พีรพลรักษาตัวอยู่อีกเกือบครึ่งเดือน อาการไข้จึงหายเป็ปรกติแต่าแที่แผ่นหลัง ก็ยังคงต้องรักษาต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดพังผืดต้องขอบคุณความรู้ในโลกก่อนที่ยังพอมีติดตัวอยู่บ้าง จึงพอเอามาช่วยในการรักษาได้
ระหว่างนี้ ยายแก่ก็แวะเวียนเอาข้าวปลา รวมถึงหยูกยาที่พีรพล้ามาให้ทุกสามวันบางครั้งบ่าวที่รับหน้าที่เฝ้าผืนดินแถบนี้ ก็มาต่อเติมเพิงพักให้ดูแข็งแรงขึ้น และสร้างห้องน้ำตามคำร้องขอของเขาให้ด้วย
ยายแก่ หรือชื่อของแกคือ ยายจันทร์เล่าว่า ที่พยายามช่วยเหลือเ้าของร่างนี้ ก็เพราะร่างนี้คอยช่วยเหลือแกมาตลอด่ที่เป็บ่าวก็ขยันขันแข็ง มักแบ่งปันของกินหรือเสื้อผ้าให้แกอยู่เสมอ
‘ปิ่นเป็ผู้ชาย จักอยากมีผ้างาม ๆใส่ไปทำไมละจ๊ะยาย ปิ่นขอแค่ไว้กันลมกันฝนก็เพียงพอแล้วจ้ะ’
นั่นคือประโยคที่บ่าวปิ่นมักจะเอ่ยขึ้นทุกครั้งหลังจากที่ได้รับเสื้อผ้าที่เ้าของเรือนจะมอบให้บ่าวทุกวันขึ้นปีใหม่ รวมถึงเบี้ยอัฐขวัญถุงอีกจำนวนหนึ่ง
ซึ่งหลังจากที่ได้เลื่อนขึ้นเป็เมียบ่าวแล้ว ปิ่นทองก็ยังดูแลยายจันทร์เหมือนเดิมหยิบยื่นของดี ๆ ให้ตลอดแบ่งปันอัฐที่ท่านเ้าคุณมอบให้จนแทบจะหมดถุงอยู่บ่อยครั้งซึ่งยายจันทร์ก็นำไปฝังดินไว้ไม่ได้นำมาใช้แต่อย่างใด
และอัฐเ่าั้ก็ได้ถูกนำกลับมาใช้รักษาเ้าของร่างในตอนนี้เนื่องจากปิ่นทองถูกโบยจนหลังเกือบขาดนอนหายใจรวยริน ขาก้าวลงกระทะทองแดงไปแล้วข้างหนึ่ง แต่ยายจันทร์ก็ไม่คิดย่อท้อ โชคดีที่ท่านเ้าคุณไม่ได้ใส่ใจว่าเมียบ่าวจะเป็หรือตาย ยายจันทร์จึงได้แอบมาดูแลเ้าของร่างได้อย่างสม่ำเสมอ
แต่เพราะจำนวนอัฐไม่ได้มีมากมาย บวกกับที่เป็แค่บ่าวไพร่เรือนซักล้าง ทำให้แกหาได้แค่สมุนไพรรักษาาแกับลดไข้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการรักษาที่ใช้เวลายาวนานเป็เดือน ดังนั้นยายจันทร์จึงได้แต่ภาวนาต่อเทวดาฟ้าดินว่าถ้าบ่าวปิ่นมันยังไม่ถึงคราวตายก็อย่าเพิ่งเอามันไปลงนรกเลย
แต่ดูเหมือนคำภาวนาของยายจันทร์จะไม่เป็ผล เพราะบ่าวปิ่นได้เสียชีวิตไปแล้วส่วนคนที่อยู่ในร่างนี้คือ พีรพล บ่าวใต้ผู้หลงยุค!
เออ! หลงยุคก็หลงยุคสิ ช่างหัวมันปะไร ในเมื่อหายดีแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องสู้ต่อ ชาติก่อนพีรพลคือบ่าวใต้อายุ๓๒ ปี ผิวคล้ำ หยาบกร้าน ร่างใหญ่บึกบึน
พอมาอยู่ในชาตินี้ พีรพลก็เป็บ่าวเหมือนกันต่างกันก็ตรงที่ร่างนี้เล็กบาง ผิวขาวเนียน อายุ ๒๐ ปีถ้วน!
มันก็คือคือกันนั่นแหละ…
คือก็เหี้ยแล้ว!...
โอ้ยยยย
เรี่ยวแรงที่เคยมีในชาติก่อนก็หดหายไปเกือบครึ่งสงสัยร่างเดิมไม่ค่อยได้ทำงานหนัก ดูจากผิวพรรณที่ขาวเนียนนี่น่ะนะแต่ขอโทษไว้ล่วงหน้าละกัน พีรพลเป็คนไม่ชอบอยู่นิ่งถ้าต่อไปจะทำให้ผิวขาว ๆ นี้มีรอยกระดำกระด่างไปบ้าง ก็อย่ากลับมาหักคอกันเลย
ชีวิตมันต้องกินต้องใช้เรือเล็กควรออกจากสวนมะพร้าว
ใช่! สวนมะพร้าว
สวนมะพร้าวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ในเมื่อมีผืนดินมากมายเป็หมื่น ๆ ไร่ ไอ้พีรพลคนนี้จะขอหยิบยืมสักหน่อยก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็ค่าตอบแทนที่เ้าของร่างนี้เคยมอบความสุขเื่บนเตียงแก่เ้าของที่ดินมาระยะหนึ่งและเป็ค่าเสียหายที่โบยจนเกือบตายนี่ด้วย!
“ปิ่น ไอ้ปิ่น ข้ามาแล้ว...”
เสียงะโมาแต่ไกล ไม่นานร่างของบ่าวผู้หนึ่งก็โผล่มาในครรลองสายตา
‘เขียด’ บ่าวเฝ้าผืนดินแถบนี้ ตอนนี้มันกลายมาเป็สหายของพีรพลแล้ว ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันบวกกับมันขี้สงสารจึงไม่ยอมทิ้งเขาไปไหนไกลคอยมาด้อม ๆ มอง ๆ รวมถึงระวังภัยไม่ให้ใครเข้ามาใกล้กระท่อมที่เขาอาศัยระหว่างพักรักษาตัว
‘วันพรุ่งข้าจักไปถางหญ้าแถบแม่น้ำถ้าเอ็งอยากไปด้วย ข้าจักมารับ จากนั้นจักพาเอ็งไปไหว้พระที่วัด ดีหรือไม่’
เขียดเอ่ยชวนพีรพลไว้เมื่อวานนี้ ซึ่งพอได้ฟังเขาก็ไม่ต้องคิดให้เสียเวลารีบตกปากรับคำในทันใด และยังบอกอีกว่าจะช่วยงานมันเป็การตอบแทนอีกด้วย
อย่างน้อยการสำรวจที่ทางในโลกใหม่ก็เป็เื่ที่ควรทำเป็อันดับต้นๆ เพราะตอนนี้พีรพลมีอาชีพในหัวแล้ว เหลือก็แต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้อาชีพนี้ ทำเงินได้เป็กอบเป็กำเหมือนโลกเก่าที่จากมา
สองร่างเดินตามกันไปบนเส้นทางเล็กที่ทอดยาวสู่ริมแม่น้ำเขียดเล่าว่าผืนดินแถบนี้ อุดมสมบูรณ์รองจากผืนนาที่อยู่ฟากกระโน้นแต่ด้วยความรกชัฏของต้นมะพร้าวและไม้ยืนต้นอื่นทำให้คุณ ๆที่เรือนใหญ่ไม่เคยลงมาดู
แต่ถึงกระนั้นทุกสิบวันครึ่งเดือน เขียดก็ต้องนำลูกมะพร้าวแก่ที่ร่วงหล่นไปส่งให้ที่เรือนใหญ่โดยการขนใส่เรือสำปั้นที่จอดอยู่ริมน้ำ
เดินกันมาได้พักใหญ่ ๆ พีรพลก็มองเห็นยอดเจดีย์สีทองอร่ามตัดกับท้องฟ้าสีครามที่มีปุยเมฆสีขาวประปราย
“โห!…สวยงามพระรามแปดมว๊าก! ทำมาจากทองจริง ๆ หรือเปล่าวะนั่น”
ถึงแม้เจดีย์จะอยู่อีกฟากของแม่น้ำ แต่ความอร่ามเรืองรองของทองที่หุ้มอยู่ก็ยังสามารถส่งประกายวิ้ง ๆ ข้ามฝั่งมาทิ่มตาของพีรพลที่อยู่ฟากนี้ได้
“ข้าก็มิรู้ดอกหนาเกิดมาก็เห็นมันเป็สีนั้นแล้ว”เขียดเมินภาษาแปลกประหลาดของพีรพลแล้วตอบตามความจริง
“วัดนั้นเหรอที่เราจะไปกันหลังจากถางหญ้า”
“เป็เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจักพาเอ็งพายเรือข้ามฟากไป”
พีรพลยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ พวกเขาก็เดินมาถึงจุดที่ต้องทำงานในวันนี้แล้วตรงเวิ้งนี้เป็สวนมะพร้าวน้ำหอมขนาดใหญ่ กินพื้นที่ตลอดแนวคุ้งน้ำหลังจากที่ประเมินด้วยสายตาเหมือนมันกำลังแก่ได้ที่
ดีเลยจะตัดไปขายแม่งให้หมด!
สภาพอากาศของยุคนี้ ไม่ได้ร้อนเหมือนซ้อมตกนรกแบบในชาติเดิมทำให้การถางหญ้าที่ควรจะกินเวลาทั้งวัน ก็หดสั้นลงมาเหลือแค่บ่ายคล้อยเท่านั้นเพราะพีรพลทำงานไวมากจนเขียดถึงกับเอ่ยปากชม
“ข้าก็นึกว่าคนอ่อนแอเช่นเอ็ง จักร้องไห้กลับกระท่อมไปเสียแล้ว”
พีรพลไม่อยากจะโม้ นี่ถ้ายังอยู่ในร่างเก่าหญ้าสูงแค่นี้เขาถางแค่ครึ่งวันก็เสร็จแล้วเถอะ แต่เพราะข้อจำกัดของร่างเดิมเขาจึงทำได้เท่าที่เห็นแต่มันก็ต้องแลกมากับรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแขนขาพอให้ระคายผิวเนียน
เนื่องจากพีรพลไม่ได้แต่งตัวเหมือนเขียดที่นุ่งเพียงโจงสั้นตัวเดียวเพราะเขามีทั้งโจงยาว เสื้อแขนสั้นทรงกระบอก ผ้าโพกหน้าและรองเท้า เสื้อผ้าเหล่านี้เป็ของที่ปิ่นทองเคยให้ยายจันทร์ไว้ในตอนที่ยังเป็คุณนายเรือนเ้าพระยา
ซึ่งหลังจากที่พีรพลฟื้นขึ้นมา ยายจันทร์ก็นำกลับมาคืนให้ทั้งหมดส่วนเสื้อผ้าและข้าวของที่ปิ่นทองเคยใช้ตอนอยู่เรือนเมียบ่าว ไอ้อีพวกนั้นมันเอาไปแบ่งกันหมดแล้วไม่เหลือสักชิ้น
“เราเอาของพวกนี้ซ่อนไว้ที่นี่แหละยังไงขากลับก็ต้องเดินผ่านทางนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” พีรพลแนะนำ เมื่อเห็นเขียดแบกมีดพร้ากับจอบเดินมุ่งหน้าไปที่ริมแม่น้ำ
“ก็จริงดังเอ็งว่า ข้านี่มันโง่เง่าจริง ๆ” เขียดด่าตัวเองจากนั้นก็เลือกเดินไปทางต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ก่อนจะวางของบนบ่าลงที่โคนต้น
พีรพลจึงเดินตามไปแล้ววางของในมือไว้ข้างกันจากนั้นก็ไปหอบเอาต้นไม้ใบหญ้าที่ถางไว้ก่อนหน้านี้มาสุม เพื่อไม่ให้สะดุดตาอีกที
“เอ็งหิวหรือไม่”
ระหว่างที่เดินไปยังท่าน้ำ เขียดก็หันกลับมาถามด้วยความเป็ห่วงเพราะมื้อกลางวันพีรพลกินได้เพียงนิดเดียว
“ข้าวเหนียวที่เอ็งกินมันก็แข็งนัก ประเดี๋ยววันที่ข้าเอามะพร้าวไปส่งที่เรือนใหญ่แล้วจักแอบไปขอข้าวสารมาให้เอ็งไว้หุงกิน ข้าสนิทกับบ่าวที่เฝ้ายุ้งฉางอยู่บ้างขอแบ่งปันมาสักหน่อยมันคงมิสงสัยดอก”
“ขอบใจมากนะเขียด”
พีรพลไม่รู้จะตอบแทนเพื่อนคนนี้ยังไงดีเพราะตอนนี้ตัวเองก็ยังเอาไม่รอด เขาเลยได้แต่คิดว่าถ้ากิจการที่วางแผนไว้เริ่มทำเงินให้ได้บ้างแล้ว ก็จะแบ่งปันให้กับมันบ้างรวมถึงยายจันทร์ด้วย
เขียดพาพีรพลเดินมาจนถึงริมน้ำ ตรงนี้มีท่าน้ำที่ต่อขึ้นจากไม้ไผ่ยื่นลงไปพอให้พ้นแนวต้นกก และมีเรือพายเก่าคร่ำคร่าผูกอยู่ลำหนึ่ง ในลำเรือมีไม้พายอยู่สองอันเขาจึงช่วยเขียดพายเพื่อให้ข้ามแม่น้ำได้ไวขึ้น เมื่ออยู่กลางแม่น้ำ เขาลองชะโงกหน้าลงไปดูก็เห็นว่าน้ำใสกว่ายุคที่จากมาและดูเหมือนว่าปลาจะชุกชุมด้วย
“คลองเล็กหลังกระท่อมเอ็งก็แยกไปจากแม่น้ำนี้แลปูปลาก็พอมีบ้างแต่ไม่ชุกชุมเท่า ปลาที่ยายจันทร์ทำให้เอ็งกินก็มาจากคลองนั้นเช่นกัน”เขียดที่นั่งอยู่ด้านหลัง เห็นพีรพลสนอกสนใจ จึงได้บอกกล่าวเพิ่มเติม
“อืม...” พีรพลพยักหน้ารับ นี่คือสิ่งที่เขาชอบที่สุดในยุคนี้เกือบทุกอย่างสามารถหาได้จากธรรมชาติ เรียกได้ว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าวอย่างแท้จริง
หลังจากที่ออกแรงพายเรือจนข้ามแม่น้ำมาถึงอีกฟากแล้วเขียดก็เอาเรือไปผูกรวมกับของคนอื่นที่มาถึงก่อนหน้าทันที ซึ่งที่ตรงนี้เป็ท่าน้ำรวมสำหรับชาวบ้านและบ่าวไพร่ส่วนท่าน้ำของเ้าขุนมูลนายจะอยู่ถัดไปอีกเล็กน้อย และมีขนาดใหญ่โตโอ่โถงกว่าหลายเท่าซึ่งมันก็ไม่ได้ใหญ่แค่ท่าน้ำซะด้วยสิ เพราะเรือโดยสารก็วิจิตรงดงาม จนพีรพลอ้าปากค้าง
“หรูหราหมาเห่าแท้ แม่งเอ้ยอย่าให้กูรวยมั่งนะมึง!”
“ไปกันเถิด ประเดี๋ยวมืดค่ำแล้วจักกลับลำบาก”
เขียดไม่สนใจพีรพลที่ยืนอ้าปากค้าง พูดจาไม่รู้ความเพราะมันเห็นเรือเ่าั้มาั้แ่เกิด แต่ก็เพียงแค่เห็นเท่านั้น เพราะมันคิดว่ามีวาสนาได้เป็บ่าวเฝ้าสวนก็ดีถมถืดแล้วดีกว่าเป็ไพร่สักเลขของทางการเป็ไหน ๆ
เส้นทางที่เขียดพาพีรพลเดินไป จะเรียกว่าตลาดก็ไม่เชิงเพราะถ้าเทียบกับยุคที่จากมา มันก็เหมือนถนนเส้นหนึ่งที่มีร้านรวงตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่งยาวไปจนกระทั่งจรดซุ้มประตูวัด กะระยะจากสายตาคร่าว ๆ ก็ประมาณหนึ่งร้อยเมตรเห็นจะได้ถัดจากเขตวัดไป เป็วังของสมเด็จเ้าพระยาองค์หนึ่ง ซึ่งเขียดบอกว่าจำชื่อไม่ได้
จำได้ก็แปลกแล้ว!...แต่ละชื่อยาวพอๆ กับชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครขนาดนั้น เป็เขา เขาก็ไม่จำ!
ระหว่างทางที่เดินพีรพลก็สำรวจที่ทางทำกินไปด้วย รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่อแววไปทางรุ่งริ่งมากกว่ารุ่งโรจน์เพราะถนนเส้นนี้มีขายเกือบทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือสำเภาดังนั้นเขาจึงต้องสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องไปแย่งส่วนแบ่งกับใคร
อันที่จริงความรู้จากโลกเก่าเขาก็มีติดตัวหลายอย่างแต่ถ้าจะให้ทำทุกอย่างก็คงไม่ไหวดังนั้นจึงเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ตนถนัดมากที่สุดเท่านั้น
และที่สำคัญ วัตถุดิบฟรี! รวมถึงมีให้เลือกใช้อย่างเหลือเฟือ!
เออ หยิบยืมมาเลี้ยงชีวิตเดี๋ยวถางหญ้าเป็ค่าแลกเปลี่ยนให้ละกัน…
พีรพลเริ่มวางแผนคร่าว ๆ ในหัว ว่าเขาจะต้องทำสิ่งไหนก่อนสิ่งไหนหลัง สิ่งไหนมี ส่วนสิ่งไหนที่ขาด ก็คงจะต้องร้องขอให้เขียดกับยายจันทร์ช่วยเหลือด้วยเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเก็บ หรือหาซื้อมาจากที่ไหน สิ่งที่รู้ตอนนี้มีเพียงว่าต้องเริ่มต้นอาชีพให้ไวที่สุดไม่งั้นก็คงใช้ชีวิตต่อไปลำบาก เขาคงไม่จมปลักอยู่แค่ในท้องร่องของผู้อื่นไปตลอดชีวิตหรอก…..
“นี่เขียด เราจะไปหาดินเหนียวได้จากที่ไหน”
พีรพลถามคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า มือใหญ่ของมันก็กวัดแกว่งซ้ายทีขวาทีเพื่อให้ไม้ยาวที่ถืออยู่ช่วยไล่สัตว์มีพิษ เพราะยามนี้เป็เวลาผีตากผ้าอ้อม[1]แล้ว
เนื่องจากว่าพวกเขาใช้เวลาอยู่ฟากโน้นเพลินไปหน่อยรู้ตัวอีกทีก็เย็นย่ำ ทำให้ต้องรีบแจ้นกลับเรือแล้วจ้ำอ้าวข้ามฟากมา ซึ่งถ้าปล่อยให้มืดค่ำกว่านี้จะเดินกลับลำบากต่อให้มีคบไฟแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะต้องเดินลัดท้องร่อง ข้ามคูน้ำเล็กรวมถึงต้องคอยระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอต่าง ๆ อีกด้วย
“เอ็งจักเอาดินเหนียวไปปั้นหม้อ ปั้นไหเพิ่มเรอะ”
“ใช่ จะทำเตาเผาด้วย”
“เช่นนั้น วันมะรืนข้าจักพาเอ็งไปขุดที่ตรงนั้นเป็บ่อดินเหนียว ที่บ่าวจากเรือนใหญ่มักจะมาขุดไปปั้นเตาในเรือนครัว”
“ขอบใจนะ”
“อืม...”
เขียดเริ่มติดการขานรับคำเดียวแบบพีรพลแล้ว และเขาเองก็เริ่มสนทนาด้วยภาษาของที่นี่ได้บ้างแล้วเช่นกันจะว่าไปมันก็ไพเราะเพราะพริ้งและไม่ซับซ้อนดี คำไหนที่ไม่รู้จักก็อาศัยเออออตามน้ำไปก่อนแล้วค่อยไปหาความหมายในภายหลัง และคิดในแง่ดีว่าต่อให้เป็คำด่าเขาก็ไม่เจ็บใจ
เพราะยังไงก็ฟังไม่รู้เื่…..
“ฮึบ!”
ปึกเสียงหนัก ๆ ดังขึ้นเมื่อก้อนดินจำนวนหนึ่ง ถูกทิ้งลงบนกองที่มาถึงก่อนหน้าพีรพลแบกห่อดินจากบ่อขุดกลับมาที่กระท่อม เป็รอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็จำไม่ได้ร่างกายที่เล็กบางเป็อุปสรรคอย่างมาก เมื่อต้องแบกของหนักไปมาเป็ระยะทางหลายกิโลเมตรเช่นนี้แต่ถึงอย่างนั้นบ่าวใต้ผู้หลงยุคก็ไม่เคยย่อท้อ
พีรพลทำเช่นนี้ั้แ่เช้าจรดค่ำ หยุดพักกินข้าวกินน้ำพอให้หายหิวแล้วก็เริ่มต้นทำใหม่ใช้เวลาอยู่เกือบสิบวัน จนกระทั่งได้ดินเหนียวกองเท่าูเาย่อม ๆ กองหนึ่ง
จากนั้นก็เริ่มปั้นเตาเผา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งขึ้นมาหนึ่งลูกหาไม้มาทำเสาทำหลังคาเพื่อกันฝนเสร็จแล้วก็ไปเก็บลูกมะพร้าวแห้งที่ใช้ไม่ได้มาใส่จนเต็ม แล้วจุดไฟเพื่อเผาให้เตามีความแข็งแรงจากนั้นก็เริ่มต้นทำลูกถัดไป วนเวียนจนกระทั่งครบห้าลูกตามที่้า
ระหว่างที่รอให้เตาพร้อมใช้งาน พีรพลก็ปั้นหม้อปั้นไห ปั้นชาม ปั้นทุกสิ่งอย่างไว้ใช้งานภายในกระท่อม ถึงจะมีกะลาไว้ใช้แต่มันก็เล็กเกินไปในบางครั้ง
ถ้าอยากจะได้ของใหญ่ ๆเขียดบอกว่าต้องไปซื้อที่ตลาดหน้าวัง ที่นั่นมีหม้อดินเผาให้เลือกมากมายอยากได้แบบไหนก็มีครบตาม้า
จะว่าไปมันก็น่าไปเที่ยว ไปซื้อหาอยู่หรอกเผื่อจะมีช่องทางทำกินเพิ่มเติมด้วย แต่ว่าตอนนี้พีรพลยังไปไหนไม่ได้
ไปซื้อของที่ตลาดฝั่งตรงข้ามยังทำไม่ได้เลย!
ก็ในเมื่อเขาจนกรอบแกรบ ไม่มีเงินติดตัวเลยสักเบี้ย!
กระเป๋าแบนแฟนถีบหัวส่งของแท้
เฮ้อ!...คิดแล้วเศร้า
[1] ่เวลาโพล้เพล้ ใกล้พระอาทิตย์ตกดิน หรือประมาณ 16.00-18.00 น.
*****