บทที่ ๒๖ : เปิดเผย
กุ๋ยเต๋อหวงเอ่ยสั่งพนักงานเปิดห้องประชุมภายในโรงแรมระดับห้าดาว แล้วให้เฟยหลงเข้าไปรอใครสักคนอยู่บนโต๊ะประชุมขนาดใหญ่สองมือของหญิงสาวร่างระหงค้ำคางนิ่งเงียบ... แต่ยังไม่มีเงาร่างของใครปรากฏตัวออกมาเสียที
เหล่าสาวกองครักษ์พิทักษ์ดวงดาวทั้งแปดถูกปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัยอยู่ในห้องรับรองชั้นล่างสุดโดยเฟยหลงสั่งการทุกคนให้นั่งนิ่งๆ รอเงียบๆ ห้ามแสดงกริยาของคนต่างโลกออกมาให้ใครรับรู้แถมกำชับกับทุกคนแบบชัดเจนว่า ‘นี่ก็คือการฝึกวิชาเช่นกัน’
“น้องเซียน! แขกทั้งสองคนจะขอเข้าพบน้องเซียนพร้อมกัน บอกว่าเป็เื่สำคัญมากและเป็ความลับที่ต้องพูดกับน้องเซียนตามลำพัง แม้แต่พี่ ก็ไม่สามารถร่วมฟังได้หวังว่าน้องเซียนจะตกลงนะ” กุ่ยเต๋อหวงเอื้อนเอ่ยบอก ขณะที่เฟยหลงผงกหัวรับใบหน้ามุ่ยฉงนเต็มไปด้วยความสงสัย“ได้ค่ะ พี่กุ่ย”
ครู่หนึ่งกุ่ยเต๋อหวงก็เดินออกไปด้านนอกห้องไม่นานนักหัวหน้าพ่อครัวร่างอ้วนก็ก้าวย่างเข้ามาแทนที่ ตามด้วยชายชราหนวดยาวอีกคนคนทั้งสองฉีกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้คนละฟากฝั่งกับฟางเซียน
“เอ่อ...ถ้าแบบนั้น พี่ขอตัวก่อนนะ มีอะไรก็เรียกพี่ได้เลย พี่จะไปรอน้องเซียนอยู่ด้านนอก” ชายจมูกบานกล่าวสำทับ ร่างระหงทำไม้ทำมือเหมือนบอกไม่เป็ไร “ไม่ต้องห่วงพี่กุ่ย เชิญรออยู่ด้านนอกได้เลย”
เงียบกันไปพักหนึ่งชายร่างอ้วนก็หยิบหนังสือการ์ตูน ‘ดราก้อนสตาร์เล่มสอง’ขึ้นมาวางบนโต๊ะ ั์ตาเล็กหยียังคงจดจ้องฟางเซียนด้วยความเอ็นดู “อาจารย์ของกระผมฝากให้นำมาให้ขอรับ”
ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวเอียงคองงงวยเล็กน้อยใบหน้าสดสวยยังคงสงสัยอยู่ไม่หาย
“ยินดีที่ได้รู้จักคุณหนูฟางเซียนผมขอแนะนำตัวก่อน ว่าผมชื่อเล่าไป๋ เป็เ้าของโรงงานเครื่องดื่มชูกำลังที่คุณหนูเคยสั่งซื้อเป็จำนวนมากส่วนพ่อครัวเ้าเนื้อนั่นชื่อเซี่ยงเฉิง” ชายชราหนวดยาววางนามบัตรลงบนโต๊ะประชุมใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความยินดีที่ได้พบกับฟางเซียน
“ไม่ทราบว่า...พวกคุณ้าเข้าพบกับฉันทำไม? แถมยังดูเป็ความลับถึงขนาดนี้” เฟยหลงเอ่ยถาม พลางโยกศีรษะไปมาแก้ปวดเมื่อย
บุคคลทั้งสองหันมามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่พ่อครัวอ้วนจะเป็ฝ่ายสนทนาโต้ตอบกลับ “คุณหนูมาจากต่างโลกใช่ไหมครับ? ลมปราณที่แผ่ออกมาบนโต๊ะอาหารเมื่อ่บ่ายนั่น...คุณหนูคงไม่ใช่คนของโลกใบนี้”
เฟยหลงเหงื่อแตกพลั่กั์ตาล่อกแล่กไปมาหาเื่แถ เพราะดูเหมือนว่า...ความจริงที่ปกปิดไว้มานานจะแตกเสียแล้ว‘จะโดนจับส่งซังเตข้อหาลอบเข้าเมืองรึเปล่า... หรือว่าจะโดนแบล็คเมล์?แล้วจะทำยังไงกับพวกลั่วลั่วอีกแปดคนดี’ ใบหน้าสะสวยยิ้มแห้งเหมือนขอเวลานอก
“ไม่ต้องใไปหรอกขอรับคุณหนูเพราะพวกเราก็ไม่ใช่คนบนโลกใบนี้เช่นเดียวกัน” ตาแก่หนวดยาวเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพลางเปล่งปราณระดับะชีวิตที่เก้าออกมาให้เฟยหลงดู... เพียงสามวินาทีต่อมาเขาก็ดับพลังลงแล้วหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบพร้อมฉีกยิ้มให้กับหญิงสาว “ก็อย่างที่คุณหนูเห็น พวกเราเหมือนกัน...”
“แต่...แต่พวกคุณเปิดโรงงานได้ มีเอกสารสมัครงานได้ แถมยังมีเอกสารประจำตัวรับรองเป็พลเมืองของประเทศเอ่อ...ไปหาของพวกนั้นมาได้ยังไง ถ้าพวกคุณไม่ใช่คนของโลกใบนี้!” จักรพรรดินีตั้งคำถาม ขณะที่บุคคลทั้งสองผู้นั่งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งต่างหัวเราะท้องแข็ง“หัวธุรกิจอย่างคุณหนู ผู้เป็มันสมองของฟางเซียนกรุ๊ปที่แท้จริงที่คอยบอกคอยสั่งให้คุณชายกุ๋ยเต๋อหวงทำนู่นทำนี่ กลับหาเอกสารราชการเหล่านี้ไม่ได้น่าแปลกใจนะขอรับ” ชายร่างอ้วนแย้งพร้อมกับพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้หลุดออกมา
“เื่เอกสารราชการพวกนี้เดี๋ยวพวกกระผมพอจัดการให้ได้... เพียงเท่านี้ คุณหนูก็จะเป็คนถูกกฎหมายมิใช่คนเถื่อนอีกต่อไป” ชายชราหนวดยาวลูบเส้นหนวดของตัวเองแบบอวดรู้“เดี๋ยวทางผมจะส่งเอกสารไปยังคฤหาสน์ของคุณหนูโดยตรงไม่ต้องเป็ห่วงนะขอรับ รับรองถูกต้องตามทะเบียนราษฎร์”
“แต่ที่พวกเรามาพบกับคุณหนูในวันนี้...ไม่ใช่เื่เอกสารหรอกขอรับ” พ่อครัวไขมันเยิ้มตัดบทใบหน้าอวบอูมสั่นกระเพื่อมทุกครั้งที่ขยับปาก “อีกโลกหนึ่งกำลังเผชิญบางอย่างที่น่ากลัวและมีเพียงคุณหนูคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดเื่นี้ได้”
เฟยหลงขมวดหัวคิ้วชนกันปากเบ้บอกบุญไม่รับ “ฉันเห็นพลังปราณของพวกคุณแล้วอีกครึ่งก้าวก็กลายเป็ผู้ะชีวิตสุดท้าย ทำไมไม่ข้ามมิติไปหยุดเื่บ้าๆพวกนั้นเองล่ะ”
ชายชราหนวดหงอกหันมาสบตากับชายร่างอ้วนอีกครั้งก่อนหันมาตอบกลับเฟยหลงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทำแบบนั้นมิได้หรอกขอรับพวกเราคือ ‘ผู้ถอนตัว’ ซึ่งมันก็พอมีเหตุผลอยู่บ้างที่พวกเราไม่สามารถข้ามมิติกลับไปได้”
“แล้วใครกันที่ตั้งกฎแบบนี้ขึ้นแล้วทำไมถึงฝ่าฝืนไม่ได้กันล่ะ ฉันไม่เข้าค่อยใจอะไรแบบนี้หรอกนะ” หญิงสาวกอดอก หัวสมองเต็มไปด้วยความสับสน
“เทพหรานหนาน”พ่อครัวร่างใหญ่เอื้อนเอ่ยบอก สองมือค้ำคางแบบอารมณ์ดี “พวกเราพ่ายแพ้เทพองค์นั้นมาขอรับ เมื่อพ่ายแพ้ ก็เพียงแค่หนีตาย”
“ก็ไม่เชิงเป็กฎเกณฑ์เสียทีเดียวหรอกขอรับแต่มันเป็คำสาปเสียมากกว่า” ร่างชราอธิบายสำทับขณะที่เฟยหลงผงกหัวรับฟังปะติดปะต่อเื่
“ลองเล่าเื่มาทั้งหมดให้ฟังหน่อยสิขอแบบละเอียดเลยนะ” ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวหรี่ตาลงขณะที่บุคคลทั้งสองเริ่มยิ้มกว้างแบบมีความหวัง
“แต่เดิมแล้วโลกที่คุณหนูเคยอยู่มีถึงสี่ทวีปใหญ่โลกแห่งนั้นดำรงชีวิตได้อย่างผาสุกดี มนุษย์ใช้ชีวิตแทบไม่ต่างจากโลกของกุ่ยเต๋อหวงเลยแม้แต่น้อย...
จนกระทั่งวันหนึ่งชายคนหนึ่งก็ค้นพบสิ่งที่เรียกว่าลมปราณ เขามีนามว่า ‘ถังไป่หรง’ เมื่อค้นพบแล้วก็อยากให้คนอื่นมีปราณเฉกเช่นเดียวกันจึงเปิดสำนักสอน เกิดเป็สำนักฝึกตนแห่งแรกในโลกแห่งนั้น พวกเราเรียกว่า ‘สำนักา’
เมื่อฝึกปราณจนบรรลุพลังเกินระดับะก็จะกลายเป็เซียน เมื่อกลายเป็เซียนเื่ของอายุไขก็หายห่วงไปได้เลยเพราะสามารถดำรงชีวิตได้เกินกว่าหนึ่งหมื่นปีเสียอีก
ในสำนักามีลูกศิษย์นางหนึ่งชื่อ‘ลั่ว หรานหนาน’ หน้าตาสะสวยเชียวล่ะเป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ทำให้เ้าสำนักาถังไป่หรงอ็นดูเป็พิเศษ
ก็อย่างที่คุณหนูทราบ...ใช่ว่าทุกคนจะบรรลุปราณได้โดยง่าย จึงทำให้หรานหนานเริ่มแบ่งชนชั้นวรรณะกับศิษย์คนอื่นๆและมนุษย์ทั่วไป ซึ่งอาจารย์ถังไป่หรงค้านหัวชนฝา ขับไล่หรานหนานออกจากสำนัก
หรานหนานแยกตัวไปก่อตั้งสำนักใหม่ชื่อว่า ‘สำนักทลาย์’ และเริ่มเขียนตำรับตำราสายมารเพื่อสอนวรยุทธแก่ลูกศิษย์ในสำนักหากฝึกสำเร็จก็จะเป็สุดยอดวิชา แต่หากฝึกไม่สำเร็จโดนธาตุไฟเข้าแทรกก็จักกลายเป็ปีศาจซึ่งมันเป็ตำราสายมืดโดยแท้
ในกาลต่อมาสำนักาก็ได้กำเนิดลูกศิษย์อัจฉริยะขึ้นอีกหนึ่งคน นั่นก็คือ ‘อี้ หงเอ๋อ’ ซึ่งอาจารย์ถังไป่หรงโปรดปรานมากถึงขั้นแต่งตั้งให้หงเอ๋อเป็ศิษย์ผู้สืบทอดสำนักโดยตรง และแม่นางผู้นี้ยังเป็ผู้เขียนตำราพยากรณ์แห่งดวงดาวซึ่งคุณหนูอาจจะเคยรู้จักก็เป็ได้
แต่จะด้วยความอิจฉาหรือขัดแย้งแม้แต่ไม่ชอบขี้หน้ากันของอีกฝ่าย หรานหนานก็ได้ทำลายชีพจรบ่มเพาะพลังของหงเอ๋อจนหมดสิ้นทำให้หงเอ๋อกลายเป็บุคคลธรรมดา ไร้พลังปราณ ไร้ตัวตน และแม้แต่ออกลูกออกหลาน คนของสกุลอี้ก็ไม่เคยมีปราณบ่มเพาะเกิดขึ้นอีกเลย
ด้วยความโกรธของอาจารย์ถังไป่หรงที่หรานหนานได้ทำลายเส้นลมปราณของผู้สืบทอดสำนัก จึงได้ออกไล่ล่าล้างแค้นหรานหนานทั่วโลกเซียนหวังเอาเืมาล้างเท้าเพื่อสงบโทสะของตนเอง
ในาระหว่างสำนักใหญ่สองขั้วอำนาจสำนักาเข้าสู้กับสำนักทลาย์ไปทุกหย่อมหญ้า ไม่มีผลแพ้ชนะปรากฏมีแต่ความฉิบหายทุกที่ที่ลงมือปะทะกัน
บ้านเมืองลุกเป็ไฟทุกที่กลายเป็า ความสงบสุขเลือนหายไปจากสี่ทวีป
ด้วยความเป็อัจฉริยะของหรานหนานทำให้นางก้าวข้ามขีดจำกัดการบ่มเพาะ พร้อมด้วยตำรายุทธนอกรีตที่คิดขึ้นเองส่งเสริมให้นางชาญศึกกว่าอาจารย์ถังไป่หรงเข้าไปทุกที
ไม่นานนักอาคมมารของสำนักทลาย์ก็ถือกำเนิด ตำรายุทธนอกรีตเกิดขึ้นเป็ดอกเห็ดโดยอวยสรรพคุณว่า แม้ปลาณบ่มเพาะระดับต่ำสักแค่ไหน หากสำเร็จคัมภีร์ยุทธทลาย์ได้ก็จักก้าวข้ามผู้ฝึกตนระดับะ เหมือนเป็ทางลัดอย่างไรอย่างนั้น แน่ล่ะ! มีผู้หลงเชื่อคำชวนเชิญนั้นอยู่มิน้อย ทำให้เหล่าผู้คนหลั่งไหลเข้าฝึกตนกับสำนักทลาย์อย่างต่อเนื่อง
แต่นั่นหาใช่ความจริงไม่...
แท้จริงแล้วมันเป็อาคมสะกดิญญา! ที่มีอักขระต้องห้ามคอยดูดกลืนพลังชีวิตของผู้คน... ตำรับตำราพวกนั้นคืออาคมกลืนกินชีวิตพวกมันดูดพลังผู้ฝึกตนรวมกันเป็ก้อนใหญ่ ...ตั้งค่ายอาคมระดับสูงไปทุกหนทุกแห่งและมุ่งร้ายพุ่งตรงสู่สำนักาหวังทำลายให้สิ้นซาก
พวกเราทุกคนในสำนักาล้วนต้องคำสาปหากอยู่ในโลกแห่งนั้นต่อไปร่างก็จักสลายภายในเวลาครึ่งชั่วยาม อี้หงเอ๋อจึงใช้พร์ครั้งสุดท้าย ส่งท่านอาจารย์กับพวกคนในสำนักามาต่างโลกและตัวกระผมกับเซี่ยงเฉิง ก็คือหนึ่งในผู้รอดชีวิตครั้งนั้น ซึ่งเวลาก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วด้วยสิ” ชายชรากล่าวความยาวสาวความยืด ขณะที่ชายร่างอ้วนเอ่ยเสริมว่า
“เมื่อพวกเรามาต่างโลกและกลับโลกเดิมไม่ได้ ก็เลยเรียกตัวเองว่า ‘ผู้ถอนตัว’...เพื่อประทังชีวิต แต่ละคนเลยแยกย้ายทำมาหากินสุจริตอยู่บนโลกใบใหม่แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน... ก็อย่างว่าแหละด้วยความที่เป็ผู้ฝึกตนระดับสูง สินค้าที่ทำขึ้นมาก็เลยแฝงพลังปราณเข้าไปด้วยสูตรปรุงแต่งก็พิเศษขึ้น เพื่อให้รสชาติถูกปากคนบนโลกใบนี้”
“รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่กระผมผลิตมันก็คือสูตรทำหยวนตันแบบดั้งเดิม... ก็เพราะไม่รู้จะขายอะไรเป็อาชีพ และพอมีสูตรทำหยวนตันอยู่บ้างเลยทำพวกมันขายออกสู่ท้องตลาด พวกมันกลับขายดีซะอย่างนั้น แถมวัตถุดิบในการปรุงของโลกนี้ก็หาง่ายเสียด้วยสิ”ชายชราลูบหนวดแบบพอใจ
“หลายปีที่ผันผ่านวิทยาศาสตร์ก็เริ่มเข้ามา บางคนก็เลยไปเปิดโรงงานทำอาหารกระป๋อง เอาสูตรโอสถวิเศษปรุงแต่งขายก็ได้ดิบได้ดีเช่นเดียวกัน บางคนเก่งปราณธาตุดิน ก็ทำปุ๋ยขาย แต่อย่างว่าพืชในโลกนี้มันค่อนข้างอ่อนแอ บำรุงดีเท่าไหร่มันก็งอกเงยช้าแต่หากเป็โลกเดิมของพวกเราล่ะก็ สูตรปุ๋ยของแม่นางหนิงอี้ย่อมได้ผลชะงัด”
เฟยหลงดวงตาเบิกกว้างเขาปะติดปะต่อเื่เข้าด้วยกันจนถึงบางอ้อ
“อาจารย์ของพวกเราั้แ่มาในโลกนี้ก็โศกเศร้าเสียใจจนนอนไม่หลับอยู่หลายร้อยปีเพราะท่านเป็ห่วง อี้ หงเอ๋อที่อยู่ตามลำพังในโลกแห่งนั้น...แต่ก็ได้การ์ตูนของโลกยุคนี้บำบัดทุกข์บำรุงสุข... และนั่น...ทำให้ท่านอาจารย์ของพวกเราเริ่มวาดการ์ตูนแฝงนัยยุทธระดับสูงขายตามตลาดนัดั้แ่ตอนนั้น...แม้โลกนี้จักไม่มีผู้ฝึกตน แต่ตำรายุทธพวกนั้นก็ให้ความบันเทิงได้พอดู” พ่อครัวร่างอ้วนทำสีหน้าชื่นชมเมื่อพูดถึงอาจารย์ “กระผมเองก็มายึดอาชีพพ่อครัวั้แ่สมัยก่อตั้งราชวงศ์จีนจนถึงยุคปัจจุบันทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง ก็พวกเราเป็ผู้ฝึกยุทธ มันสมองก็มีอยู่เพียงเท่านี้พอมาเจอโลกที่ต้องใช้ปัญญามากกว่าพลัง มันก็ต้องดิ้นรนกันมากหน่อย”
เฟยหลงอ้าปากหวอเอ่ยปากทวนคำทำตาโต “ไอ้พวกการ์ตูนก็อปเสิ่นเจิ้นนั่นน่ะนะรู้แล้วว่าใครเป็คนเขียนพวกมันขึ้น!”
“มันเรียกว่าของก็อปไม่ได้หรอกขอรับมันต้องเรียกว่าแรงบันดาลใจ อาจารย์ท่านชอบพูดแบบนั้น” ชายชราโต้แย้งก่อนเอ่ยเสริมขึ้นว่า “พวกเราจับตาดูคุณหนูมานานแสนนานแล้วั้แ่คุณหนูเริ่มเปล่งลมปราณครั้งแรกในร้านไก่ทอดข้างโรงพิมพ์ฮุ่ยหวง แน่ล่ะ!‘ผู้ถอนตน’ ในโลกใบนี้ย่อมรู้จักใบหน้าคร่าตากันเป็อย่างดีเพราะต่างเป็ศิษย์ของสำนักากันทั้งนั้น แต่อาเฟยเ้าของร้านไก่ทอดบอกว่าไม่รู้จักคุณหนูเลยสักนิด จึงทำให้พวกเราเริ่มค้นประวัติของคุณหนูเพื่อตรวจสอบข้อมูล”
พ่อครัวอ้วนอมยิ้มกล่าวเสริมต่อ“ศิษย์พี่ของพวกเราแฝงตัวทำงานเป็ตำรวจ ชื่อว่าเต้าิพวกเราไม่พบชื่อ ‘อี้ ฟางเซียน’ ในทะเบียนราษฎร์เลยสักนิดราวกับคุณหนูเป็บุคคลไร้ตัวตนในโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง”
“พวกเราจึงส่งเสี่ยวฟางไปเป็แม่บ้านในคฤหาสน์ของคุณหนูและส่งหวังไฉ่ไปเป็คนสวนเพื่อคอยสังเกตการณ์” ชายชราอธิบายั์ตาหรี่ลงพร้อมชี้แจงเหตุผล“คุณหนูเปิดมิติข้ามโลกได้... ทุกครั้งที่มีรายงานมาจากเสี่ยวฟางและหวังไฉ่คือจู่ๆ คุณหนูก็ปรากฏตัวขึ้นมาภายในคฤหาสน์แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เวลาหายไปก็หายไปเสียดื้อๆไร้วี่แววการเดินทางใดๆ ทั้งสิ้น ...หากไม่ได้ข้ามผ่านห้วงมิติสองโลกก็คงต้องเป็ผีอย่างแน่นอน! แถมข้าวของในโกดังข้างคฤหาสน์กลับหายไปได้เองอีกด้วย! ซึ่งพวกมันก็มีจำนวนไม่น้อย แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตถึงการขนส่ง? ...ถ้าพวกมันไม่ได้ข้ามมิติไปยังอีกโลกหนึ่งล่ะก็นะ”
“บุคคลที่สามารถเปิดประตูมิติเชื่อมโลกได้มีแค่ศิษย์น้องอี้หงเอ๋อ เพราะมันเป็ขีดจำกัดทางสายเื มิมีผู้ใดลอกเลียนแบบได้...และกระผมแน่ใจแล้วว่า คุณหนูคือผู้สืบทอดสกุลอี้ของศิษย์น้องผู้นั้นมิมีทางเป็อื่น” พ่อครัวอ้วนยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนไขมันสั่นกระเพื่อม“ซึ่งคุณหนูคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราในตอนนี้”
โปรดติดตามตอนต่อไป