59 1-2
ตอนที่103 ถั่วเซียงซี (1)
“เจ้าค่ะแต่คุณหนูเองก็มิต้องกังวลเกินจำเป็น คุณหนูฉีเองก็มีพลังฝีมือติดตัวมิใช่น้อยคงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนางได้โดยง่าย”
อิ๋งเอ๋อร์กล่าวปลอบสองสามคำและเดินทางกลับไปพักผ่อนในห้องพัก
เซียถงยืนอยู่ใต้ต้นไม้เคียงประดับคู่กลีบบุปผาโปรยปรายอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หมุนตัวกลับ ตั้งใจจะออกจากสถานศึกษาเซิงหลิงมุ่งหน้าสู่ภูเขาป่าสนเพื่อไปดูว่า จะได้พานพบกับฉีหมิงเยว่บนนั้นหรือไม่ แต่ทันทีที่หมุนตัวกลับพลันสังเกตเห็นเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางบุปผาเงาร่างของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้านข้างและนั่นก็คือเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังยืนเชยชมทิวทัศน์อยู่
พอเห็นดังนั้นเซียถงก็นึกถึงแผนการที่คิดขึ้นได้ในระหว่างลอบเข้าวังหลวงเมื่อคืนพอดิบพอดีนางตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย กล่าวขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ข้ามีเรื่องต้องการจะถามท่านข้อหนึ่ง”
ได้ยินเสียงร่ำเรียกของเซียถงเซี่ยหลู่เฟิงที่กำลังเชยชมวิสัยทัศน์ก็เหลียวศีรษะหันมองเห็นว่าเป็นเซียถงที่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือก็ปั้นหน้าแปลกใจ เอ่ยถามขึ้นว่า
“มีเรื่องอันใดรึ?”
“ข้าอยากให้ท่านช่วยสืบเสาะว่าใครเป็นคนลอบเอาเชื้อราม่วงมาใส่ไว้ในกล่องบรรจุเห็ดหลินจือมรกตในตอนนั้น”
เซียถงเคลื่อนตัวเขยื้อนเข้าชิดใกล้เอ่ยเสียงกระซิบแผ่ว
เซี่ยหลู่เฟิงที่ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึมตอบกลับไปว่า
“ข้าแอบดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้วแต่ขันทีที่เป็นคนส่งมอบกล่องใบนั้นให้เจ้า กลับเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุกระบวนการสืบสวนจึงไม่คืบหน้า”
เซียถงเผยร่องรอยความผิดหวังออกมาจากดวงตาทันทีอย่างที่คิดไว้เชียว เพิ่งมาเคลื่อนไหวในเวลาปานนี้กลับสายเกินไป
“แต่...”
ทันใดนั้นเซี่ยหลู่เฟิงก็ปริปากเอ่ยขึ้นอีกครา แต่คราวนี้สายตาคู่หล่อเหลากลับสั่นไสวมองมาที่เซียถงดูลังเลว่าจะกล่าวดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็พูดออกมา
“แต่ข้าบังเอิญได้ยินพวกสาวรับใช้ในวังแอบซุบซิบกันมาฟังว่าในวันนั้น มีสาวรับใช้นางหนึ่งแอบเห็นเย่หลีเทียนเดินเข้าไปในโถงพระคลังแต่ต่อมา พอข้าจะเดินทางจะไปซักถามสาวรับใช้ในวังกลุ่มนั้นเป็นส่วนตัวทว่าพวกนางกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
เย่หลีเทียนได้ยินชื่อนี้ถูกเรียกขานออกมาแบบนี้ เซียถงกลับไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยแววความเหี้ยมดุปะทุคลั่งสาดสะท้อนผ่านสายตาคู่นั้นของนาง
“ถงถงอย่าเคลื่อนไหวโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะหากเรื่องนี้ข้องเกี่ยวกับเย่หลีเทียนจริงๆนี่นับว่าปัญหาใหญ่”
เซี่ยหลู่เฟิงขมวดคิ้วแน่นกล่าวตักเตือนด้วยความกังวล
มีเย่หลีเทียนอยู่เพียงคำเดียวในจักรวรรดิตงหลี่กล่าวได้ว่า น่ากลัวเสียยิ่งกว่ามีมหาโจรนับพันหมื่นบุกมาอาศัยความแข็งแกร่งของสองพี่น้องอย่างเซียถงกับเซี่ยหลู่เฟิงทั้งคู่หาใช่คู่มือของชายคนนั้นได้ในตอนนี้
เซียถงพยักหน้ารับทราบต่อให้มีหลักฐานมัดตัวว่า เย่หลีเทียนเป็นคนลอบใส่เชื้อราม่วงจริงๆแต่นางก็ไม่สามารถยั่วยุอีกฝ่ายได้เลยในขณะนี้ในตอนนี้นางยังไม่กล้าแกร่งพอที่จะไปมีคุณสมบัติต่อกร หนทางที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการอยู่ให้ห่างกับเย่หลีเทียนให้ได้มากที่สุด
“จะว่าไปแล้ว...สาวน้อยที่ว่าฉีหมิงเยว่หายไปไหน?มิใช่ว่าโดยปกติแล้ว นางมักจะตัวติดกันกับเจ้า?”
เซี่ยหลู่เฟิงเหลือบสายตามองไปทางด้านหลังเซียถงทว่ากลับไม่เห็นสาวน้อยผู้น่ารักนางนั้น
“ข้าเองก็มิทราบไม่เห็นนางตั้งแต่เช้าแล้ว ยังสงสัยอยู่ว่านางไปไหนกันแน่?”
เซียถงอุทานเป็นคำถามสวนกลับไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักกะจิตกะใจของนางตอนนี้ยังคงเพ่งพินิจอยู่แต่กับเย่หลีเทียน
“เจ้าไม่เห็นนางตั้งแต่เช้าแล้ว?”
สีหน้าการแสดงออกของเซี่ยหลู่เฟิงพลันแปรเปลี่ยนไปกะทันหันเขาเอื้อมมือขึ้น เข้าคว้าท่อนแขนของเซียถงโดยพลันเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวลอย่างยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”
เซียถงได้สติลืมตาตื่นจับจ้องไปทางเซี่ยหลู่เฟิงอย่างสับสน แต่แล้วนางก็พึงนึกถึงบางอย่างได้ขึ้นมาแล้วไป๋หลี่เย่ล่ะ? โดยปกติแล้วเซี่ยหลู่เฟิงจะตามติดไป๋หลี่เย่ตัวเป็นเงาเลยมิใช่รึ? แต่ไฉนวันนี้ นางถึงเห็นแค่เซี่ยหลู่เฟิงเพียงลำพัง แล้วไป๋หลี่เย่ล่ะ?
ทันทีทันใดลางสังหรณ์ใจถึงเรื่องร้ายแรงก็ผุดขึ้นอีกครั้งภายในใจดวงนี้
“ข้าเองก็ไม่เห็นองค์รัชทยาทมาตั้งแต่เช้าแล้วเช่นกัน”
คำพูดประโยคนี้ของเซี่ยหลู่เฟิงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับลางสังหรณ์ใจของเซียถง
“หรือว่า...องค์รัชทายาทกับฉีหมิงเยว่?!”
ในคราวนี้ทั้งพี่ชายและน้องสาวต่างร้องอุทานเสียงลือลั่นโดยพร้อมเพรียงต่างฝ่ายต่างส่อเห็นแววความไม่สบายใจของกันและกันอย่างชัดเจน
เพราะในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ไป๋หลี่เย่พยายามเข้าใกล้และพูดคุยกับฉีหมิงเยว่มากกว่าสามสี่รอบแล้วแต่ก็เป็นเซียถงที่คอยขัดขวางไม่ให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตัดขาดการสื่อสารระหว่างทั้งคู่โดยสิ้นเชิงแต่วันนี้สองคนนั้นกลับไม่อยู่ในสถานศึกษาพร้อมกัน....
“ข้าพอจะรู้ว่าองค์รัชทายาทอยู่ไหน!”
เซี่ยหลู่เฟิงทิ้งทวนวาจาไว้หนึ่งประโยคจากนั้นก็หมุนตัวกลับรีบวิ่งไปทางประตูสถานศึกษาออกไปเซียถงเห็นเป็นเช่นนั้นก็เร่งไล่ติดตาม
ภายในห้องรับประทานอาหารส่วนตัวของภัตตาคารที่หรูหราที่สุดแห่งเมืองเฟิงหลี่ฉีหมิงเยว่สวมชุดแพรพรรณสีเหลืองห่าน ชายกระโปรงเป็นทรงจีบมีลูกไม้บริเวณใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าฝ้ายชั้นบางผิวพรรณใบหน้าละเอียดอ่อนเพราะได้รับการประทินแต่งขึ้นด้วยความพิถีพิถันทุกอากัปกิริยาเคลื่อนไหวช่างทรงเสน่ห์
นางยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายประณีตเรียวแขนเสมือนหยกบริสุทธิ์ กำลังชงชาดอกไม้ทุกกระบวนการช่างสง่างดงามสอดแทรกความนุ่มนวลให้ชวนหลงใหล
ไป๋หลี่เย่ยั่งอยู่เคียงข้างเชยชมทุกการเคลื่อนไหวของนางด้วยสายตาอันแสนหลงใหล ใคร่ปรารถนา
ฉีหมิงเยว่ยกกาน้ำชาหยกเขียวขึ้นและค่อยๆ รินน้ำชาสีใสบรรจงลงในถ้วยชาบนโต๊ะไม้จันทน์หอมเรียวนิ้วยาวทั้งสองคีบกลีบดอกไม้วางประดับไว้บนสุดเหนือผิวน้ำชาร้อนเพิ่มทวีกลิ่นสุคนธรสให้หอมกรุ่น
ขณะที่กำลังบรรจงคีบเกี่ยวกลีบดอกไม้เหล่านั้นลงบนถ้วยพลันปรากฏใบหน้าอันเหี่ยวย่นของย่าเฟิงและภาพฉากทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนภายในใจ
เมื่อคืนนี้ ณ ภูเขาหลังสถานศึกษาเซิงหลิง
“องค์หญิงทันทีที่องค์รัชทยาทคล้ายความระวังลง จงใส่ถั่วเซียงซีเม็ดนี้ลงไปในอาหารหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็จะตกอยู่ในภวังค์ความลุ่มหลงท่านจนหัวปักหัวปำเท่านี้ปลาก็กินเบ็ดเราแล้ว!”
ย่าเฟิงหยิบถั่วเม็ดเท่าหัวนิ้วก้อยสีแดงยัดไว้ในมือของฉีหมิงเยว่โดยตรง
ฉีหมิงเยว่เหม่อมองถั่วเซียงซีเม็ดสีแดงบนฝ่ามือพร้อมส่ายหัวปฏิเสธทันทีนางไม่ต้องการใช้วิธีเช่นนี้เพื่อกอบกู้จักรวรรดิของนางจริงๆ!
ถั่วเซียงซีเป็นหนึ่งในสมบัติหายากของราชวงศ์หรูหรานหากชายหญิงคู่ใดป้อนเข้าปากแก่กัน จะก่อเกิดไฟแห่งราคะและตัณหาอย่างรุนแรงโดยที่ภายในใจของผู้รับประทานไปจะมีแต่ภาพของผู้ที่ให้รับประทานถั่วเม็ดดังกล่าวฝังลึกอยู่ในใจ
หากไป๋หลี่เย่รับประทานถั่วเม็ดนี้เข้าไปฉีหมิงเยว่จำต้องสละความบริสุทธิ์ของนางแก่อีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัยแต่นี่ก็เป็นยวิธีเดียวเช่นกันที่จะทำให้นางได้รับตำแหน่งพระชายาเอกขององค์รัชทายาทได้ง่ายที่สุดเพื่อดำเนินแผนการกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานต่อไป
แต่แน่นอน...ฉีหมิงเยว่ไม่เต็มใจยอมรับแผนการเฉกเช่นนี้เลยแม้สักนิด
นางส่งสายตาจับจ้องไปยังย่าเฟิงดวงตาพราวประกายดั่งดวงราคาคู่นั้น ยามนี้กลับเอ่อล้นเปี่ยมไปด้วยน้ำตา
“องค์หญิงไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทแห่งตงหลี่ หน่านเฟิง ซีฉิน หรือเป่ยฮั่น ในบรรดาพวกเขาองค์รัชทายาทของจักรวรรดิตงหลี่นี่แหละที่ปอกลอกง่ายที่สุดแล้วข้าใช้เวลานานมากกว่าจะตัดสินใจเลือกเขา แม้สิ่งที่ทำลงไปจะผิดต่อตัวท่านแต่เมื่อเปรียบเทียบกับการกอบกู้จักรวรรดิหรูหรานของเราแล้ว เรื่องคับข้องใจเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้ยังนับว่าเป็นอันใด? หากแผนการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีท่านคือมหาราชินีผู้มีพระคุณต่อจักรวรรดิหรูหรานของเราสืบไป”
ย่าเฟิงกล่าวปลอบโยนฉีหมิงเยว่อย่างวาจาไพเราะนุ่มนวลและเข้าสวมกอดร่างอันสั่นเทาของฉีหมิงเยว่
ฉีหมิงเยว่ถึงกับพูดไม่ออกภายในมือยังคงกำถั่วเซียงซีไว้แน่น แต่กระนั้นอาการสั่นยังคงไม่จางหายไป
“องค์หญิงท่านลืมไปแล้วรึว่า ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ลงในสภาพอย่างไร?”
“ท่านลืมไปแล้วรึว่าฮองเฮาสิ้นพระชนม์ลงในสภาพใด?”
“หรือท่านลืมไปแล้วว่าองค์ชายน้อยต้องตายอย่างทรมานแค่ไหน!?”