โจวลั่วที่กำลังเตรียมตัวจะจากไปได้พบกับสวี่ฉางเซิงพอดี เนื่องจากที่พักของทั้งคู่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงได้ออกเดินทางไปพร้อมกัน ระหว่างทางโจวลั่วได้ทราบจากการสนทนาว่า แม้สวี่ฉางเซิงจะอยู่ในระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่งเหมือนกัน แต่เขากลับอยู่ในระดับสมบูรณ์สูงสุดแล้ว
ในแต่ละขั้นย่อยของการบำเพ็ญเพียรจะแบ่งออกเป็สี่่ คือ ่ต้น ่กลาง ่ท้าย และขั้นสมบูรณ์สูงสุด อย่างโจวลั่วที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่งนั้นยังถือว่าอยู่ใน่ต้น ส่วนผู้ที่ถึงขั้นสมบูรณ์สูงสุดนั้นเปรียบเสมือนก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ขอบเขตขั้นต่อไปแล้ว อีกไม่นานก็จะสามารถเลื่อนระดับได้
เมื่อได้ทราบข่าวนี้ โจวลั่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา รากปราณระดับเจ็ดกับรากปราณระดับเก้านั้นช่างแตกต่างกันจริง ๆ เขาจึงได้แต่หวังว่าหลินชิงหานจะสามารถให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณให้แก่เขาได้ เพราะด้วยความช่วยเหลือจากระบบ เขาอาจจะมีโอกาสยกระดับพร์รากปราณของตนเองขึ้นมาได้
หลังจากแยกกับสวี่ฉางเซิงแล้ว โจวลั่วเดินตรงไปยังเรือนพักของตนเพียงลำพัง เมื่อถึงหน้าประตู เขาบังเอิญเดินสวนกับสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเดินออกมา นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูดูสดใสราวกับดอกท้อในฤดูใบไม้ผลิ ใบหน้าหมดจดน่ารักประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ดวงตาที่โค้งมนดุจจันทร์เสี้ยวนั้นชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเบิกบานใจ
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือลักยิ้มคู่หนึ่งบนแก้ม ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ความซุกซนและอ่อนหวานให้นางยิ่งขึ้น
สตรีผู้นั้นดูเหมือนจะมองไม่เห็นโจวลั่ว นางก้าวเดินอย่างรวดเร็วและทำท่าจะชนเข้ากับเขา แต่โจวลั่วซึ่งเคยมีประสบการณ์คล้ายกันมาก่อนมีปฏิกิริยาที่ว่องไว เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงทีเพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ในตอนนั้นเองที่หญิงสาวตระหนักได้ว่ามีคนอยู่ตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นมองพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านคือโจวลั่วใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงที่นุ่มนวลไพเราะราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาชวนให้รื่นหูยิ่งนัก
"เป็ข้าเอง เ้าคือ?" โจวลั่วมีสีหน้าฉงน คิดในใจว่านางอาจจะเป็ญาติของหลินชิงหาน ทว่าวินาทีต่อมา หญิงงามผู้น่ารักกลับกางแขนออกแล้วโผเข้ากอดเขาไว้แน่น นางซุกใบหน้าลงกับแผงอกอันกว้างขวางแล้วเอ่ยเสียงอู้อี้
"ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว"
"ท่านพี่?" โจวลั่วอุทานด้วยความงุนงงจนทำอะไรไม่ถูก
"ใช่สิเ้าคะ ต่อไปพวกเราจะเป็ภรรยาของท่านเ้าค่ะ" อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มพลางกะพริบตาคู่โตนั้น
ไม่นานนัก จากปากของสาวน้อยผู้น่ารักนามว่าหลินอีอี โจวลั่วจึงได้ทราบความจริงว่า เนื่องจากหลินชิงหานตั้งครรภ์แล้ว เพื่อที่จะให้มีการขยายสาขาของตระกูลโดยเร็วที่สุด หลินเต๋อจึงได้จัดหาลูกพี่ลูกน้องอีกสามคนของหลินชิงหานมามอบให้แก่เขา
ใช่แล้ว... มาถึงสามคนทีเดียว
เมื่อได้ยินว่าหลินเต๋อจัดสตรีมาให้ถึงสามคน โจวลั่วถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่กะจะใช้งานเขาให้ตัวตายไปข้างหนึ่งเลยหรืออย่างไร แต่พอคิดดูอีกที หากทำให้สตรีทั้งสามคนตั้งครรภ์ได้ เขาไม่เพียงแต่จะได้รับโอกาสสุ่มรางวัลถึงสามครั้ง แต่ยังสามารถพำนักในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณต่อได้อีกถึงสามเดือน นี่มิใช่การส่งความสุขมาให้เขาถึงที่หรอกหรือ?
ชั่วขณะนั้น โจวลั่วมีความรู้สึกอยากจะเผด็จศึกหลินอีอีเสียตรงนั้นเลย เมื่อทราบเื่ราวทั้งหมดแล้ว เขาจึงรีบเดินกลับเข้าไปในเรือนด้วยความกระตือรือร้น
ทันทีที่เข้าประตูไป เขาก็เห็นสตรีอีกนางหนึ่งนั่งอยู่ในสวน นางมีใบหน้าที่งดงามประณีตราวกกับหลุดออกมาจากภาพวาด กิริยาท่าทางดูสง่างามเรียบง่ายดุจดอกเบญจมาศ แม้การแต่งกายจะดูมิดชิดไปบ้างแต่ท่วงท่ากลับแฝงไว้ด้วยความสำรวมอันสูงส่ง
เมื่อนางเห็นโจวลั่วเป็ครั้งแรก ใบหน้าขาวนวลก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อด้วยความเอียงอาย ราวกับดอกท้อที่เพิ่งแรกแย้มชวนให้รู้สึกทะนุถนอมยิ่งนัก
"พี่หญิง ท่านพี่กลับมาแล้วเ้าค่ะ" หลินอีอีกอดแขนขวาของโจวลั่วไว้พลางเอ่ยอย่างร่าเริง
"อืม" อีกฝ่ายตอบรับเบา ๆ
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเ้าคะ?" ทันใดนั้น มีเสียงสตรีอีกนางหนึ่งดังออกมาจากในห้องด้วยความยินดี โจวลั่วหันมองตามเสียงก็พบกับหญิงงามล่มเมืองในชุดกระโปรงสีเขียวมรกต ใบหน้าขาวนวลของนางเปรียบเสมือนแสงนวลตาจากดวงจันทร์ ดวงตาที่เป็ประกายดุจดวงดาวสะท้อนถึงสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ให้ความรู้สึกที่สง่างามและเป็เอกลักษณ์
โจวลั่วรู้สึกหวั่นไหวในใจ นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีที่พ่อตาจัดหามาให้จะงดงามขนาดนี้ ความงามของพวกนางนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าหลินชิงหานเลยแม้แต่น้อย
จากการสนทนาสั้น ๆ โจวลั่วจึงทราบชื่อของสตรีอีกสองคน หญิงงามผู้เรียบร้อยสำรวมนั้นชื่อหลินเฟยอิ่ง ซึ่งเป็พี่ใหญ่ในบรรดาสามคน ส่วนสาวน้อยผู้มีใบหน้าบริสุทธิ์หมดจดที่อยู่ด้านหลังชื่อหลินจื่อเอ๋อร์ การได้หญิงงามล่มเมืองพร้อมกันถึงสามคนเช่นนี้ทำให้โจวลั่วยิ้มกว้างจนแทบหุบไม่อยู่
"จริงสิ แล้วชิงหานล่ะ?" โจวลั่วเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน
"พี่หญิงชิงหานอยู่ในห้องเ้าค่ะ" หลินจื่อเอ๋อร์ตอบ
"นางกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่หรือ?" โจวลั่วถามด้วยความสงสัย
"พวกเราก็ไม่ทราบเ้าค่ะ นางไม่ออกมาจากห้องมาหลายวันแล้ว พวกเราเองก็ไม่กล้าถาม" หลินอีอีกล่าวเสียงเบา แม้พวกนางจะมีศักดิ์เป็ลูกพี่ลูกน้องกับหลินชิงหาน แต่ใน่ที่ผ่านมา หลินชิงหานกลับมีท่าทีที่เ็าต่อพวกนางมาก จนทั้งสามคนไม่กล้าเอ่ยอะไร
"ข้าจะไปดูเสียหน่อย" โจวลั่วลุกขึ้นเดินไปยังห้องของนาง เมื่อผลักประตูเข้าไป เขาก็เห็นหลินชิงหานนั่งอยู่ที่โต๊ะ มือขวาของนางวางทับอยู่บนหน้าท้องโดยสัญชาตญาณ สีหน้ายังคงความเ็าเช่นเดิม
"กลับมาแล้วหรือ?" เมื่อเห็นโจวลั่วปรากฏตัว นางก็ถามออกไปเรียบ ๆ เพียงประโยคเดียว
"อืม" โจวลั่วพยักหน้าแล้วนั่งลงข้าง ๆ นางพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ได้ยินว่าเ้าไม่ออกจากห้องมาหลายวันแล้ว เป็อะไรไปหรือ?"
"ไม่มีอะไร" หลินชิงหานตอบ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมพูด โจวลั่วก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงแต่กล่าวว่า "การบำเพ็ญเพียรใน่ที่ผ่านมาข้ามีข้อสงสัยบางอย่าง เ้าช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?"
แม้จะทะลวงเข้าสู่ระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่งแล้ว แต่เขายังมีปัญหาอีกมากในการฝึกฝน จึงหวังว่าจะได้รับคำตอบจากหลินชิงหาน เมื่อได้ยินดังนั้น หลินชิงหานก็เหลือบมองเขาแล้วกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เ้าที่เป็เขยแต่งเข้าตระกูลไม่คิดเื่จะมีลูกให้มาก กลับเอาแต่คิดเื่บำเพ็ญเพียรไปทำไมกัน?"
"หา?" โจวลั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่าแต่ก่อนเ้าไม่ใช่หรือที่บอกว่าหากมีปัญหาเื่บำเพ็ญเพียรให้มาถามเ้าได้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงพูดแบบนี้ล่ะ? โจวลั่วได้แต่ยักไหล่ ใจสตรีนั้นลึกยากหยั่งดั่งเข็มใต้สมุทร เขาเดาใจนางไม่ถูกจริง ๆ
ทันใดนั้น หลินชิงหานก็ลุกขึ้น เขานึกว่านางจะเดินจากไป แต่กลับกลายเป็ว่านางเดินไปที่ตู้หนังสือข้าง ๆ แล้วหยิบสมุดเล่มสีฟ้าอ่อนออกมาโยนลงตรงหน้าเขา "เื่ของตัวเองก็จัดการเอาเองเถอะ" พูดจบหลินชิงหานก็เดินออกจากห้องไปทันที
โจวลั่วเปิดสมุดออกดูจึงพบว่าข้างในคือบันทึกการบำเพ็ญเพียรประจำวันของหลินชิงหาน ใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจ เมื่อหวนนึกถึงคำพูดของนางเมื่อครู่ ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านสมองของเขา หรือว่าแม่นางคนนี้จะกำลังหึงหวงอยู่กันแน่?
ในวันต่อ ๆ มา ด้วยความช่วยเหลือจากบันทึกการบำเพ็ญเพียรของหลินชิงหาน ปัญหามากมายที่เขาเผชิญอยู่ก็ได้รับการแก้ไข ทำให้การฝึกฝนราบรื่นขึ้นมาก นอกจากนี้เขาก็ไม่ลืมภารกิจสำคัญของตนเอง แทบทุกคืนเขาจะร่วมเตียงกับสตรีทั้งสามนาง ทว่าไม่รู้ว่าเป็เพราะสภาพร่างกายหรือเหตุใด ตลอดหลายวันที่ผ่านมาทั้งสามคนกลับยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์เลย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หลินชิงหานเริ่มยอมรับการมีอยู่ของสตรีทั้งสามคน แม้จะยังดูเ็าอยู่บ้าง แต่นางก็เริ่มมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบำเพ็ญเพียรกับพวกนาง จนกระทั่งวันหนึ่ง สวี่ฉางเซิงก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน
"พี่สวี่ นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะมาหาถึงที่นี่" โจวลั่วต้อนรับเขาเข้าไปด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อเห็นหญิงงามสามนางภายในสวน สวี่ฉางเซิงก็เอ่ยหยอกเย้าว่า "พี่โจวช่างมีวาสนาจริง ๆ "
"หามิได้ หามิได้" โจวลั่วกล่าวอย่างถ่อมตัว
การมาของสวี่ฉางเซิงเป็การเยี่ยมเยียนตามปกติ แต่จากปากของอีกฝ่าย โจวลั่วจึงได้รับรู้ข่าวคราวล่าสุดของ 'หนูทดลอง' ของเขา ปรากฏว่าคราวก่อนหลังจากจางต้าเปิ่นเผลอกินโอสถสลายปราณเข้าไป ไม่นานเขาก็ถูกพาส่งไปรักษาเนื่องจากอาการท้องร่วงไม่หยุด
แม้จะรักษาจนหาย แต่หลังจากนั้นเขากลับพบว่าตนเองมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเื่นี้ทราบถึงหูของตระกูลหลินทันที เมื่อพบว่าหากจะรักษาต่อไปจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ตระกูลหลินจึงตัดสินใจถอดถอนสถานะเขยแต่งเข้าตระกูลของเขา และเนรเทศเขาไปใช้แรงงานหนักในเหมืองแทน
หลังจากฟังจบ โจวลั่วก็ใในใจยิ่งนัก นึกไม่ถึงเลยว่าการขาดสมุนไพรไปหนึ่งชนิดจะทำให้โอสถสลายปราณไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพคงเดิม แต่ยังเพิ่มผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึงมาด้วย เมื่อนึกถึงว่าจางต้าเปิ่นอาจจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือโดยไร้สมรรถภาพ โจวลั่วก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา นี่แหละที่เขาเรียกว่าคนชั่วย่อมได้รับกรรมสนอง
"พี่โจวลงมือได้เหี้ยมโหดจริง ๆ " หลังจากเล่าจบ สวี่ฉางเซิงก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่มีความหมายลึกซึ้ง เห็นได้ชัดว่าเขาเดาออกว่าเื้ัเื่นี้ต้องเป็ฝีมือของโจวลั่วแน่นอน
"พี่สวี่อย่าได้กล่าวจาเรื่อยเปื่อย" โจวลั่วรีบปฏิเสธทันควัน สวี่ฉางเซิงเพียงแต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
คืนนั้น โจวลั่วที่อยู่ในอารมณ์เบิกบานย่อมไม่พลาดที่จะประกอบบทรัก และทันทีที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นกิจ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในที่สุด
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ท่านทำให้คู่บำเพ็ญตั้งครรภ์สำเร็จ ได้รับสิทธิ์สุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง]