ่งค่อย ๆ โรยผ่านศีรษะตนเอง พลางบริกรรมคาถาพึมพำในลำคอ... จังหวะนั้น ทั้งพรานดำและ ฮีโข่ ััได้ถึงบรรยากาศจากที่เย็นะเืยามเที่ยงวัน ค่อย ๆแปรเปลี่ยนเป็อบอุ่นขึ้น เสียงนก เสียงแมลงเริ่มได้ยินจอแจเป็ระยะ ััได้ว่าป่าแดง เบื้องหน้าดูเหมือนกับป่าสามัญ...
สองเฒ่าชราหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะกลืนน้ำลายฝืดเคือง...
ซุน หันมองมายังทั้งสองคน...
“ขอบคุณพวกท่านทั้งสองที่พาข้ามาถึงที่นี่ แต่หลังจากนี้คงหมดหน้าที่ของพวกท่านแล้วข้าไม่กล้าร้องขอให้พวกท่านติดตามไปด้วย เพราะเส้นทางคงเต็มไปด้วยภยันตรายเกินจะคาดเดาขอให้ท่านทั้งสองโชคดี...”
สองชายชราอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย... ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วงกำชับอาวุธในมือแแ่...
“ในเมื่อมาจนถึงที่นี่แล้ว... ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่า ป่าแดงอาถรรพ์ในตำนานจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด”
ซุน เห็นว่าทั้งสองตัดสินใจแน่วแน่ จึงมิอาจขัดขวาง...
“สุดแล้วแต่พวกท่าน ทว่าข้ามิอาจรับปากว่าจะดูแลพวกท่านได้...ตกลงหรือไม่?”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน... ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เขต ป่าแดง...
“ซุน ข้าขอถามเ้าสักหนึ่งข้อ... เ้ามาที่เพื่ออะไรกันแน่?!” ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ชายหนุ่ม เงียบงันชั่วครู่ ก่อนจะยอมตอบโดยดี...
“ข้ามาเพื่อพิชิต สมิงขาว....”
“!!!!!!!!!!!!” ฮีโข่เบิกตากว้างขึ้นทันที
ซึ่ง พรานดำ เองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน เนื่องจากเพิ่งจะทราบถึงเจตนาแท้จริงของซุน
“พิชิตสมิงขาว เนี่ยนะ!!ไม่รู้หรือว่าเ้านั่นเป็ เสือสมิงที่น่ากลัวแม้ในหมู่เสือสมิงด้วยกัน!! ตบะของมันแก่กล้ามาก หากเ้าจะมาลองวิชาอาคม ยังเร็วเกินไปที่เ้าจะเข้ามาที่นี่!!” พรานดำ เค้นเสียงขึ้นทันที
ซุน จากที่ก้าวเดินก็หยุดนิ่งในทันที... หันมองมายังสองชายชรา...
“ข้ามิได้มาเพื่อลองวิชาอาคม... แต่มาเพื่อจัดการ สมิงขาว และสะกดจิติญญาของมัน...”
ซุน วางเป้ที่สะพายมา ลงกับพื้น...
ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเปิดแผ่นหลังให้ทั้งสองคนได้เห็น...
“!!!!!!!!!!!” สองชายชราผงะไปเล็กน้อยแผ่นหลังของเด็กหนุ่มวัย 15 ปี กลับเต็มไปด้วยรอยสักอักขระจำนวนมาก... แต่รอยสักที่ดูจะเด่นชัดและััได้ถึงพลังอำนาจมากที่สุดจะมีอยู่ด้วยกันสองส่วน หนึ่งคือรอยสักรูป ดอกบัว์ 12 กลีบ ที่มุมแผ่นหลังใกล้หัวไหล่...และสอง คือรอยสักห้าแฉกคล้ายดวงดาวกลางแผ่นหลัง ซึ่งปลายของมุมในแต่ละแฉกนั้นมีรูปของสัตว์ต่าง ๆ ห้าชนิด ได้แก่ พยัคฆ์(เสือ) มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า)
“นะ...นี่มัน!! รอยสัก เบญจสารสัตว์อย่างนั้นหรือ!!” พรานดำแสดงสีน้ำเสียงตกตะลึงอย่างยิ่ง ภูมิความรู้ของ พรานดำ มิใช่สามัญ จึงพอจะรู้จักรอยสักนี้...
เบญจสารสัตว์ เป็รอยสักอาคมขั้นสูง ที่ว่ากันว่าเป็จุดสูงสุดของ “ร่างทรง”สายต่อสู้... ซึ่งการจะสักลงไปบนหลังนั้นมิใช่เื่ยากเย็นอะไรนักแต่การจะปลุกเสกมันให้สมบูรณ์ จำเป็ต้องดึงจิติญญาของสัตว์ต่าง ๆ ที่มีตบะแก่กล้าตามแต่ละชนิดนำมาสะกดไว้ภายในรอยสัก!! ซึ่งมีจอมขมังเวทย์เพียงหยิบมือเท่านั้น จะสามารถกระทำได้สำเร็จโดยมากมักจะตกตายในยามที่รวบรวมจิติญญาสัตว์ที่ตบะแก่กล้าเ่าั้...
“ถูกต้อง... ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าได้ตามหา เบญจสารสัตว์ ต่าง ๆมาครบถ้วนแล้วทั้ง มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า) จะขาดก็แต่เพียงพยัคฆ์(เสือ) ซึ่งข้าตั้งใจว่าจะพิชิตสมิงขาว พร้อมสะกดมันลงในรอยสักให้สมบูรณ์...” ชุน กล่าวขึ้นตามตรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พรานดำ และ ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน... จากที่เห็นบนแผ่นหลังนั้นรอยสักของสัตว์ทั้ง 4 ชนิดล้วนแล้วแต่เป็สีแดงฉาน ทั้งยังแผ่อำนาจที่น่ากลัวออกมาเหลือก็แต่เพียงรอยสักรูป พยัคฆ์(เสือ) ที่ยังเป็เพียงเงาเส้นสีดำเลือนราง...
“เช่นนั้นรอยสักรูปดอกบัว์นั่นเล่า?! หากข้าจำไม่ผิด มันเป็รอยสักชั้นสูงที่ใช้สะกดพลังอำนาจบางอย่างมิใช่หรือ?ไม่ค่อยจะมีผู้ใดนิยมสักบนร่างกายของตน...” ฮีโข่ เอ่ยถามขึ้น
“เื่นั้นข้าก็ไม่รู้แน่ชัดนัก... แต่อาจารย์ได้สักให้กับข้าั้แ่จำความได้แล้วดูเหมือนว่าจะสักทับลงบนรอยปานอาถรรพ์ที่มีมาแต่แรกเกิด อาจารย์บอกกับข้าว่าเมื่อถึงเวลาอันสมควรมันจะสูญสลายไปเอง...
คราแรกข้าก็ไม่ปักใจเชื่อเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้านี้ ดอกบัว์มันเคยมีถึง 18 กลีบ หลังผ่านไปหลายปีมันก็ค่อย ๆ ลดลง จนเหลือ 12 กลีบ อย่างน่าประหลาด...”ซุน ดึงเสื้อปิดแผ่นหลังไว้ตามเดิม...
ทั้งสามยังคงมุ่งหน้าลึกเข้าไปเรื่อย ๆ การจะหา เสือสมิง ในป่าทึบเช่นนี้ไม่ใช่เื่ที่จะทำได้โดยง่าย... ซุน จึงได้ทำการกรีดเฉือนฝ่ามือของตนเอง เพื่อส่งกลิ่นคาวเืให้คละคลุ้งออกไปพร้อมกับหยดเืลงพื้นเป็ระยะ ๆ การกระทำของ ซุน ทำให้ พรานดำ และ ฮีโข่อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวแทน...
ตลอดเส้นทาง ทั้งสามไม่ได้ล่าสัตว์ป่าอื่น ๆ เลยแม้แต่ตัวเดียวเนื่องด้วย ซุน ได้กำชับพรานดำ และ ฮีโข่ เอาไว้... ทั้งสามคนกินเฉพาะเสบียงที่จัดเตรียมมาและผลไม้ป่าบางชนิดเท่านั้น เป้าหมายมีเพียง สมิงขาว ซึ่งหากเสบียงหมดลง ก็คงตัดสินใจล่าถอยกลับไป...
“จริงสิ... ได้ยินว่า อาจารย์ผัน ท่านเข้าสู่เส้นทางธรรมแล้วมิใช่หรือ?เหตุใดท่านจึงยอมให้เ้าออกมาเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น? แม้ว่า สมิงขาว จะเป็เสือสมิงที่ฆ่าคนมามากมายก็ตามที...” พรานดำ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย...
ซุน สีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด...
“อันที่จริง อาจารย์ไม่รู้เห็นเื่ที่ข้ากำลังทำอยู่...ั้แ่ครึ่งปีก่อน ข้าก็ได้ลอบออกจากวัด มาตามหาจิติญญาแห่ง เบญจสารสัตว์ ด้วยตนเอง...”
สองเฒ่าชรา อดไม่ได้ที่จะสบตากันเล็กน้อย แต่คิดว่านั่นคงเป็เื่ส่วนตัวภายใต้การตัดสินใจบางอย่างระหว่างซุน และ อาจารย์ ทั้งคู่จึงมิได้ซักไซ้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อจากนั้น...
จวบจนกระทั่งกลางดึก ในคืนเดือนมืด ไม่มีแสงจันทร์ใด ๆ สาดส่องลงมา...ทั้งสามตัดสินใจสร้างนั่งร้านบนต้นไม้ สูงจากพื้นร่วม ๆ 5 เมตร แน่นอนว่ายามราตรีในป่ามิใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ต่อให้เป็ พรานฝีมือดี ก็ยังพลั้งพลาดมานักต่อนัก และยิ่งเป็ภายในป่าแดงอาถรรพ์แห่งนี้ด้วยแล้วความน่ากลัวยิ่งทบทวีไปอีกหลายเท่า...
เสียงโหยหวนภายในป่า ดังขึ้นไม่ขาดสาย โดยที่ไม่อาจมองหาต้นตอ...บ้างก็เป็เสียงเด็ก บ้างก็เป็เสียงผู้หญิง สลับกันไปมาตามทิศทางต่าง ๆแม้แต่ดวงไฟหลากสีที่ไม่ควรมีในป่า ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็ระยะ ๆ สองเฒ่าชรามือกำเครื่องราง และอาวุธประจำตัวไว้แแ่ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ภาวนาให้ดวงตะวันโผล่ขึ้นในทุกๆ อึดใจ...
มีก็แต่ ซุน ที่นอนหลับโดยไม่มีท่าทีตื่นกลัวใด ๆ
จวบจนกระทั่ง... ได้ยินเสียงคำรามจนป่าสั่นไหว!!
ซุน เบิกตาโพรงขึ้นในทันที พร้อมดีดตัวจากท่านอน ดึงมีดอาคมสั้นจากฝักสีหน้าของชายหนุ่ม เคร่งขรึมขึ้น จนสองเฒ่าชราเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น...
“มันมาแล้ว...” ซุน กล่าวสั้น ๆ พลางหันมองไปยังความมืดมิดทิศใต้ลม...
............................................