นี่มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้วนะ…ั้แ่วันนั้น วันที่เธอได้พบกับเขาเป็ครั้งแรกความหวั่นไหวที่ก่อตัวขึ้นในใจไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลากลับยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เธอได้แต่นั่งเหม่อลอยจ้องมองเพดานห้องอันมืดมิด ปล่อยให้ความทรงจำในวันแรกที่พบกันย้อนกลับมาอีกครั้ง
5ปีที่แล้ว...
หญิงสาวหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสีขาวสะอาดตาดวงตาเฉี่ยวคมราวกับเหยี่ยวที่มักแต่แต้มด้วยเครื่องสำอางกลับเปลือยเปล่าไร้การตกแต่งใด ๆ มีเพียงร่องรอยจาง ๆบริเวณหางตาที่บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
สายตาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าดูเลื่อนลอยคล้ายจะมองอาคารตรงหน้าทว่ากลับไม่ได้สังเกตจริง ๆ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจแ่เบาแล้วตัดสินใจก้าวเข้าไปในสำนักงานเพื่อตามหาเพื่อนรักอย่างลัลน์ที่ไม่ได้รับโทรศัพท์เธอ
ก๊อก ๆ
เมื่อหยุดอยู่หน้าห้องเธอเคาะประตูเป็เชิงบอกกล่าวให้คนข้างในรับรู้ถึงการมาถึงของตนก่อนเสียงตอบรับจากภายในดังขึ้น เธอจึงผลักบานประตูเข้าไปสิ่งแรกที่ััได้คือแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าแตกต่างจากด้านนอกที่แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเป็เวลาเพียงห้าโมงเย็นเท่านั้น
ภายในห้องทำงานกลับไม่ได้มีใครอยู่เลยนอกจากเจษฎาเ้าของสำนักงานที่ยังคงนั่งอยู่กับกองเอกสารตรงหน้าเพียงลำพังหญิงสาวมองภาพนั้นอย่างงุนงง รู้สึกผิดคาดที่ไม่พบคนที่เธอกำลังตามหาอยู่ที่นี่
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ?”
เสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับสายตาคมกริบที่มองตรงมายังเธอ แววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความสงสัยขณะเดียวกันก็ดูคล้ายจะจับสังเกตบางสิ่งในท่าทีลังเลของเธอหัวหน้าของลัลน์ช่างดูแปลกเสียจริงแม้ปกติจะดูเป็คนขี้เล่นและเป็กันเองเมื่อทำงานทว่าขณะนี้สายตาที่จับจ้องเธอกลับให้ความรู้สึกราวกับนักล่าที่กำลังเฝ้าสังเกตเหยื่อไม่มีผิด
“ขอโทษนะคะลัลน์กลับหอไปรึยังคะ?” เสียงหวานนุ่มของเธอดังขึ้นเอ่ยถามอย่างมีมารยาท
“กลับไปแล้วครับหนูมีธุระอะไรกับลัลน์หรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ แค่หนูเป็เพื่อนกับลัลน์แล้วเห็นลัลน์ไม่ตอบข้อความในกลุ่มเลยคิดว่ายังทำงานอยู่ค่ะ”
“อืมกลับไปกับท่านคิณณ์แล้ว พี่ก็ไม่รู้ว่ากลับหอพักใครกันแน่” คำตอบของเขาทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะคนมีคู่... ก็คงต้องไปด้วยกันสินะ ส่วนคนโสดที่หัวใจแหลกสลายคงทำได้เพียงอยู่คนเดียวเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะคะขอบพระคุณมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย พลางส่งรอยยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท เธอไม่อยากสาวความให้มากนักเพราะในตอนนี้เธอเองก็กำลังหมดแรงที่จะต้องปั้นหน้ายิ้มเช่นเดียวกัน
แล้วอย่างไรล่ะ... ชีวิตเป็ของเธอรักเอง เจ็บเอง ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองเธอไม่ใช่คนอ่อนแอจนต้องให้ใครมาช่วยประคับประคอง ขอเพียงแค่เวลาอีกสักนิด ขอเวลาทำใจยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสักวัน... เธอจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่หันกลับมาอีก
เมื่อฝ่ารถติดมาถึงคอนโดก็เป็เวลามืดค่ำพอดีแสงไฟใต้ลานจอดรถของคอนโดส่องสว่างเป็แนวทางให้รถทุกคันเข้าจอดได้สะดวกรถหรูสีขาวเคลื่อนตัวเข้าประจำที่อย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดนิ่งสนิท ใบหน้าหวานที่มักถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจนดูเฉี่ยวคมบัดนี้ซบลงกับพวงมาลัยอย่างอ่อนแรง
หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงเงียบ ๆอย่างไม่อาจอดกลั้นได้นานกว่านี้อีกความเสียใจที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งวันปะทุขึ้นในทันทีเมื่อได้อยู่เพียงลำพังเสียงสะอึกสะอื้นเล็ดลอดจากลำคอ แม้พยายามกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถทว่ามันก็ยังคงสั่นไหวและสั่นสะท้อนความอ่อนแอออกมาอย่างน่าสงสาร
เธอปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อย่างหมดแรงจนเมื่อความปวดหน่วงในอกเริ่มคลายลง จึงค่อย ๆ สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติแล้วเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเดินไปยังห้องของตัวเองอย่างเชื่องช้า
ภายในห้องยังคงมืดสนิทเมื่อเ้าของห้องนั้นไม่เปิดไฟอาจเป็เพราะหัวใจที่มืดมนทำให้เธอไม่รู้สึกอยากััแสงสว่างความเงียบงันและความมืดมิดโอบกอดเธอไว้ราวกับเข้าใจความเศร้าที่ถาโถมน้ำตายังคงไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ ผิวสีน้ำผึ้งที่เคยดูสดใสบัดนี้ซีดเซียวเพราะแรงสะอื้นของคนตัวเล็กที่พยายามฝืนทนความเสียใจ
ตอนที่ปลอบใจคนอื่นเธอกลับพูดได้อย่างง่ายดาย...
แต่พอถึงคราวตัวเองกลับร้องไห้เหมือนหมาข้างถนน...
แต่ว่าเธอจะมีอะไรให้เสียใจอีกเล่า? ในเมื่อเธอกับเขาไม่เคยเป็อะไรกัน ไม่ได้เป็แฟน แม้แต่คนคุยก็ไม่ใช่แล้วจะไปเรียกร้องอะไรได้อีก?
‘โอ้ใจเอ๋ยทำไมรักใครช่างง่ายดาย ใจง่ายเกินไปไหมเธอ โอ้ ใจเอ๋ย โอ้ ใจเอ๋ยทำไมเจ็บไม่จำ’ เสียงริงโทนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดมือไร้เรี่ยวแรงควานหาโทรศัพท์อย่างเงอะงะจนเพลงดังเกือบแทบจบเมื่อเห็นเพื่อนรักอย่างลัลน์โทรมาจึงรีบรับสายพยายามทำให้เสียงปกติแล้วกรอกเสียงปลายสายทันที
“ว่ายังไงจ๊ะลัลน์พอมีผัวนี่ลืมเพื่อนลืมฝูงไปตอบข้อความกันแล้วนะ” หนูนาเอ่ยอย่างกระแนะกระแหนเพื่อนสาวที่ตอนนี้กลายเป็คนติดผู้ชายเสียผู้เสียคนจนลืมเธอแล้ว
“ใครผัวไม่มีนะ หนูนาก็พูดไปเรื่อย”
“แหมๆ แล้วแม่คุณกลับกับใครล่ะคะลุงข้างบ้านอย่างงั้นเหรอ” หญิงสาวพยายามทำตัวร่าเริงเพื่อไม่ให้มีพิรุธจนลัลน์นั้นจับสังเกตได้
“พี่เขาก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย”
“แตะไม่ได้เลยเชียวผู้ชายคนนี้อ่ะ” หนูนาขยับโทรศัพท์ออกจากหูก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะกลั้วหัวเราะอย่างล้อเลียนหัวใจที่หนักอึ้งเมื่อครู่ดูเหมือนจะเบาลงไปบ้าง เมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนสนิท
“มัวแต่แซวคนอื่นว่าแต่หนูนาเถอะเป็อะไรหรือเปล่าถึงส่งข้อความมาแปลกๆ”ลัลน์เอ่ยถาม ขณะวางศอกบนที่พักแขนรถดวงตากลมโตยังจ้องหน้าจอโทรศัพท์น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เปล่าไม่มีอะไรหรอกจะชวนลัลน์ไปกินปิ้งย่างเกาหลีสักหน่อยแต่ได้ข่าวว่าท่านคิณณ์มารับไปแล้ว” น้ำเสียงร่าเริงตามสไตล์หนูนาแทบจะเหมือนเดิมถ้าหากไม่ตั้งใจฟังดี ๆ แล้วคงไม่อาจจับผิดสังเกตได้
“งั้นเหรอลัลน์ขอโทษหนูนาด้วยนะพอดีแวะไปโรงพยาบาลมา” ลัลน์พึมพำเบา ๆก่อนจะรีบเสริมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“อ้าวเป็ไรลัลน์” ความเสียใจที่สั่งสมมาทั้งวันเลือนหายไปความเป็ห่วงเพื่อนรักเข้ามาแทนที่
“ข้อต่อกรามอักเสบน่ะ แต่ไม่เป็ไรมาก”
“ทีหลังก็เพลาๆบ้าง อย่ารุนแรงให้มากนะ”หนูนาหยุดนิ่งไปชั่วครู่ หรี่ตาเล็กน้อยราวกับประมวลผลคำพูดเพื่อนสาวในหัวก่อนจะเอ่ยเตือนลัลน์ด้วยคำพูดกำกวมอย่างสื่อความหมาย
“บ้าพูดอะไรน่ะหนูนา!”
ลัลน์ใบหน้าแดงทันทีเมื่อเธอนั้นพูดเหมือนรู้ทันหญิงสาวจะมีอะไรคนกินข้าวเรียบร้อยอย่างลัลน์ ที่เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วจะมาข้อต่อกรามอักเสบได้คนไม่มีใครเคียงคู่อย่างเธอคงทำได้เพียงนั่งกินน้ำตาใต้ศอกนี่แหละ
“หมายถึงว่าเคี้ยวข้าวให้เบาๆอย่าไปกินของแข็งของร้อนให้มาก”หนูนาเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงทะเล้นหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ
“เราไม่พูดกับหนูนาแล้ว เชอะ!” ลัลน์ทำหน้ามุ่ยทันทีย่นจมูกเล็กน้อยพลางสะบัดเสียงใส่
“งั้นแค่นี้แหละไม่รบกวนเวลาสวีทล่ะ”หนูนายังไม่แคล้วแซวเพื่อนจนนาทีสุดท้าย ก่อนจะเตรียมกดวางสายแต่แล้วเสียงของลัลน์ก็ดังขึ้นมาขัด
“หนูนา”ลัลน์เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยเสียงจริงจังออกมา
“หือ?” เมื่อจู่ ๆเพื่อนรักเอ่ยขึ้นมาก่อนวางสาย ทำเอาใจหญิงสาวกระตุกขึ้นมาทันทีหรือว่าลัลน์นั้นจะระแคะระคายเื่ของเธอแล้ว
“มีอะไรโทรมาหาลัลน์ได้เสมอนะอย่าเก็บไว้คนเดียวลัลน์อยู่เคียงข้างหนูนาเสมอนะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนของเพื่อนสาวส่งผ่านความห่วงใยมาอย่างชัดเจนจนทำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยความเศร้าของหนูนาร้อนผ่าวขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงอกก่อนจะบังคับตัวเองให้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“อื้อ พูดอะไรแปลกๆแค่นี้แหละไปแล้วนะบาย อย่าไปกินของใหญ่ให้มากนะ” เธอหัวเราะแห้ง ๆคลายบรรยากาศที่เริ่มหนักอึ้งก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่หยอกเพื่อนสาวทิ้งท้ายแล้วรีบตัดสายไปก่อนที่เธอจะหูชา
“นั่นสิ ฉันมีคนที่คอยเคียงข้างขนาดนี้ กะอีแค่ผู้ชายตัวเดียวจะมาหยุดความแซ่บคนอย่างนันท์นพินได้เชียวหรือ"