ด้านโถงต้อนรับหน้าเรือน อากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันจากมืดครึ้มเป็แดดออกสว่างสดใสนำมาซึ่งความประหลาดใจของคนบนเรือน
“แปลกหนาขอรับ เมื่อครู่เมฆยังตั้งเค้ามามืดฟ้ามัวดิน ข้าคิดว่าจะมีฟ้าฝนห่าใหญ่ตกลงมาเสียอีก ครู่เดียวพระอาทิตย์ท่านก็ออกมาฉายแสงเจิดจ้าเสียแล้ว”
พระยาพิชิตมหาเสนาเ้าพระยากรมพระกลาโหมพูดเื่ดินฟ้าอากาศเพื่อหวังลดความอึดอัดบนเรือนนี้ แต่คุณหญิงดาวเรืองกลับเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใดยิ่งทำให้บรรยากาศย่ำแย่เข้าไปอีก
“มิใช่ว่าเกิดเหตุร้ายกับใครบางคนดอกรึ จนทำให้แม้แต่เทวดาท่านก็ยังยินดี บันดาลให้พระอาทิตย์ออกมาส่องแสงเฉลิมฉลอง ออกญาพิชิต ท่านมิคิดเช่นนั้นรึ”
ปากก็พูดตาก็จ้องในมือยังขยับพัดรัวเร็ว บรรยากาศยิ่งกดดันหนักขึ้น จนคุณหญิงพวงทองต้องเอ่ยปากให้แป้นไปตามแม่หญิงราตรีอีกครั้ง
“นังแป้น เหตุใดนางยังมิมาอีก”
“บ่าว มิทราบเ้าค่ะ บ่าวให้นังจวงไปเร่งให้อีกรอบแล้วเ้าค่ะ”
“หึ มิใช่ว่านางจะเป็กระไรไปแล้วจริงๆดอกหนา”
“คุณหญิง!”
คุณหญิงดาวเรืองยังไม่เลิกสอดปากจนท่านพระยาธรรมราชผู้เป็สามีต้องเอ่ยปรามเสียงดุ
“ชิ! รึมิจริงเ้าค่ะ ผู้ใดก็รู้ว่านางร้ายกาจปานใด ที่ลูกสาวของเราต้องเป็เช่นนี้ก็เพราะนาง หากนางจะเป็กระไรก็สมควรแล้ว”
“เอาเถิด คุณหญิงดาวเรืองใจเย็นเถิดหนา นางจะเป็กระไรรึไม่ประเดี๋ยวเราก็คงได้รู้กัน นังแป้นเอ็งไปตามอีกรอบ”
เป็ท่านพระยาวิสุทธิ์โหราที่กล่าวขัดคุณหญิงดาวเรือง ด้วยระคายหูที่นางขยันแช่งชักหลานสาวสุดรักของตนไม่เลิกรา
“เ้าค่ะ เอ่อ อ้าว นังจวงมาโน่นแล้วเ้าค่ะ”
แม่แป้นพยักเพยิดให้คุณๆบนเรือนดูนังจวงที่กำลังเดินเข้ามา ท่าทางเหม่อลอย กระทั่งมานั่งพับเพียบข้างๆตนก็ยังไม่คลายสีหน้าแตกตื่น ทำเอาใครบางคนใจเสียขึ้นมาดื้อๆ คิ้วเข้มขมวดเป็ปมแต่ยังไม่ทันอ้าปาก กลับเป็ขุนศรีสุนทรที่ทนไม่ไหวต้องชิงเอ่ยถามนังจวงแทน
“นังจวง แม่หญิงเล่า นังจวง นังจวง!”
“เอ่อ เ้าค่ะ จวงเองเ้าค่ะ”
เสียงเรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จวงหลุดจาภวังค์ทันที
“เอ็งไปตามแม่หญิง แล้วแม่หญิงเล่า”
ขุนศรีสุนทรเอ่ยย้ำอีกครั้ง
“เอ่อ กะ กำลังมาแล้วเ้าค่ะ มา มาโน่นแล้วเ้าค่ะ”
ฉับพลันสายตาทุกคู่ก็หันไปตามทิศทางที่นังจวงบอก ภาพที่ปรากฏในสายตาทุกคนคือ สตรีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นในชุดสไบสีอ่อนดูแปลกตา กิริยามารยาทนิ่มนวล กำลังค่อยๆก้าวเดินมาอย่างช้าๆ ฝีเท้าแ่เบาแต่มั่นคง หลังไหล่ยืดตรงไม่เหมือนคนที่กำลังล้มป่วย ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่เคยซีดเซียวบัดนี้สองพวงแก้มเริ่มมีเืฝาดเปล่งปลั่ง ดวงตาคู่งามที่เคยสาดประกายฉุนเฉียวตลอดเวลามาบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความเ็าไร้คลื่นอารมณ์ ทันทีที่นางก้าวย่างมาถึงกลิ่นอายบางอย่างรอบๆตัวนางทำให้บรรยากาศที่เคยอึดอัดกลับบางเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ท่าทางของนางทำให้คนที่เคยพบเจอนางมาก่อนหน้านี้ตกตะลึงไปตามๆกันแล้วยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีกเมื่อนางไม่ได้มาด้วยท่าทางหยาบกระด้างอย่างที่เคย แต่กลับค่อยๆคลานเข่าเข้ามานั่งพับเพียบตรงหน้าทุกคนแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นทีละคน ทำเอาทุกคนยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน
“คุณลุง คุณป้า ท่านออกญา คุณหญิง ข้าไหว้เ้าค่ะ ท่านทั้งสองข้าไหว้เ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยเรียกพร้อมยกมือไหว้คนที่ตนรู้จักด้านขวาของตนและหันมาทักทายคนที่ตนไม่คุ้นหน้าทางด้านซ้ายโดยไม่สนใจขุนศรีสุนทรที่นั่งอยู่ใกล้ตนเลยสักนิด
สักครู่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไร ราตรีที่ก้มหน้าน้อยๆ จึงค่อยๆช้อนสายตามองไปยังเ้าของเรือน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“คุณลุงเ้าคะ หลานมาแล้วเ้าค่ะ”
“อ้อ เ้ามาแล้ว แม่ราตรีหลานเป็เช่นใดบ้าง เจ็บป่วยที่ใดรึไม่”
พระยาวิสุทธิ์โหราถามหลานสาวสุดรักพลางมองสำรวจรอบๆตัวนางไปด้วย
“นอกจากแผลเก่าที่ใกล้จะหายแล้ว นอกจากนั้นข้าสบายดีเ้าค่ะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เห็นรึไม่ทุกท่านนางสบายดี มิได้เป็กระไรเลย”
พระยาวิสุทธิ์โหรากล่าวอย่างโล่งใจที่หลานสาวของตนจะได้พ้นข้อกล่าวหาเสียที
“เป็ไปได้อย่างไรที่เ้ามิเป็กระไร สิ่งที่เ้าทำกับแม่ดวงแขฟ้าดินจะต้องลงโทษเ้าแน่ เ้าใช้เล่ห์กลใดกันแน่ แม่ราตรี”
คุณหญิงดาวเรืองที่หายจากอาการตกตะลึงยังไม่อยากเชื่อสายตา กล่าวถามขึ้นมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“คุณหญิงเ้าค่ะ ในเมื่อข้ามิได้ทำร้ายแม่ดวงแขจริงๆ ฟ้าดินย่อมต้องละเว้นข้าสิเ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยตอบด้วยเสียงเย็นเรียบเรื่อย
“ข้ามิเชื่อ เ้าทำร้ายลูกข้าจนลูกข้าอาการปางตายป่านนี้ยังมิฟื้น แล้วเหตุใดเ้าถึงมิเป็กระไร หรือมีผู้ใดแอบช่วยเหลือเ้ากันแน่”
คุณหญิงดาวเรืองเริ่มตีวัวกระทบคราด[1]ใส่ผู้อื่น สายตากวาดไปที่ท่านพระยาวิสุทธิ์โหรา เพราะท่านเป็มหาราชครูที่มีอาคมแกร่งกล้าเช่นกันอีกทั้งยังเป็ที่เลื่องลือกันไปทั่วว่าท่านเอ็นดูหลานสาวนิสัยเสียผู้นี้มากเพียงใด เพื่อขจัดข้อครหาราตรีจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็ายิ่งกว่าเดิม
“หากคุณหญิงมิเชื่อ ก็รออีกสักวันสองวันให้แม่ดวงแขฟื้นก่อนแล้วค่อยไต่ถามเอาความจากนางว่าข้าทำร้ายนางจริงรึไม่ หากนางบอกว่าข้าทำร้ายนางจริงเมื่อนั้นคุณหญิงค่อยมาเอาเื่กับข้าอีกทีก็มิสาย ข้าจะมิขัดขืนแม้แต่น้อย”
กลับเป็ท่านออกญาธรรมราชที่อดรู้สึกเสียหน้าเพราะกิริยาของคุณหญิงของตนไม่ได้จนต้องรีบจบสถานการณ์ตรงหน้าเสียโดยไว
“เอาละ ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้ เ้าก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเ้ามิผิด งั้นข้าก็จะยอมให้เื่นี้จบตามที่ได้สัญญาไว้ก็แล้วกัน จากนี้ข้าจะมิเอาเื่เอาราวกับเ้าอีก”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ ท่านออกญา”
“แต่ว่าคุณพี่...”
“มิมีแต่ กลับเรือนกันเถิดคุณหญิง วุ่นวายมากพอแล้ว ข้าต้องขออภัยท่านออกญาวิสุทธิ์ด้วย แต่วันนี้ข้าคงต้องขอตัวกลับเสียที”
“เชิญๆ ท่านออกญาธรรมราช พ่อเด่นลงไปส่งท่านหน่อยเถิด พ่อเด่น!”
“อ้อ ขอรับ เชิญท่านออกญาขอรับ”
ท่านพระยาธรรมราชและคุณหญิงดาวเรืองเดินนำลงจากเรือนไปโดยมีขุนศรีสุนทรที่ยังไม่หายตกตะลึงในท่าทางของราตรีดีตามลงไปส่งที่ท่าน้ำ
...
“มีกระไรรึแม่ราตรี มองหน้าหลวงสรศักดิ์ลูกชายข้าแล้วทำหน้าพิกล”
พระยาพิชิตมหาเสนา ถามราตรีเมื่อสังเกตเห็นสองหนุ่มสาวลอบแอบมองกันอยู่สักพักแล้ว เพียงแต่แววตาที่ราตรีมองบุตรชายของตนไม่ได้เจือความหวาดกลัวเหมือนผู้อื่นยิ่งไม่ใช่ความหลงไหลเหมือนกับแววตาของสตรีทั่วกรุงศรีอยุธยาที่มักใช้มองบุตรชายของตน แต่มันเต็มไปด้วยความเ็า งงงวย สับสน ตระหนก หลากหลายอารมณ์ ปนเปกันไป
“มิมีกระไรเ้าค่ะท่านออกญา คุณลุงเ้าค่ะบนเรือนของเรามีเครื่องดนตรีใดบ้างรึไม่ หลานเห็นว่าวันนี้อากาศดีขอให้หลานได้บรรเลงดนตรีสักบทเพลงให้ทุกท่านฟังได้รึไม่เ้าค่ะ”
คำพูดของราตรีทำให้ทุกคนอึ้งอีกครั้งโดยเฉพาะคุณหญิงพวงทองและนังแป้น เพราะั้แ่มาอยู่ที่เรือนนี้ราตรีไม่เคยหยิบจับงานอะไรทั้งสิ้น ยิ่งเื่ดนตรีไม่มีใครเคยเห็นนางเล่นมาก่อน จนคุณหญิงพวงทองต้องเอ่ยย้ำเพื่อความแน่ใจ
“เ้าแน่ใจนะว่าเ้าเล่นเป็”
“คุณหญิง! เอาสิแม่ราตรีในห้องหนังสือลุงมีซอสามสาย[2]อยู่ตัวหนึ่ง เ้าเล่นได้รึไม่ ลุงจะให้คนไปเอามาให้”
“ได้เ้าค่ะ”
“ไอ้ทับไปหยิบมาเร็ว”
ตอนที่ขุนศรีสุนทรกลับขึ้นมาบนเรือน ซอสามสายตัวสวยก็มาปรากฏตรงหน้าราตรีพอดี นางหลับตายกมือไหว้ตามธรรมเนียมหนึ่งครั้ง นิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปตามเส้นสายก่อนจะเริ่มบรรเลงยังไม่วายหันหน้าไปมองทางออกหลวงสรศักดิ์แต่สายตากลับมองเลยไปทางด้านหลังออกหลวงหนุ่ม ทำเอาขุนศรีสุนทรที่นั่งข้างออกหลวงสรศักดิ์ ถึงกลับขมวดคิ้วมุ่นแปลกใจ เพราะั้แ่นางมานั่งตรงนี้นางไม่ได้เหลือบแลมาทางตนแม้แต่น้อยผิดปกติวิสัยยิ่งนัก
จากนั้นราตรีจึงเริ่มบรรเลงเพลง แรกเริ่มเป็ท่วงทำนองดนตรีที่ช่างแปลกหูที่ไม่เคยมีใครได้ยินทำนองเพลงนี้มาก่อน แต่น่าแปลกเสียงดนตรีที่ได้ฟังกลับไพเราะจนทำให้ทุกคนที่ได้ยินเคลิบเคลิ้มจนเหมือนหลุดเข้าไปในภวังค์ที่แสนสุขชวนหลงไหล ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายกระปรี้กระเปร่ามีกำลังวังชาขึ้นมาทันใด จิตใจที่สับสนว้าวุ่นก็กลับสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ มือซ้ายกดสายซอพลิ้วไหว มือขวายกไม้คันชักซอขยับสีลื่นไหลอย่างเป็ธรรมชาติ
ตึ๊ง!..
ทันทีที่เสียงดนตรีหยุดลงทุกคนในเรือนก็เหมือนหลุดออกจากภวังค์ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สายตาคนทุกผู้จดจ้องไปที่ราตรีเป็ตาเดียว แต่ภาพที่เห็นคือใบหน้าขาวซีดของแม่ราตรี หน้าผากมนมีเหงื่อเย็นผุดพรายอยู่ทั่ว ที่ปลายนิ้วเรียวขาวผ่องข้างซ้ายมีเืไหลซึมจากการถูกสายของเครื่องดนตรีที่ขาดบาด นั่นจึงทำให้ทุกคนได้สติกลับมาอย่างแท้จริง
“แม่ราตรี เ้าเป็กระไรรึไม่”
เป็พระยาวิสุทธิ์โหราที่เอ่ยถามหลานรักด้วยความเป็ห่วง
“หลานมิเป็กระไรเ้าค่ะ แต่ว่าหลานทำซอตัวนี้สายขาดเสียแล้ว”
“มิเป็กระไรดอก สายมันเก่าแล้วย่อมขาดง่ายเป็เื่ธรรมดา เช่นนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้เถิด แม่ราตรีเ้าก็กลับไปพักผ่อนเสีย”
ท่านพระยาวิสุทธิ์โหรากล่าวเพราะกลัวหลานรักจะเหนื่อยล้าเกินไป ด้วยรู้ดีถึงสุขภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีของนางมาแต่ไหนแต่ไร
“เ้าค่ะ ข้าลาเ้าค่ะคุณลุง คุณป้า ท่านออกญา ท่านออกหลวง”
คำบอกลาพร้อมกริยาและถ้อยคำอ่อนน้อมของราตรี ทำให้บุคคลที่ยังอยู่บนเรือนตกตะลึงอีกครั้ง ยกมือขึ้นรับไหว้นางอย่างงงๆ จวบจนกระทั่งคล้อยหลังร่างบางไปแล้วจึงค่อยฟื้นคืนสติขึ้นมา
“โอ้ เสียดายจริงยังมิทันถามไถ่ว่านางเล่นเพลงกระไร ช่างไพเราะยิ่งนัก น่าอิจฉาท่านออกญาที่มีคนเก่งเช่นนี้อยู่บนเรือน คงจะได้ฟังทุกวันเป็แน่ คราหลังข้าคงต้องมาขอฟังอีกสักหลายๆที”
“เอ่อ ได้สิท่านออกญาพิชิต อยากฟังเมื่อใดก็ให้คนมาแจ้งข้าจะบอกให้นางเล่นให้ฟัง”
พระยาวิสุทธิ์โหรารับคำของพระยาพิชิตมหาเสนาอย่างแกนๆสายตาก็ลอบสบกับคุณหญิงพวงทองอย่างงงงวย เพราะตนก็เพิ่งเคยได้ยินราตรีเล่นดนตรีเป็ครั้งแรกเหมือนกัน
“ฮ่า ฮ่า ท่านรับปากแล้วหนา เอาละในเมื่อวันนี้มิมีกระไรแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องขอตัวกลับเสียทีแล้ว ไปพ่อพาฬ[3] พ่อพาฬ!”
พระยาพิชิตมหาเสนาเอ่ยเรียกบุตรชายของตนที่ยังส่งสายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่แม่ราตรีเดินจากไปไม่วางตา
“ขอรับท่านพ่อ”
หลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชเอ่ยรับคำบิดาอย่างงงๆ คิ้วเข้มยังขมวดเป็ปมมิคลาย
“กลับกันเถิด”
“ขอรับ”
“ท่านออกญา คุณหญิงข้าขอตัว มิต้องไปส่งดอก คนกันเองทั้งนั้น”
พระยาพิชิตมหาเสนาว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนพลางหันไปเอ่ยลาเ้าของเรือนทั้งสองที่มากวัยวุฒิกว่าตน แล้วจึงเดินลงเรือนไปทันที โดยมีหลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชเดินตามไป แต่สายตาคมก็ยังอดชำเลืองไปยังทิศทางที่ร่างบางหายลับไปมิได้
…
ราตรีที่กลับมาถึงห้องนอนก็ถูกชดและช้อยจับนั่งโบกยาพันแผลที่มือให้ ปากของทั้งคู่ก็พร่ำบ่น ั์ตาแดงก่ำมีน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย ทำเอาราตรีปวดหัวหนักขึ้นไปอีก
“ฮือ แม่นายน้อยเจ็บรึไม่เ้าค่ะ อดทนหน่อยหนาเ้าค่ะ บ่าวจะไปตามหมอมาให้ ฮือๆๆ”
“ฮือ ยังไม่หายเจ็บหายไข้ดีก็ต้องมาาเ็อีก ฮือ”
“พอๆ ข้ามิเป็กระไร นอนพักสักหน่อยก็หาย มิต้องวุ่นวายตามหมอดอก”
ราตรีบอกบ่าวทั้งสองที่ตีโพยตีพายเกินจริงไปโข
“ว่าแต่ แม่นายน้อยเล่นดนตรีเป็ั้แ่เมื่อใดเ้าค่ะ บ่าวมิเคยรู้มาก่อนเลย”
ช้อยถามแล้วยังหันไปมองหน้าชดที่พยักหน้าเออออตาม
“นั่นสิเ้าค่ะ”
“เป็เมื่อเห็น”
ราตรีบอกอย่างขอไปที
“เป็เมื่อเห็น!”
สองบ่าวประสานเสียงใ
“กระไรว่ะอีชด”
“ข้าก็มิรู้ เอ่อ แม่นายเ้าค่ะ...”
“พอๆ พวกเ้าสองคนออกไปเถิดข้าอยากพักผ่อนเต็มที”
ราตรีเอ่ยเสียงเรียบพลางล้มตัวลงนอนบนฟูกนอนและปิดเปลือกตาทันที
“จะ เ้าค่ะ”
ชดและช้อยช่วยห่มผ้าให้นายสาว จากนั้นก็ก้มหน้าพร้อมทั้งค่อยๆถอยหลังพากันออกไปจากห้องนอน ก่อนปิดประตูยังไม่วายยื่นหน้าเข้ามามองที่นายสาวด้วยความเป็ห่วงเป็ครั้งสุดท้าย
ทันทีที่ประตูปิดลง ราตรีที่ยังไม่หลับก็ลืมตาโพลงมองเหม่อไปยังเพดานห้องแต่ในหัวกลับคิดย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่โถงกลางเรือน
ตอนที่นางเข้าไปถึงตรงนั้น ั้แ่แรกนางก็รู้สึกถึงกลิ่นอายบางอย่างแผ่ออกมาจากหลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชผู้นั้นคลับคล้ายกับกลิ่นอายของท่านพญามัจจุราชแต่คราแรกนางคิดว่าคงเป็เพราะท่านพญามัจจุราชเพิ่งมาเยือนที่เรือนแห่งนี้ กลิ่นอายของท่านจึงยังไม่จางไป แต่เพราะรู้สึกถึงสายตาที่จดจ้องมาไม่วางตาของเขาพาลให้นางรู้สึกอึดอัดมากขึ้นจึงหมายจะถามให้แน่ใจ แต่พอครั้นได้หันไปมองทางออกหลวงหนุ่มเต็มตานางกลับต้องเป็ฝ่ายแปลกใจเสียเอง เพราะด้านหลังของหลวงสรศักดิ์เต็มไปด้วยเงาดำเกาะเป็กลุ่มก้อนมหึมา หากเพ่งมองให้ดีจะเห็นเป็ดวงิญญาที่ทุกข์ระทมมากมายทั้งหญิงชายเด็กเล็กไม่เว้นแม้แต่ผู้ชรา สายตาของดวงิญญาทุกดวงเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายจดจ้องไปยังหลวงสรศักดิ์ แต่ที่น่าแปลกก็คือรอบๆตัวออกหลวงหนุ่มกลับมีรัศมีลำแสงสีแดงคอยปกป้อง ทำให้ดวงิญญาเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรเขาได้
นอกจากเหล่าดวงิญญาที่อยู่บนเรือนด้านล่างเรือนยังปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเทาซึ่งเป็ของดวงิญญาอีกมากมายที่ไม่มีพลังพอจะขึ้นมาบนเรือนได้ เหตุเพราะเรือนแห่งนี้เป็ของท่านออกญาวิสุทธิ์โหรามหาราชครูผู้มีอาคมกล้าแกร่งและคุณธรรมสูงส่งจึงมีเหล่าเทพคอยปกปักษ์คุ้มครองอยู่
ดวงิญญาทุกดวงล้วนตามติดออกหลวงหนุ่มผู้นั้นซึ่งน่าจะติดตามมาั้แ่หลายภพหลายชาติก่อนจวบจนถึงปัจจุบัน ราตรีที่เห็นความทุกข์ตรมของิญญาเ่าั้จึงนึกขึ้นได้ถึงภารกิจที่ท่านพญามัจจุราชมอบหมายให้ นางจึงเอ่ยขอเครื่องดนตรีเพื่อลองใช้พลังของตนในการปลอบประโลมดวงิญญาเ่าั้
แรกเริ่มนางก็ไม่คิดว่านางจะเล่นได้จริงๆ นางทำเพียงแค่หลับตาแล้วนึกถึงท่านพญามัจจุราชหลังจากนั้นท่วงทำนองทั้งหลายก็ถูกบรรเลงด้วยสองมือของนางออกมาเอง ดวงิญญาที่มีความอาฆาตไม่มาก เมื่อได้สดับถึงเสียงซอที่นางสีก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นจนละทิ้งความโกรธไปได้บ้าง แต่นั่นก็เป็เพียงส่วนน้อย และเพราะร่างกายของนางยังอ่อนแอเมื่อต้องต่อสู้กับดวงิญญามากมายขนาดนี้จึงค่อยๆอ่อนแรงลงเรื่อยๆ สุดท้ายสู้ไม่ไหวจนสายซอขาด
นางอ่อนแรงจนหนังตาแทบปิด มือบางสั่นน้อยๆ แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็ยืนหลังไหล่ตรงเพื่อไม่ให้ใครเอาไปครหาว่านางไม่สบายเพราะเื่อื่น เมื่อนึกมาถึงตรงนี้เปลือกตาของนางก็หนักอึ้งเต็มที ตอนนี้ถึงขีดจำกัดที่ร่างกายของนางจะรับไหวแล้ว ก่อนที่สติจะขาดหาย ริมฝีปากเล็กก็พึมพำถ้อยคำที่มีแต่นางเองที่ได้ยินออกมาแ่เบา
“หลวงสรศักดิ์ ท่านเป็ผู้ใดกันแน่”
…
[1] สำนวน แปลว่า โกรธคนหนึ่งแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ ไพล่ไปรังควานอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง
[2] เครื่องดนตรีไทยโบราณ มีสามสาย ตัวกะโหลกทำจากกะลามะพร้าว ขึงด้วยหนัง
[3] พาฬ อ่านว่า พา-ละ แปลว่า เสือ