ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 12: บาดเจ็บเล็กน้อย

    อากาศค่อย ๆ เย็นลงไปทุกที หลิวเสียนัดหลินซีขึ้นเขาไปเก็บของป่าด้วยกัน สองสาวแบกตะกร้าไว้ข้างหลังและเดินขึ้นภูเขาตามเส้นทางเล็ก ๆ สายลมแห่งขุนเขาพัดมาแต่ไกลแล้วพัดพาเส้นผมสีดำสนิทของหลินซีให้ปลิวไสวไปตามลม หลิวเสียมองผมของหลินซีก่อนจะเอ่ยปากชมด้วยความอิจฉา “เธอดูแลผมยังไงเหรอ ทำไมถึงดำเงางามได้ขนาดนี้ล่ะ ดูผมฉันสิ ยาวขึ้นมาหน่อยก็แตกปลายเอาดื้อๆเลย”   หลินซีตอบแต่เพียงว่า “คงเป็นเพราะกรรมพันธุ์ล่ะมั้ง ครอบครัวฉันผมสวยกันทุกคนเลย” หน้าตาของหลินซีถึงจะดูสวยหมดจดแบบธรรมชาติ และในที่พักยุวปัญญาชน หน้าตาของเธอก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับไม่ได้สุงสิงกับยุวปัญญาชนชายมากนัก ทุกคนจึงรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนสุขุมมากพอสมควร ซึ่งหลิวเสียชอบผู้หญิงที่น่ารัก สุขุม และเฉลียวฉลาดเป็นอย่างมาก เธอจึงค่อย ๆ สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับหลินซี หลิวเสียพาหลินซีมาถึงป่าแห่งหนึ่ง หลินซีมองเห็นต้นผลไม้สองสามต้นซึ่งเธอไม่รู้ว่าต้นผลไม้เหล่านั้นมีชื่อเรียกว่าอะไร หลิวเสียชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วพูดขึ้น “ต้นนี้น่าจะเป็นต้นเหอเถา (วอลนัท) ลองเก็บลูกมันลงมาปอกเปลือกดู ข้างในนั้นจะเป็นลูกเหอเถา” หลินซีมองผลไม้สีเขียว ๆ กลม ๆ ทีละลูก เธอคิดไม่ถึงเลยว่าลูกเหอเถาจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรเธอก็ชอบกินมันมากจึงไม่คิดจะสนใจอะไรให้มากความ เธอกับหลิวเสียช่วยกันเก็บลูกเหอเถาเหล่านี้ลงมา ทั้งสองคนใช้เวลา 2 ชั่วโมงเก็บลูกเหอเถาอย่างกระตือรือร้นจนผิวหนังที่มือของหลินซีถลอกออกมา พวกเธอเก็บลูกเหอเถาจนเต็มตะกร้าแล้วจึงกลับลงเขาไป แน่นอนว่าหลินซีไม่ลืมที่จะแอบเก็บบางส่วนไว้ในช่องเก็บของระบบด้วย ตอนนี้เธอเป็นเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่พยายามตุนเสบียงอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว ระหว่างทางลงเขา หลินซีกับหลิวเสียพูดคุยกันถึงเรื่องการกลับไปเยี่ยมญาติ หลินซีถามขึ้น “นี่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฟางฉวนจื้อจะกลับไปเยี่ยมบ้านแล้วสินะ” จังหวะเก้าเท้าของหลิวเสียหยุดไปหนึ่งจังหวะ เธอหัวเราะแล้วพูดขึ้น “ที่จริงแล้วเขายังสามารถกลับไปเยี่ยมญาติได้อยู่นะ แต่ครั้งนี้เขาได้เป็นนักศึกษาคัดเลือกจากทหาร ชาวนา และกรรมกรแล้ว ถ้ายังกลับไปเยี่ยมบ้านอยู่อีกก็คงจะมีคนไม่พอใจแน่ เพราะงั้นเขาจึงยกโควตาสำหรับการเยี่ยมญาติให้คนอื่นไป แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าใครจะได้โควตาไปเหมือนกัน” หลินซีฟังที่หลิวเสียพูดจบเธอก็รู้สึกว่าฟางฉวนจื้อเป็นคนฉลาดไม่น้อย เรื่องดี ๆ ไม่ควรครอบครองเอาไว้กับตัวเพียงคนเดียว ไม่เช่นนั้นจะยิ่งเพิ่มปัญหาให้วุ่นวาย ทุกวันขึ้นปีใหม่จะมีวันหยุดเยี่ยมญาติสำหรับเหล่ายุวปัญญาชน แต่จะไม่อนุญาตให้ทุกคนกลับไปพร้อมกัน ซึ่งทุกคนจะต้องผลัดเปลี่ยนกันไป โดยปกติแล้วยุวปัญญาชนที่มาใหม่จะไม่ได้รับวันหยุดเยี่ยมญาติ ซึ่งหลินซีก็ไม่ได้อยากกลับไปอยู่แล้ว เธอไม่รู้สึกผูกพันอะไรกับครอบครัวเลย และไม่ได้รู้สึกคิดถึงบ้านด้วยเช่นกัน ตอนส่งจดหมายครั้งก่อนเธอก็ให้ยุวปัญญาชนคนอื่นส่งจดหมายให้ เธอคิดว่าไว้ถึงปีใหม่ค่อยเขียนจดหมายกลับไปสวัสดีปีใหม่คนที่บ้านก็น่าจะโอเคแล้ว หลิวเสียไม่เข้าใจว่าหลินซีคิดอะไรอยู่ ทั้งยังคิดไปว่าสาวน้อยคนนี้คิดถึงบ้านเสียแล้ว เธอจึงถามขึ้นมา “อยากกลับบ้านงั้นเหรอ ถ้าคิดถึงบ้านจริง ๆ เธอก็ไปโทรศัพท์หาคนในครอบครัวที่ที่ทำการไปรษณีย์ในเมืองได้นะ ถึงจะแพงสักหน่อยก็เถอะ แต่ตอนนี้เธอบาดเจ็บอยู่ ไม่ต้องทำงานอะไรด้วย ลาหยุดง่ายจะตายไป” หลินซีหัวเราะและถามหลิวเสียกลับ “พี่หลิว พี่อยากกลับบ้านใช่ไหมคะ” หลิวเสียพยักหน้า “ฉันมาที่นี่หลายปีแล้ว ปีที่แล้วก็ไม่ได้กลับ ปีนี้ก็อยากจะกลับไปอยู่นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันไปพลาง ไม่นานก็กลับลงมาจากภูเขาเป็นที่เรียบร้อย เมื่อถึงที่พักยุวปัญญาชน ทันทีที่ทุกคนเห็นหลิวเสียกับหลินซีแบกตะกร้าเหอเถากลับมาก็รีบพากันเข้ามาช่วยเหลือ หยวนเฮ่อยิ้มร่า “พวกเธอสองคนเหนื่อยมามากแล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะ เดี๋ยวที่เหลือพวกฉันจัดการเอง” ลูกเหอเถายังต้องปอกเปลือกอีก ซึ่งนี่ก็เป็นงานที่ยุ่งยากพอสมควร และหลินซีก็ไม่อยากจะทำสักเท่าไร เธอจึงเข้าไปพักผ่อนในห้องกับหลิวเสีย ขณะล้างหน้า หลินซีก็รู้สึกเจ็บมือเป็นอย่างมาก เธอจึงสังเกตดูอย่างละเอียดและพบว่าบนมือของเธอมีรอยบาดเล็ก ๆ ทั้งยังมีตุ่มน้ำอีกด้วย ขณะที่เธอกำลังขมวดคิ้วมองมือของตนเองอยู่ หลิวเสียพลันเข้ามาเห็นรอยแผลบนมือขาวสะอาดบริสุทธิ์ของหลินซีเข้าจึงแนะนำว่า “ไปทายาที่ศูนย์อนามัยดูสิ สักสองวันก็น่าจะหาย” หลินซีกำลังอยากจะแบ่งวอลนัทให้ฉู่เฉิงอยู่พอดี เธอจึงออกไปตามคำแนะนำ เมื่อเหล่ายุวปัญญาชนที่กำลังปอกเปลือกเหอเถาอยู่ในลานบ้านเห็นหลินซีออกไปข้างนอกจึงเอ่ยถามหลิวเสีย หลิวเสียจึงบอกสาเหตุไปและทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไรหลินซี อย่างไรเสียคนที่ไม่เคยใช้แรงงานมาก่อนจะเจ็บตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนต่างเคยเป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น จะมีก็แต่วังเสี่ยวเจินที่ส่งเสียงกระซิบเล็ก ๆ ออกมาหนึ่งประโยค “เปราะบางจังเลยนะ บาดเจ็บนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องไปศูนย์อนามัยแล้ว”   หยวนเฮ่อมองวังเสี่ยวเจินครู่หนึ่ง ส่วนหานเหม่ยฟางก็พลันพูดกับวังเสี่ยวเจินเบา ๆ “อย่าคอยแต่พูดเสียดสีหลินซีอยู่ตลอดเวลา”   วังเสี่ยวเจินจึงตอบกลับแบบกึ่งบ่นกึ่งน้อยใจ “พี่หาน พี่คงไม่รู้นะ หลินซีเป็นผู้หญิงจอมหยิ่ง ตอนที่พวกเรานั่งรถมาด้วยกันก็ทำท่าทางอวดเบ่งไม่หยุด ทั้งกินหมั่นโถว ทั้งใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม แล้วยังทำท่าทางดูถูกฉันอีก แบบนี้จะไม่ให้ฉันโมโหได้ยังไง” คำพูดของวังเสี่ยวเจินไม่มีใครเชื่อเลยนอกจากอวี่หลินหลิน หลินซีมาอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนรู้สึกว่าเธอเป็นคนพูดน้อย ไม่ได้มีท่าทางอวดเบ่งอะไรแม้แต่นิดเดียว และยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ไม่ได้มีท่าทีดูถูกทุกคนด้วย หนำซ้ำขณะที่ยังบาดเจ็บเธอก็ยังพยายามทำงานเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นภาระของคนอื่นอีก   ทุกคนมองไปยังอวี่หลินหลิน อวี่หลินหลินเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นรถไฟจึงได้สัมผัสพูดคุยกับหลินซีไม่มาก ดังนั้นเธอจึงพูดอะไรลำบาก แต่เมื่อเห็นวังเสี่ยวเจินกำลังจ้องตนอยู่เธอจึงทำได้เพียงแต่พูดออกไปอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ “ก็นิดหน่อยมั้ง... หลินซีไม่ค่อยสนใจพวกเรานี่นา...” ยุวปัญญาชนคนอื่นต่างไม่พูดอะไรต่อ ท่าทีที่หลินซีแสดงออกมาต่างเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนอยู่แล้ว และความจริงย่อมอยู่เหนือคำพูดใด ๆ  คงจะมีแต่วังเสี่ยวเจินที่จิตใจคับแคบไปเสียหน่อย ซึ่งวังเสี่ยวเจินเองก็รู้สึกว่าทุกคนไม่เชื่อคำพูดของตน เธอจึงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ หลินซีไม่ได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในที่พักยุวปัญญาชน เธอมุ่งตรงมาถึงศูนย์อนามัย ขณะนั้นฉู่เฉิงกำลังช่วยลูกชายหมอซ่งเก็บกวาดตู้ใส่ยาและลูกชายหมอซ่งก็กำลังอธิบายฤทธิ์ของยาที่มีผลต่อร่างกายให้เขาฟัง เมื่อเห็นหลินซีมาที่นี่ลูกชายหมอซ่งจึงยิ้มรับและพูดขึ้น “ยุวฯหลินมาเยี่ยมฉู่เฉิงแล้วเหรอ” ส่วนฉู่เฉิงเมื่อได้ยินเสียงของหลินซีก็รีบวิ่งออกมาจากอาคารพลางพูดขึ้นอย่างสดใส “พี่กลับมาแล้วเหรอ” หลินซียื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ห่อหนึ่งให้กับเขา และเมื่อฉู่เฉิงเปิดห่อนั้นออกมาก็พบว่าเป็นลูกเหอเถา เขาฉีกยิ้มและถามขึ้น “พี่ให้ผมเหรอ”   “ใช่แล้วจ้ะ” เมื่อหลินซีได้เห็นท่าทางดีใจของฉู่เฉิงเธอก็รู้สึกสบายใจ ตั้งแต่ฉู่เฉิงมาอยู่กับหมอซ่งที่นี่เขาก็ดูร่าเริงขึ้นไม่น้อย ใบหน้าก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มมากขึ้นด้วยเช่นกัน   หลินซีหันไปพูดกับลูกชายหมอซ่ง “ลูกชายหมอซ่งคะ รบกวนดูมือฉันให้หน่อยสิคะ พอดีวันนี้มือฉันเป็นแผลตอนขึ้นเขาน่ะค่ะ” เมื่อฉู่เฉิงได้ยินเช่นนั้นเขาก็พลันหุบยิ้มก่อนจะถามขึ้นอย่างร้อนใจ “พี่เป็นอะไร ไปทำอะไรมาทำไมมือเจ็บล่ะ” ลูกชายหมอซ่งดูมือของหลินซีก่อนจะพูดขึ้น “ไม่เป็นอะไรมาก ทายาก็หายแล้ว ส่วนเรื่องตุ่มน้ำก็ต้องจัดการนิดหน่อย เดี๋ยวผมทำให้เอง” พูดจบเขาก็หันกลับไปพูดกับฉู่เฉิง “ทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ แค่บาดเจ็บเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรสักหน่อย” ฉู่เฉิงมองไปที่มืออันขาวผ่องของหลินซี รอยขีดข่วนสีแดงเหล่านั้นช่างสะดุดตาทั้งยังมีตุ่มน้ำที่ดูขวางหูขวางตานั่นอีก เห็นเช่นนั้นเขาจึงได้แต่ขมวดคิ้วเล็ก ๆ ของเขาเข้าหากัน หลินซีคิดว่านี่ช่างน่าขันเสียจริง เธอจึงพูดกับฉู่เฉิงว่า “ช่วยหายามาให้พี่ทีสิ”   ฉู่เฉิงขานรับเพียงคำว่า “อืม” คำเดียวด้วยท่าทางไม่ค่อยสบายใจ แล้วจึงไปหายาที่ตู้ยาอย่างเงียบ ๆ  ลูกชายหมอซ่งจึงพูดแซวขึ้น “เด็กคนนี้เป็นห่วงเธอน่ะ” หลินซีได้แต่เพียงหัวเราะ หลังจากที่ลูกชายหมอซ่งจัดการแผลที่มือของหลินซีเรียบร้อย หลินซีก็จำเป็นต้องขอตัวกลับ ส่วนฉู่เฉิงก็อยากจะไปส่งหลินซีให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หลินซีจึงไม่มีทางเลือกและทำได้เพียงยอมให้เขาตามไปส่งเธอ ระหว่างทางฉู่เฉิงไม่พูดไม่จาอะไรเลย เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำท่าทางเหมือนไม่มีความสุข ตอนนี้หลินซีรู้สึกว่าฉู่เฉิงเป็นเหมือนหมาน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่ง เธอจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “ทำไมไม่สดใสเลยล่ะ”   ฉู่เฉิงเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น “พี่ ทำไมมือพี่ถึงเป็นแผลล่ะ” เมื่อหลินซีเห็นฉู่เฉิงเอาแต่วนเวียนอยู่กับคำถามนี้เธอจึงตอบกลับไป “โดนบาดตอนขึ้นเขาไปเก็บลูกเหอเถาน่ะ แต่มันเป็นเรื่องเล็กมากนะ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย” หลินซีพูดจบเธอก็ก้มมองฉู่เฉิง แต่ท่าทีของฉู่เฉิงยังเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น ทำให้หลินซีไม่รู้จะพูดยังไงให้เขาดีขึ้น   แต่สุดท้ายฉู่เฉิงก็พูดออกมา “พี่ครับ ถ้าพี่ชอบกินเหอเถาผมจะไปเก็บให้พี่เอง พี่ไม่ต้องไปแล้วนะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินซีพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ เธอจึงหัวเราะและพูดแหย่กลับไป “จะให้ฉันไม่ทำงานเพราะแผลเล็ก ๆ แค่นี้เองเหรอ ไว้ฉันหายดีเมื่อไหร่ฉันก็ยังต้องทำไร่ทำนากับทุกคนนะ ถ้าถึงตอนนั้นฉันจะทำยังไงล่ะ แต่เอาเถอะนะ เธอยังเด็กอยู่ไม่ต้องทุกข์ใจกับเรื่องพวกนี้หรอก อีกสักสองสามวันฉันจะเข้าไปซื้อของในเมือง เธออยากไปด้วยกันไหม” ฉู่เฉิงตาเป็นประกาย “จะพาผมไปจริงเหรอ” หลินซีเห็นเขากลับมาร่าเริงเธอจึงพูดต่อ “ฉันอยากไปซื้อหนังสือให้เธอสักสองสามเล่ม ไม่มีตำราเรียนแบบนี้มันไม่สะดวกเอามาก ๆ เลย” ฉู่เฉิงคิดไม่ถึงเลยว่าหลินซีไม่เพียงจะพาตนเข้าเมือง แถมยังจะซื้อของให้ตนอีก เขารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับจับจ้องมาที่หลินซี ซึ่งหลินซีก็ถูกมองจนรู้สึกใจอ่อนไปหมดแล้ว เธอจึงลูบหัวเด็กชายอย่างทะนุถนอม เส้นผมสั้น ๆ บนหัวของหนุ่มน้อยทิ่มมือของหลินซีจนทำให้เธอรู้สึกคัน ๆ เล็กน้อย เมื่อมาส่งหลินซีจนถึงประตูที่พักยุวปัญญาชน ฉู่เฉิงก็หันหลังกลับและเดินจากไป หลินซีมองตามหลังหนุ่มน้อยที่กำลังเดินห่างออกไปไกล ฉู่เฉิงยังคงใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ เช่นเคย เสื้อยืดหน้าร้อนบาง ๆ ยากที่จะต้านทานความหนาวเย็นของสายลมฤดูใบไม้ร่วง หลินซีจึงได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ ครอบครัวของฉู่เฉิงก็ช่างใจดำจริงๆ พอไล่เด็กคนนี้ออกจากบ้านแล้วก็ไม่ถามข่าวคราวเขาเลยสักนิด แม้แต่เสื้อผ้ายังไม่ให้เขาสักตัว พวกหมอซ่งก็เลินเล่อเสียจนคิดไม่ถึงปัญหานี้เลย ตอนนี้ฉู่เฉิงมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนร่างของเขาชุดนี้กับเสื้อผ้าเก่าๆที่ผู้แทนฯถังยกให้อีกชุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าเป็นในโลกยุคปัจจุบันคงไม่มีใครนึกภาพเด็กผู้ชายที่มีเสื้อผ้าติดตัวแค่สองชุดออกเป็นแน่   สองวันผ่านไป หลังจากที่สอนหนังสือให้ฉู่เฉิงเสร็จหลินซีก็หยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาและยื่นให้ฉู่เฉิง “พรุ่งนี้เช้าฉันจะมาหาเธอ พวกเราจะนั่งรถไถนาเข้าเมืองด้วยกัน เธออย่านอนดึกล่ะ แล้วก็ฉันให้นี่ เธอเอาไปสิ” ตอนนี้ใจของฉู่เฉิงคิดถึงการได้ออกไปโลดแล่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาพูดขึ้นด้วยใบหน้าตื่นเต้นเป็นที่สุด “พี่ครับ ผมจะไม่นอนตื่นสายแน่นอน พี่สบายใจได้เลย” พูดจบเขาก็ก้มลงมองห่อผ้าในมือด้วยท่าทางที่อยากจะเปิดออกเต็มที “นี่คืออะไรเหรอครับ” หลินซีจับมือของเขาไว้และพูดขึ้น “ไว้กลับไปก่อนค่อยเปิดดูนะ ยังไงเธอก็น่าจะดีใจแน่ ๆ”   “ถ้าเป็นของที่พี่ให้ผม ยังไงผมก็ดีใจครับ” หนุ่มน้อยมองหลินซีด้วยใบหน้ายินดี หลินซีจึงพูดแซวไป “เมื่อกี้กินอะไรมาทำไมปากหวานขนาดนี้นะ” ฉู่เฉิงวิ่งกลับไปยังศูนย์อนามัย หมอซ่งเพิ่งจะส่งคนไข้คนหนึ่งกลับบ้านพอดี เมื่อเขาได้เห็นท่าทางดีใจของฉู่เฉิงเขาก็พลันยิ้มอย่างเบิกบาน “กลับมาแล้วเหรอ พี่เขาให้ของดี ๆ อะไรมาอีกแล้วล่ะสิ” ฉู่เฉิงหัวเราะคิกคัก “ไม่รู้เหมือนกันครับ พี่เขาให้ผมกลับมาก่อนค่อยเปิดดูน่ะ” หมอซ่งมองฉู่เฉิงค่อย ๆ เปิดห่อผ้าอย่างระมัดระวัง ข้างในมีเสื้อผ้าสีเขียวทหารอยู่ชุดหนึ่ง ฉู่เฉิงสะบัดเสื้อผ้าให้คลี่ออกและพบว่าขนาดของมันพอดีกับตัวเขาอย่างเหมาะเจาะ เมื่อหมอซ่งเห็นเสื้อผ้าหน้าร้อนที่ไม่พอดีตัวของฉู่เฉิงจึงได้กระจ่างใจ ฉู่เฉิงเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งเป็นเสื้อผ้าลายทหารที่มีขนาดพอดีตัว ฉู่เฉิงยืนอยู่หน้ากระจกและหมุนซ้ายหมุนขวาไปมา เขารู้สึกถูกใจเสื้อผ้าชุดนี้เกินบรรยาย หมอซ่งเห็นฉู่เฉิงสวมเสื้อผ้าแบบนี้ก็พลันรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาเป็นอย่างมาก แค่ช่วงสั้น ๆ ที่ได้ดูแลฉู่เฉิงก็ทำให้เด็กคนนี้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาหน่อยแล้ว เขาไม่ได้ดูซูบผอมจนน่าตกใจเหมือนครั้งแรกที่มาถึงอีกแล้ว เมื่อลูกชายหมอซ่งได้เห็นท่าทางดีอกดีใจของฉู่เฉิงก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “พอ ไม่ต้องส่องแล้ว ถ้ายังส่องต่อไปเดี๋ยวกระจกก็แตกพอดีหรอก” ฉู่เฉิงจ้องเขากลับไปด้วยท่าทางโมโห เมื่อได้เห็นท่าทีหัวร้อนของเด็กน้อย ลูกชายหมอซ่งก็ยิ่งมีแก่ใจจะแกล้งหยอกฉู่เฉิง   “เสื้อผ้าชุดนี้ดูไม่เลวเลยนะ ได้มาจากไหนล่ะ” ฉู่เฉิงจึงอวด “พี่สาวให้ผมมา”   “พี่สาวนายนี่มีเงินเยอะจังเลย ชุดนี้น่าจะแพงนะเนี่ย ไปขอพี่นายให้ซื้อให้ฉันสักตัวดีไหมนะ” พูดจบเขาก็ยื่นมือออกไปลูบเสื้อของฉู่เฉิง แต่ฉู่เฉิงขยับตัวหลบไปข้างหลังอย่างว่องไวทำให้สิ่งที่ลูกชายหมอซ่งได้ลูบคลำกลับเป็นแค่อากาศ   “ขี้เหนียวจัง ฉันจับนิดจับหน่อยมันจะขาดเลยหรือไง” ฉู่เฉิงมองเขาอย่างระแวดระวังพร้อมพูดขึ้นอย่างโหดร้าย “ห้ามไปหาพี่สาวผมเด็ดขาด อย่าไปขออะไรจากพี่ผมด้วย”   “โอ้โห ไอ้เด็กนี่” ลูกชายหมอซ่งทำท่าจะตีเขา