ใบหน้าของอัลเบิร์ตผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท FEAR ได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของกวีเป็คนแรก
แม้ข้อมูลหลายอย่างจะชี้ว่าเขาคือตัวการของเื่ราวทั้งหมด กระนั้นก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ความจริงแม้แต่อย่างเดียว ยิ่งขุดลึกลงไปเท่าใด สิ่งที่ได้กลับกลายเป็คำถามที่แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปอีกหลากหลายประเด็น
“โอ้! นั่นมันเ้าหนูกระทิงดุมิใช่รึ”
เสียงของชายผู้หนึ่งได้ดังก้องกังวานขึ้นมาขัดจังหวะ ทำให้กวีจึงต้องหยุดยั้งทุกความคิดในหัวในทันทีทันใด
“เห็นวันแรกนึกว่าจะตายไปซะแล้ว ใครกันจะบ้าวิ่งเข้าไปให้วัวกระทิงเขาเหล็กขวิดเข้า สภาพของเอ็งเละจนใคร ๆ ก็บอกว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่คงเป็เพราะนายหญิงของเราดูแลเอาใจใส่เอ็งเป็อย่างดี ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาสูดอากาศอีกครั้งหรอกนะเ้าหนู ฮ่า ๆ ๆ !!”
เ้าของเสียงคือชายร่างใหญ่คนหนึ่ง เขาก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมมีพวกพ้องอีกราวสองคน
“กระทิงเขาเหล็ก โดนขวิด คนพวกนี้พูดถึงเื่อะไรกันครับ ?”
กระนั้นกวีกลับมิได้ล่วงรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย สมองของเขามิได้เลอะเลือน ย่อมจำได้ว่าตัวมิเคยโดนกระทิงขวิดเลยแม้เพียงครั้งเดียว
“รีบ ๆ กลับไปทำงานกันได้แล้ว ไม่ใช่ว่าพวกนายมีเื่ที่ต้องทำกันรึไง”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งออกไปเพื่อไล่ตะเพิด เพียงไม่นาน เหล่าทหารทั้งสามนายก็เร่งจากไปโดยที่พวกเขามิอาจต้านทาน
ในขณะเดียวกัน กวีกลับจ้องมองแอนนาด้วยแววตาเจือแววงุนงง
“ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เธอเริ่มพูดขึ้นพร้อมกันจึงก้มหัวขอโทษ “แต่นี่ก็เพื่อเป็การรักษาความลับเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่าน แม้ว่าตอนนี้ผู้กล้าคนอื่นจะโด่งดังไปทั่วโลกแล้วก็จริง กระนั้นการมีตัวตนอยู่ของท่านกวียังมีเพียงน้อยคนที่จะล่วงรู้ แม้ว่ามันจะไม่ดีต่อพวกพ้องของชั้นไปเสียสักหน่อย แต่การปกปิดความลับเอาไว้ให้มีเพียงน้อยคนที่รู้ย่อมดีที่สุด ซึ่งนอกเหนือไปจากชั้น ก็มีอีกเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่รู้ว่าตัวท่านกวียังมีชีวิตอยู่..”
ในขณะที่ว่ากล่าว แอนนากลับหยุดยั้งถ้อยคำของเธอให้หยุดชะงักลงในชั่วครู่ขณะ
“ช่วยลืม ๆ สิ่งชั้นพึ่งพูดไปเถอะค่ะ”
พลันสิ้นเสียง องค์หญิงผู้เลอโฉมก็หันหลังให้แก่เขา
มีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใน ใบหน้าสุดท้ายของเธอที่กวีได้เห็นช่างชวนให้น่าคิดถึงเสียเหลือเกิน
เพราะมันช่างคล้ายกันเสียนี่กระไร คล้ายกันกับใบหน้าของเขาในยามที่ทุกอารมณ์ร้ายและความโกรธได้พุ่งทะยานถาโถมเข้าใส่จ้าวลัทธิผู้โสมม
กวีย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดควรถามและสิ่งใดไม่ควรถาม บางสิ่งก็ควรรู้ไว้แค่เพียงคนใน
“จะว่าไป ดูเหมือนว่าท่านกวีจะยังไม่ได้รับสมุดนิทานใช่ไหมคะ ?”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้น ทว่ากวีกลับมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าเธอกำลังพูดถึงสิ่งใด
“คิดว่า.. ไม่ครับ..” เขากล่าวพลางเกาหัวทำท่าไม่รู้
มุมปากของแอนนาขยับยกเป็ริ้วแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มซึ่งเผยขึ้นมาพร้อมหนึ่งวาจาว่ากล่าว
“เช่นนั้นก็ตามมาสิคะ”
ราวห้านาทีต่อมา ณ ที่ใดสักแห่ง
“สถานการณ์ในตอนนี้มันหมายความว่ายังไง..”
เสียงของกวีกล่าวพร้อมนั่งเท้าชิดและมีสีหน้าแลดูประหม่า เขานั่งอยู่ ณ บริเวณริมสุดภายในเต็นท์หลังหนึ่ง
แต่ภาพเบื้องหน้าช่างชวนให้คิดลึก เมื่อองค์หญิงแอนนาในยามนี้ได้ก้มลงและหันบั้นท้ายมาที่เขาราวกับกำลังควานหาบางสิ่งที่อยู่ใต้เตียง
ที่แห่งนี้คือที่พำนักของเธอ ภายในที่พักที่ดูเรียบง่าย แม้จะไร้ซึ่งเครื่องประดับอันหรูหราและมีราคา ทว่าสภาพโดยรวมกลับเป็ระเบียบเรียบร้อย พร้อมมีกลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้เมื่อยามแรกเยิ้มที่ลอยโชยมาแต่ไกล
ตัวกวีไม่เคยย่างกรายเข้าสู่ห้องของหญิงใดนอกจากแม่ของตน ทำให้หัวใจจึงเต้นระรัวจนเนื้อตัวอยู่ไม่สุข
ใบหน้าของกวีเริ่มต้นแปรเปลี่ยนสี แดงก่ำประหนึ่งเนื้อในของลูกแตงโม แววตาของเขาจดจ้องอยู่เพียงบั้นท้ายขององค์หญิงผู้งดงาม ทุกครั้งที่เธอก้มลงก็เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนนูนผ่านเนื้อผ้าที่รัดแน่น
“เจอแล้ว !!”
เสียงของเธอดังก้องกังวาน พลันสิ้นสุดเสียงได้เพียงไม่นาน สติของกวีก็หลุดพ้นจากภวังค์แห่งตัณหาในทันทีทันใด
เธอเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหา พร้อมในมือของเธอมีม้วนคัมภีร์อยู่ข้างละฉบับ
“เป็อะไรไปคะ ?”
ตัวเธออดมิได้ที่จะสงสัยว่าเหตุใดกวีจึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับว่าเขากลายเป็คนละคน
พลันได้ยินคำถามของเธอ กวีก็ส่ายหัวอยู่ครู่ใหญ่ พร้อมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกไปด้วยความร้อนรน
“มะ- ไม่มีอะไรครับ !!”
ช่างแลดูมีพิรุธ ทว่าแอนนาก็หาได้เซ้าซี้ เธอเลือกที่จะไม่ถาม ทว่านั่นก็นับว่าดีแล้วสำหรับเขาและเธอ
ม้วนคัมภีร์ทั้งสองได้ตกมาอยู่ในมือของกวี มิได้มีอะไรพิเศษ พวกมันก็เปรียบได้เพียงแผ่นกระดาษที่ถูกม้วนเก็บและมัดด้วยเชือกเส้นหนึ่ง
“คัมภีร์ในมือขวาของท่านกวีมีชื่อว่าใบจุติ” และแล้วแอนนาก็เริ่มกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“สิ่งนี้จะใช้ได้กับผู้ที่ได้รับ ‘ศาสตร์เฉพาะ’ มาแล้วเท่านั้น เมื่อใช้มันแล้ว ผู้ใช้จะได้รับ ‘สมุดนิทาน’ มาอยู่ใน ภายในสมุดนิทานจะมีอีกหลายอย่างที่จะเป็ประโยชน์ต่อท่านในอนาคต”
ราวกับคำอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็ที่แน่นอนว่ากวีย่อมมิอาจจับใจความว่าเธอกำลังพูดถึงสิ่งใดอยู่
“ส่วนคัมภีร์ในมือซ้ายของท่านเรียกว่า ‘ใบทักษะลึกลับระดับE โล่อากาศ ฟาเรม’ เมื่อใช้งานแล้วผู้ใช้จะได้รับทักษะที่ถูกบันทึกเอาไว้ภายในม้วนคัมภีร์ เช่นเดียวกัน มันจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อท่านกวีได้รับ ‘สมุดนิทาน’ มาแล้วเท่านั้น ส่วนรายละเอียดยิบย่อยที่เหลือ ชั้นจะอธิบายให้ท่านได้ฟังอีกครั้งหลังจากที่ท่านได้ใช้งานไปแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มจากใบจุติ และตามด้วยใบทักษะลึกลับ วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่ท่านต้องกล่าวว่า ‘เริ่มต้นใช้งาน’ ตามด้วยชื่อของวัตถุโบราณชิ้นที่้าใช้งาน เพียงแค่นี้ก็เสร็จสิ้นแล้วค่ะ”
คำอธิบายที่แอนนากล่าวมาเมื่อครู่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา
“เริ่มต้นใช้งาน ใบจุติ”
สิ้นเสียงว่ากล่าว คัมภีร์ในมือขวาของกวีพลันสูญสลายกลายเป็อณูแสงสีขาว
.
[เริ่มต้นการจุติ]
.
[เสร็จสิ้นกระบวนการ]
.
อักขระประหลาดได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของกวี มันคือกลุ่มอักษรที่เขาไม่เคยเห็นมาจากที่ใด ทว่ากลับสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ในทันที
พลันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์ที่เขาเห็นยังคงมีสภาพเฉกเช่นเดิม
กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่แปลกไป เมื่อลองเพ่งมองให้ดี เบื้องหน้าก็ปรากฏสมุดประหลาดเล่มหนึ่งกำลังล่องลอยอยู่บนอากาศ ประหนึ่งว่าแรงโน้มถ่วงหาได้มีผลใด ๆ กับมัน
“นี่มันคือ..”
แววตาของเขามีเพียงความฉงนสงสัย
“ถูกต้องอย่างที่ท่านคิดค่ะ” เมื่อนั้นเสียงของแอนนาจึงถูกเปล่งออกไปเพื่อแถลงไขถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของท่านกวีคือสิ่งที่เรียกว่า ‘สมุดนิทาน’ และจะมีเพียงเ้าของที่จะมองเห็นพวกมัน เช่นนั้นก็ลองเลื่อนไปยังหน้าแรกดูสิคะ จะสั่งการด้วยเสียงหรือเพียงครุ่นคิดอยู่ในหัวก็ได้ค่ะ”
สิ้นเสียงของเธอ กวีก็เร่งทำตามที่นายเหนือหัวได้ออกปากสั่งการในทันที
.
[ชื่อ : กวี
ระดับ : 1
ศาสตร์เฉพาะ : หมอผี
ความแข็งแกร่ง : 1, ความว่องไว : 1, พลังเวทย์ :1, โชค : 1, ความแม่นยำ : 1, พลังกาย : 1
พลังชีวิต : 200, มานา : 100]
.
ทุกสิ่งช่างเต็มไปด้วยความลี้ลับ บนหน้ากระดาษปรากฏอยู่เพียงอักขระประหลาด
“สำหรับหน้าแรกจะเป็ข้อมูลเบื้องต้นของท่านกวี ซึ่งมันจะประกอบไปด้วยชื่อ ระดับ ศาสตร์เฉพาะ อายุ ส่วนสูง พลังชีวิต และสุดท้ายก็คือมานา”
แอนนาได้กล่าวคำเพื่ออธิบาย ก่อนจะเร่งออกปากสั่งการให้กวีเปิดไปยังหน้าถัดไป
“หน้าที่สองจะมีข้อมูลเกี่ยวกับทักษะลึกลับที่ท่านกวีอยู่ สำหรับตอนนี้มันยังไม่สำคัญเท่าใดนัก แล้วชั้นจะอธิบายให้อีกครั้งเมื่อท่านใช้งานม้วนคัมภีร์อีกชิ้นค่ะ”
ทุกสิ่งเป็ไปดังที่แอนนาว่ามา ทว่าก็มีบางสิ่งที่ผิดไปจากถ้อยคำของเธออยู่หนึ่งข้อ
“เอ่อ.. ขอโทษนะครับท่านแอนนา พอดีว่าหน้าที่สองของผมมันไม่ใช่ทักษะลึกลับ แต่รู้สึกมันจะเขียนว่าช่องเก็บของล่องหนน่ะครับ”
พลันได้ยินเช่นนั้น แอนนาก็จึงเริ่มต้นครุ่นคิด
ราวสองนาทีเศษ แววตาของเธอได้เจือแววแห่งการตระหนักรู้ และพร้อมกันนั้นก็จึงพูดขึ้น
“คำพูดของชั้นต่อจากนี้อาจไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน แต่ก็มีตำนานกล่าวถึงเื่นี้อยู่บ้าง ว่ากันว่า เมื่อใดที่มีผู้กล้าเดินทางมาจากต่างโลก คนผู้นั้นจะได้รับพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่าคนสามัญธรรมดา โดยว่ากันว่ามันคืออภิสิทธิ์ของผู้กล้า !!”
น้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ตัวแอนนาในยามนี้เปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นประหนึ่งว่ามันคืออภินิหารเหนือธรรมชาติ
เพียงแต่ว่า พลันเมื่อเขานึกถึงคำว่าผู้กล้า สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของกวีกลับเป็ใบหน้าของชายเฒ่าคนหนึ่ง ในภาพพจน์คือมันแสยะยิ้มมาที่เขาพร้อมเอ่ยวาจาราวกับว่ากำลังเย้ยหยัน
กวีกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“งั้นเรามาเริ่มใช้ม้วนคัมภีร์ชิ้นที่สองกันเถอะค่ะ”
แอนนา้าให้ชายหนุ่มปล่อยวางจึงเร่งเอ่ยวาจาเข้าแทรก พลันเมื่อเขาได้ยินคำพูดของเธอ เมื่อนั้นกวีก็หยุดยั้งความคิดแค้นในหัวให้ชะงักลง
ดวงตาสองข้างจดจ้องไปยังท่านหญิงที่อยู่ตรงหน้า ยามนี้เขากำลังทำให้เธอเป็ห่วง ความโกรธแค้นที่แผ่ขยายออกไปมิได้ทำร้ายเพียงจิตใจของเขาหากแต่มันยังลามไปหาผู้คนรอบกาย
พลันสายตาของกวีจดจ้องมองไปยังม้วนคัมภีร์ในมือซ้าย ทันใดนั้นก็ปรากฏหนึ่งข้อความอยู่ด้านข้างของมันประหนึ่งว่าเป็ภาพลวงตา
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: ใบทักษะลึกลับ ‘โล่อากาศ ฟาเรม’
ระดับ: 1
ประเภท: วัตถุใช้งาน
คำอธิบาย: เมื่อใช้งาน ผู้ใช้จะได้รับทักษะโล่อากาศ ฟาเรม]
.
“นี่มันคืออะไรกันครับ ?”
กวีมิอาจเข้าใจ มือขวาของเขาพยายามยื่นออกไปราวกับ้าจะแตะต้อง นิ้วทั้งห้าทะลุผ่านไปประหนึ่งว่าอักษรเ่าั้ไม่มีอยู่จริง
“นี่คืออีกหนึ่งความสามารถที่ผู้จุติจะได้รับ มันเรียกว่าดวงตาแห่งความจริงค่ะ”
บนโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ผู้จุตินั้นมีอัตราส่วนอยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชากรมนุษย์โลกทั้งหมด
มิใช่เพราะการได้รับศาสตร์เฉพาะนั้นยากลำบาก หากแต่เป็เพราะใบจุติมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงลิ่วยากเกินที่คนธรรมดาจะไคว่ขว้า
“ชั้นจะอธิบายให้ฟังแบบง่าย ๆ ค่ะ” และแล้วแอนนาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง “วัตถุโบราณทุกชนิดบนโลกใบนี้จะมีการแบ่งแยกระดับ ซึ่งดวงตาแห่งความจริงจะช่วยให้พวกเราอ่านข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุโบราณแต่ละชิ้นได้ เพียงแต่ว่า การประเมินราคาของพวกมันจะขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่พวกเรามนุษย์ตั้งขึ้นเอง และหนึ่งในเกณฑ์ที่ว่าก็คือระดับของวัตถุโบราณ ยกตัวอย่างเช่น ใบทักษะลึกลับระดับหนึ่งจะมีราคาอยู่ที่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันเซน ส่วนใบจุติที่ท่านกวีพึ่งใช้ไปเมื่อครู่มีระดับความหายากอยู่ที่สี่ ซึ่งราคาของมันอยู่ที่ราว ๆ ห้าแสนเซนค่ะ”
สังคมมนุษย์ในปัจจุบันจะมีสกุลเงินอยู่เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือสกุลเงินที่มีชื่อว่าเซน
ในขณะเดียวกัน วัตถุโบราณทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็เจ็ดระดับ แต่ละระดับจะมีการประเมินราคาที่แตกต่างกัน อันจะประกอบไปด้วย
ระดับหนึ่ง ราวหนึ่งหมื่นถึงห้าหมื่นเซน
ระดับสอง ราวห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนเซน
ระดับสาม ราวหนึ่งแสนถึงห้าแสนเซน
ระดับสี่ ราวห้าแสนถึงหนึ่งล้านเซน
ระดับห้า ราวหนึ่งล้านถึงยี่สิบล้านเซน
ระดับหก ราวยี่สิบล้านถึงร้อยล้านเซน
ระดับเจ็ด มากกว่าร้อยล้านเซน
เกณฑ์ในการประเมินราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ความสามารถ ระดับ ความงาม หรือแม้กระทั่งความนิยม
โดยปกติแล้ว ราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะไม่โดดไปจากเกณฑ์ที่ตั้งมากนัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ‘ความ้า’ และ ‘กำลังทรัพย์’ ของผู้ซื้อ บ่อยครั้งที่เหล่าผู้ประมูลวัตถุโบราณระดับสูงมักจะเพิ่มราคาของมันให้ทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก ว่ากันว่า เคยมีวัตถุโบราณระดับเจ็ดอยู่ไม่น้อยที่มีราคาประมูลมากถึงหนึ่งพันล้าน
สองหมื่นห้าพันถึงห้าหมื่นเซนต่อหนึ่งเดือนคืออัตราค่าครองชีพของประชาชนระดับกลาง โดยจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ ณ พื้นที่ใด
เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้วัตถุโบราณสักชิ้นมาอยู่ใน การเก็บออมเงินในระยะยาวสำหรับพวกเขาประชาชนเดินดินจึงเป็สิ่งจำเป็
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ที่้าซื้อวัตถุโบราณระดับสูงก็มีเพียงนักสะสมผู้มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ และก็มีอีกพวกหนึ่ง ก็คือบรรดานักบุกเบิกที่จำต้องเสี่ยงเป็เสี่ยงตายไม่เว้นแต่ละวัน พวกเขาจึง้าอุปกรณ์ที่ทรงพลังเพื่อต่อกรกับอสูรและมนุษย์ด้วยกันที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขา
“รวมทั้งหมดห้าแสนเซน! นี่มันราคาซื้อขายบ้านรึไงครับ แบบนี้ผมฟรี ๆ ไม่ได้หรอกครับ !!”
ได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงแอนนาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเมื่อได้เห็นอากัปกิริยาที่ดูเลิ่กลั่กของกวี
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ แต่ไม่ต้องเป็ห่วง ชั้นไม่คิดจะมอบมันให้แก่ท่านกวีโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เพื่อการนั้น หลังจากนี้ท่านกวีจะต้องรับฟังคำขอร้องจากชั้น แน่นอนว่าท่านปฏิเสธไม่มีทางปฏิเสธหรอกนะคะ”
เธอยังคงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ กวีจึงรู้ว่าตนไม่มีทางเลือกใดอื่น เมื่อรับมาหนึ่งก็ต้องคืนไปสอง ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมีมูลค่ามากถึงห้าแสน แล้วเช่นนี้ตัวเขาควรจะตอบแทนเยี่ยงไรจึงจะคู่ควรแก่คำว่าเหมาะสม