หลังจากที่โอดินก้าวเดินเข้าสู่ภายในวิหารแห่งจุดเริ่มต้น
เขาก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แตกต่างไปจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง เสียงวุ่นวายจากผู้คนด้านนอกถูกตัดขาดราวกับอีกโลกหนึ่ง
และสิ่งแรกที่สะท้อนเข้ามาในสายตาของผู้ที่เดินตามเข้ามาก็คือ บรรยากาศอันหนักอึ้งภายในโถงทางเดินยาวที่ทอดลึกไปข้างหน้า
สองฝั่งของทางเดินนั้นยืนเรียงรายไปด้วยบุรุษและสตรีในชุดคลุมที่ปกปิดพลังของตน
ทว่าแม้จะไม่มีใครแสดงแรงกดดันออกมาโดยตรง แต่เพียงแค่พวกเขายืนอยู่เฉยๆกลับก่อเกิดแรงกดดันทางจิตใจอย่างประหลาด
บรรดาชายหนุ่มหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้วิวัฒน์ต่างรู้สึกได้ถึงแรงอึดอัดที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง
บางคนเริ่มหายใจติดขัด บางคนเหงื่อแตกซึมตามไรผม ขณะที่บางคนถึงกับขาอ่อนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
แววตาหวาดหวั่นเผยออกอย่างชัดเจน บรรยากาศที่เคยครึกครื้นเมื่อครู่ก่อนหน้าได้เปลี่ยนไปเป็นความเงียบงันอันน่าขนลุก
และนั่นทำให้ความจริงอันชัดแจ้งปรากฏขึ้นต่อหน้าเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหมด ว่าการเข้าสู่พิธีปลุกพลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมธรรมดา หากคือประตูที่แยกระหว่างมนุษย์ธรรมดา กับโลกของผู้ทรงพลังอย่างแท้จริง
โอดินที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวใดๆ
เขาเพียงเดินผ่านเหล่าผู้คุมที่ยืนอยู่ขนาบข้างอย่างสงบ
กระทั่งในที่สุด คณะรุ่นเยาว์ทั้งหมดก็ได้เดินเข้าสู่ห้องโถงกลางของวิหาร
“นะ.. นี่มัน..”
สิ่งแรกที่ทุกคนต้องหยุดหายใจคือความอลังการของโถงพิธีกรรมกลางอาคารนี้ เพดานของห้องสูงตระหง่านจรดปลายยอดโดมที่สะท้อนแสงลงมาจากอัญมณีเวทสีขาวนวลที่ส่องแสงสว่างทั่วทั้งห้อง โดยรอบของโถงนั้นตั้งตระหง่านไปด้วยรูปปั้นหินขนาดมหึมา จำนวนหกตน
แต่ละตนมีลักษณะเด่นเฉพาะที่สามารถสื่อถึงขั้วอำนาจทั้งหกของโลกยุคใหม่ได้ในทันที
รูปปั้นแรกคือชายร่างใหญ่แบกดาบยักษ์ไว้บนบ่า ใบหน้าแสยะยิ้มด้วยความมั่นใจและอหังการ
รูปปั้นที่สองคือบุรุษในชุดคลุมจอมเวทย์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ดวงตาภายใต้หมวกคลุมเปล่งแสงออกมาราวกับเห็นทุกสรรพสิ่ง
ส่วนรูปปั้นที่สามเป็นชายผู้สวมหน้ากาก ผ้าคลุมยาวปิดตั้งแต่หัวจรดเท้า หน้ากากที่สวมใส่นั้นไร้ปาก ไร้ตา ไร้จมูก แสดงถึงตัวตนแห่งการลอบเร้นและการสังหารที่ไร้ความปรานี ส่วนอีกสามรูปปั้นที่เหลือเองก็มีความลึกลับไม่แพ้กัน
ร่างหนึ่งเหยียบอยู่บนกลีบดอกไม้สีทอง อีกตนถือกระบี่ที่เปล่งแสงดั่งดารา และตนสุดท้ายคือหญิงสาวที่อยู่ในอาภรณ์แห่งแสงสว่าง
เบื้องหน้าของรูปปั้นทั้งหมดคือแท่นพิธีกรรมโบราณที่สร้างจากหินแห่งดินแดนทรินิตี้เซเว่น แท่นเวทย์วงแหวนที่ถูกประดับด้วยเสาสลักเวทมนตร์อักษรโบราณ มันเปล่งแสงสว่างเรืองรองและแผ่ไอพลังอันแปลกประหลาดออกมาอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความอลังการของสถานที่ บุคคลทั้งสามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นพิธีก็สะดุดตาผู้คนในทันที
คนแรกคือชายชราใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา ผมขาวยาวประบ่ารวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าเคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยพลังลึกล้ำ แม้จะไม่ได้แผ่กระจายออกมาอย่างจงใจก็ยังสามารถทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงคลื่นพลังที่น่ากลัวเกินกว่าจะต่อต้าน
ด้านข้างของเขาคือชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดนักรบสีเข้ม เขาเกาหัวของตนเองอย่างเบื่อหน่าย ท่าทางไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้าง
ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือหญิงสาวที่สวมผ้าปิดหน้า ปล่อยเพียงดวงตาคมกริบที่ดูเย็นชาและไร้ความรู้สึก ผมของเธอถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและสง่างาม ดวงตาสีเทาเข้มของเธอจ้องมองทุกคนอย่างนิ่งเฉยไม่มีแม้แต่การขยับคิ้ว
ก่อนที่ในตอนนั้นชายชราจะกล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง
“ยินดีต้อนรับเหล่าเด็กน้อยสู่วิหารแห่งการเริ่มต้น!”
“ข้าคือผู้อาวุโสจินเกอ จากวิหารแห่งจอมเวทย์ลงทัณฑ์ วันนี้จะมารับหน้าที่เป็นผู้รับรองและคัดกรองศักยภาพของพวกเจ้าทุกคน”
ส่วนเด็กสองคนนี้มาจากวิหารแห่งการสังหารและวิหารแห่งนักฆ่า อายุมากกว่าพวกเจ้าเพียงแค่ไม่กี่ปีแต่กลับแข็งแกร่งอย่างมากเลยล่ะ”
สายตาของชายชรากวาดมองรุ่นเยาว์อย่างเชื่องช้า ขณะที่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เกาหัวของตนอย่างเบื่อหน่ายอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“ข้าคืออู่หมิงซื่อ เป็นผู้วิวัฒน์ประสานธาตุระดับ 4 ขั้นสูงสุด”
พูดจบก็หาวราวกับเพิ่งตื่นนอน ขณะที่หญิงสาวที่สวมผ้าปิดหน้าเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
“เยว่ฉาน จากวิหารแห่งนักฆ่า ส่วนระดับพลัง.. แน่นอนว่าพวกแกยังไม่มีค่าพอที่จะรับรู้!”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในที่นั้นกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน
บางคนเหงื่อตก บางคนหน้าซีด แม้แต่พวกที่มีจิตใจเข้มแข็งยังรู้สึกไม่กล้าจะสบตา
เพราะดวงตาของหญิงสาวนั้นคล้ายดั่งคมมีดที่พร้อมเฉือนวิญญาณออกจากร่างโดยไม่ต้องออกแรง
โอดินที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มผู้เข้าสอบทั้งหมดก็ยกมือลูบคางของตนเบาๆ
ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในใจ
“หืม.. แข็งแกร่งใช่เล่นนะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าแค่พิธีปลุกศักยภาพการวิวัฒน์ จะต้องส่งคนระดับนี้มาด้วย!”
ดวงตาสีเงินของเขาเบนไปยังชายชราที่มีนามว่าจินเกอ ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างพินิจพิเคราะห์
ต่อให้ในชาติที่แล้วชายหนุ่มจะไม่เคยพบเจอกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ด้วยสัมผัสและประสบการณ์ที่มากมายของเขาก็รู้ได้ในทันทีว่า ร่างกายที่เหี่ยวย่นนั้นแฝงไว้ด้วยพลังระดับมหาศาลที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย
“ผู้วิวัฒน์แปรรูปพลังระดับ 6 ขั้นสูงสุด.. อย่างน้อยก็ยังไม่หมดไฟล่ะนะ”