บทที่ 23 คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
"ฮ่า ๆ ๆ ภาพวาดในมือนายมันของปลอมชัด ๆ ไม่นึกเลยว่านายจะกล้าเอาของเก๊มาหลอกนายท่านหลี่แบบนี้!"
เมื่อเห็นว่าเติ้งเจียหรงคอยหาจังหวะโจมตีตนเองอยู่ตลอดเวลา หลิวอวี่จึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาะเิเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกับตอกกลับอย่างไม่ไวหน้า
"เป็ไปไม่ได้! เ้าของร้านยืนยันหนักแน่นว่านี่คือของแท้ นายอย่ามากล่าวหาคนอื่นส่งเด็ดขาด!"
"ไอ้เด็กบ้านนอก! คนอย่างแกจะไปมีความรู้เื่ศิลปะในภาพวาดชื่อดังได้ยังไงกัน!"
เติ้งเจียหรงเค้นเสียงอย่างดูแคลน สายตาที่มองหลิวอวี่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เพราะในสายตาของเขา หลิวอวี่ก็เป็เพียงเด็กหนุ่มยากจนจากบ้านป่าเมืองเถื่อน คนระดับนี้จะไปแยกแยะของจริงของปลอมได้อย่างไร
"นี่มันของปลอมจริง ๆ นะ ถ้านายอยากรู้ว่าภาพต้นฉบับอยู่ที่ไหน..."
"ภาพต้นฉบับก็แขวนประดับอยู่ที่โถงทางเข้าวิลล่านี่ไงล่ะ ลองเงยหน้าดูสิ ในตำแหน่งที่นายยืนอยู่น่าจะมองเห็นภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำใต้แสงจันทร์ที่เป็ของจริงได้ชัดเจนเลยนะ!" หลี่รั่วหลานเอามือปิดปากหัวเราะเบา ๆ เธอเองก็คาดไม่ถึงว่าเติ้งเจียหรงจะโชคร้ายขนาดนี้ ที่ถูกเ้าของร้านวัตถุโบราณต้มจนเปื่อยเสียเงินทิ้งเปล่า
คำพูดของหลี่รั่วหลานทำให้ใบหน้าของเติ้งเจียหรงถอดสีทันที เขารีบเงยหน้ามองลอดผ่านประตูวิลล่าเข้าไป ก็พบกับภาพวาดโบราณที่แขวนเด่นเป็สง่าอยู่ด้านใน ซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนกับภาพในมือของเขาทุกกระเบียดนิ้ว
ภาพวาดที่ประดับอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ย่อมต้องเป็ของจริง ส่วนสิ่งที่เขาถืออยู่นั้น... ผลลัพธ์ย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
เติ้งเจียหรงทำหน้าเหมือนคนกลืนแมลงวันเข้าไปครึ่งตัว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด
"นายท่านหลี่ครับ... ผมขออภัยอย่างสูง ผมถูกหลอกมาจริง ๆ ครับ!"
"ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าภาพนี้เป็ของปลอม ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูิ่คุณปู่เลยนะครับ!" เติ้งเจียหรงละล่ำละลักอธิบายด้วยความกระวนกระวาย
"พอเถอะ ความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจฉันไม่ถือสาหรอก เพราะอย่างไรเสียนายก็ตกเป็เหยื่อถูกหลอกมาเหมือนกัน" นายท่านหลี่เอ่ยตัดบทเพื่อรักษาน้ำใจแขก
"คราวหน้าถ้าจะซื้อภาพวาดโบราณ ก็หัดลืมตาดูให้กว้างหน่อยนะ ของปลอมในท้องตลาดน่ะมันเกลื่อนเมืองจะตายไป!" หลิวอวี่สำทับเยาะเย้ย
เติ้งเจียหรงได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะออกมาด้วยความแค้นเคือง "หลิวอวี่ ถึงฉันจะพลาดท่าถูกหลอก แต่ฉันก็ยังมีปัญญาหาของขวัญมูลค่าหลายล้านมามอบให้ เพียงแต่ครั้งนี้โชคร้ายไปหน่อยเท่านั้น"
"แต่คนอย่างนายที่อ้างว่าเป็แฟนของรั่วหลาน มางานวันเกิดของคุณปู่หลี่ทั้งที กลับมามือเปล่าไม่มีของขวัญติดมือมาสักชิ้น เกรงว่าจะน่าอายจนพูดไม่ออกมากกว่ามั้ง!" เติ้งเจียหรงกัดฟันเน้นคำว่าแฟนด้วยความริษยา
"ใครบอกนายว่าฉันไม่มีของขวัญมาล่ะ? บังเอิญว่าของที่ฉันเตรียมมาก็เป็ภาพวาดเหมือนกัน"
หลิวอวี่หยิบกล่องไม้ทรงยาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม เขาค่อย ๆ เปิดมันออกและคลี่ภาพวาดด้านในให้ทุกคนได้เห็น
เมื่อเห็นภาพวาดที่หลิวอวี่นำออกมา เติ้งเจียหรงก็ะเิเสียงหัวเราะลั่นงานทันที
"ฮ่า ๆ ๆ ภาพวาดแม่น้ำชิงิ งั้นเหรอ? แม้แต่เด็กประถมก็ยังรู้เลยว่าของจริงถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์จิงตู! นี่ยังกล้าเอาของปลอมดาษดื่นแบบนี้มามอบให้อีกเหรอ ความแตกต่างระหว่างเราก็คือ... นายตั้งใจจะมาหลอกลวงนายท่านหลี่ชัด ๆ!"
สีหน้าของหลี่เจิ้นจวินและหลูจิ้งหลานดูย่ำแย่ลงทันตา พวกเขาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เมื่อหลิวอวี่นำภาพวาดที่ใคร ๆ ก็มองออกว่าเป็ของปลอมออกมาแสดงเช่นนี้
นายท่านหลี่เองก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ คิดว่าชายหนุ่มกำลังล้อเล่นกับความรู้สึกของตน ทว่าเมื่อภาพวาดถูกคลี่ออกจนสุด สายตาของคุณปู่หลี่ก็พลันถูกดึงดูดราวกับต้องมนต์สะกด
"ถึงภาพของผมจะไม่ใช่ภาพต้นฉบับดั้งเดิม แต่มันก็แตกต่างจากภาพกิ๊กก๊อกของนายโดยสิ้นเชิง!"
"เพราะภาพที่ผมถืออยู่นี้ คือภาพที่ท่านถังป๋อหู่เป็ผู้ลงมือลอกเลียนแบบด้วยตนเอง!"
เมื่อม้วนภาพกางออกเต็มที่ ชื่อของ 'ถังอิน' ก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคนในงาน!
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังระงมไปทั่ว หากนี่เป็ภาพวาดแม่น้ำชิงิฉบับจำลองจากฝีมือของท่านถังป๋อหู่จริง มูลค่าของมันย่อมไม่ต่ำกว่าสิบล้านหยวนอย่างแน่นอน
ภาพวาดมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ แต่เขากลับนำมามอบให้เป็ของขวัญได้หน้าตาเฉย ช่างเป็ความใจถึงที่น่าทึ่งนัก
นายท่านหลี่ซึ่งเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมจ้องมองภาพวาดด้วยแววตาเป็ประกาย จากประสบการณ์ของท่าน ภาพวาดชิ้นนี้มีโอกาสเป็ของแท้ถึงเก้าส่วน
"นี่คือผลงานจากลายพู่กันของท่านถังอิน ยอดจิตรกรเอกของจริงไม่ผิดแน่!"
คำยืนยันจากปากนายท่านหลี่เปรียบเสมือนการประกาศรับรองมูลค่าอันมหาศาลของภาพวาดใบนี้ทันที
"พ่อหนุ่มหลิวอวี่... ภาพวาดอันล้ำค่านี้ นายไปได้มันมาจากไหนกัน!" นายท่านหลี่เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"คุณปู่ครับ เรียกผมว่าเสี่ยวอวี่ก็ได้ครับ"
หลังจากนั้น หลิวอวี่จึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เขาไปเสี่ยงโชคจนได้ภาพนี้มาในวันนั้นให้ทุกคนฟัง
เมื่อฟังจบ นายท่านหลี่ก็ะเิหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "ฮ่า ๆ ๆ พวกตาถั่วที่ไม่รู้จักของดีในตลาดโบราณ ซื้อกล่องทิ้งมุกเลอค่า ช่างน่าขันจริง ๆ!"
นายท่านหลี่ไม่ได้หัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนี้มานานมากแล้ว
หลี่รั่วหลานเห็นบรรยากาศเริ่มดีขึ้น จึงฉวยโอกาสเอ่ยขึ้นว่า "คุณปู่คะ ครั้งนี้ที่หนูพาหลิวอวี่มาด้วย เพราะมีจุดประสงค์สำคัญอีกอย่างค่ะ"
"หลิวอวี่มีความรู้ด้านการรักษาโรคที่เก่งมาก หนูเลยอยากให้เขาช่วยตรวจอาการป่วยของคุณปู่ดูสักครั้งค่ะ!"
นายท่านหลี่รู้ซึ้งถึงอาการป่วยของตนดีจึงได้แต่ทอดถอนใจ "รั่วหลาน ปู่รับรู้ถึงความกตัญญูของหลานนะ แต่โรคของปู่น่ะ แม้แต่คุณปู่กู่ก็ยังจนปัญญาจะรักษาแล้ว"
"รั่วหลาน อย่าไปหลงเชื่อคำลวงของมันนะ ฉันรู้หัวนอนปลายเท้าของมันดี คนอย่างมันจะไปมีความรู้อะไรเื่การแพทย์!" เติ้งเจียหรงพูดแทรกขึ้นมาด้วยความริษยา เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหลิวอวี่จะรักษาใครได้
ในเมื่อเขาเสียหน้าเื่ของขวัญไปแล้ว เขาจึงต้องหาเื่ขัดแข้งขัดขาหลิวอวี่ให้ถึงที่สุด
"จริงด้วยรั่วหลาน เื่สุขภาพของคุณปู่ไม่ใช่เื่ที่จะมาล้อเล่นนะลูก ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบไหว?" หลูจิ้งหลานกล่าวเสริมด้วยความเป็ห่วง
"ถ้าคุณปู่สะดวก ให้ผมลองตรวจดูหน่อยเถอะครับ ผมอาจจะมีวิธีรักษาจริง ๆ ก็ได้" หลิวอวี่สบตาคุณปู่หลี่ด้วยความจริงใจ
"ใช่ค่ะคุณปู่ ลองดูหน่อยนะคะ!" หลี่รั่วหลานแสร้งทำเสียงออดอ้อน
เมื่อเห็นหลานสาวสุดที่รักขอร้อง นายท่านหลี่จึงจำต้องตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ "ก็ได้... ลองดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย แต่โรคนี้มันหนักหนานัก ถ้าสุดท้ายรักษาไม่ได้ พวกเธอก็อย่าได้โทษตัวเองหรือรู้สึกผิดไปเลยนะ"
จะเห็นได้ว่านายท่านหลี่เป็คนที่มีจิตใจเมตตามาก แม้ตนเองจะเป็ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ แต่กลับกังวลว่าหากหลิวอวี่รักษาไม่ได้จะทำให้คนรุ่นหลังเสียหน้า จึงรีบพูดดักคอเพื่อลดความกดดันให้ก่อนเริ่ม
หลิวอวี่หยิบตลับเล็ก ๆ ออกมา ภายในนั้นบรรจุโอสถเม็ดน้อยสองเม็ดที่เขากลั่นขึ้นจากหลิงสุ่ยอย่างประณีต
ทันทีที่เห็นหลิวอวี่หยิบยาเม็ดประหลาดออกมา หลี่เจิ้นจวินก็รีบขวางไว้ทันควัน "คุณพ่อ! คุณปู่กู่กำชับนักกำชับหนาว่าห้ามกินยาที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบเด็ดขาด ถ้าเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงขึ้นมาจะทำอย่างไร!"
"นั่นสิครับคุณปู่หลี่ ใครจะไปรู้ว่าไอ้ก้อนดำ ๆ นี่มันคืออะไร ถ้ากินเข้าไปแล้วอาการทรุดลง ใครจะรับผิดชอบไหว!" เติ้งเจียหรงได้ทีรีบยุยงทันที
นายท่านหลี่เริ่มมีท่าทีลังเล เพราะคุณหมอกู่ได้เตือนเอาไว้จริง ๆ ว่าห้ามกินอย่างอื่นแทรกซ้อน ไม่อย่างนั้นฤทธิ์ยาจะตีกันจนทำให้อาการทรุดฮวบ หากรักษาตามแผนเดิม ท่านอาจจะมีเวลาเหลืออีกหลายเดือน แต่ถ้าพลาดพลั้งไป อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ
ยามนี้ท่านต้องพึ่งพาสรรพคุณของโสมร้อยปีที่ได้มาจากคุณหมอกู่เพื่อยื้อลมหายใจไปวัน ๆ เท่านั้น
"ฮ่า ๆ ๆ คุณหลี่ ผมต้องขออภัยจริง ๆ ที่มาร่วมงานวันเกิดล่าช้าขนาดนี้!" เสียงพ่อบ้านเฉินดังขึ้นพร้อมกับนำทางชายหญิงคู่หนึ่งเข้ามาในโถง
คนทั้งสองนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ กู่ชิงหยวน และหลานสาวของเขา กู่เสี่ยวหย่า นั่นเอง
หลี่เจิ้นจวินเห็นกู่ชิงหยวนก็ประหนึ่งเห็นพระโพธิสัตว์มาโปรด "คุณปู่กู่! คุณมาได้จังหวะพอดีเลยครับ ช่วยกรุณาดูทีเถอะครับว่ายาเม็ดในมือของชายคนนี้ คุณพ่อของผมจะสามารถทานได้หรือไม่!"
"หืม?"
กู่ชิงหยวนและกู่เสี่ยวหย่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปมองตามที่หลี่เจิ้นจวินชี้ และทั้งคู่ก็สังเกตเห็นหลิวอวี่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นในทันที
"หลิวอวี่! คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"