บทที่ 6
พาโลม่าไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆ สามารถที่จะยืนอยู่ตรงขอบเหวแห่งธรรมชาติที่ยังมิได้ค้นพบและไม่เกิดความรู้สึกสนใจที่จะสำรวจค้นคว้ากันลงไป ใต้ฝ่าเท้าของคนเรานั้นคือความมหัศจรรย์อันล้ำลึกเกินกว่าความฝันเสียด้วยซ้ำ มันเป็นความลับที่มืดดำ... และเธอก็ยินดีนักหนาที่พวกเขาได้ละทิ้งมันไว้ให้เป็นที่ของเธอเช้าวันนี้ พาโลม่าได้พยายามอย่างดีที่สุด ที่จะระงับการทำศึกกับโจลงชั่วคราว เธอไม่มีความสุขเมื่อเห็นน้องชายอยู่ในอารมณ์โกรธเคือง ยิ่งกว่านั้น การแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กหนุ่มก็จะทำให้แม่ พลอยตึงเครียดไปด้วย และเมื่อไมแรนด้าเครียดขึ้นมา มันก็ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งบ้านแต่ดูเหมือนโจจะไม่ยอม เขาปฏิเสธความช่วยเหลือจากพี่สาวทุกอย่าง เมื่อสัมภาระกับเพื่อนพร้อมแล้ว พวกเด็กหนุ่มก็กระโดดเข้าดึงเชือกสตาร์ทเครื่องยนต์เรือ ด้วยความแรงทำให้เชือกหลุดออกจากมือ ซึ่งดูน่าขัน แต่พาโลม่าพยายามกลั้นหัวเราะไว้ ยืนมองโจด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจ ซึ่งขณะนี้เด็กหนุ่มสตาร์ทเครื่องเรือได้แล้ว พาโลม่ามองตามโจที่กำลังนำเรือบ่ายหน้าไปทางแสงตะวันสู่แหล่งหาปลาในสมัยก่อน พวกชาวประมงมุ่งจะจับแต่ปลาฉลาม ทั้งนี้เพราะฉลามเพียงหนึ่งหรือสองตัว มีค่าเป็นร้อยเท่าของปลาชนิดอื่นๆ ครีบของมันเอาไปขายทำซุป เนื้อใช้เป็นอาหาร ตับเป็นวิตามิน ขายได้ทั้งหนังจนถึงกระดูกแต่แล้วเมื่อวัตถุสังเคราะห์เข้ามาแทนที่ มันก็ตัดทิ้งคุณค่าและราคาของปลาฉลามลงไปถึงสามส่วน บัดนี้ ตับชิ้นใหญ่ของมันกลายเป็นของไร้ประโยชน์ เพราะวิตามินจากการสังเคราะห์ของวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาแทนที่น้ำมันตับปลาหนังของมันหมดราคาลง เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นคมกว่าและะถูกกว่าที่จะทำขึ้นจากกระดูกครีบ และหูอาจจะพอขายได้บ้างในภาคตะวันออก มีเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้นที่นักทัศนาจรจะซื้อสันกรามไปเป็นที่ระลึก คนที่ชอบกินสเต๊กเนื้อปลาฉลามก็ลดจำนวนลง หรือถ้าจะกินก็เพราะหาอะไรกินไม่ได้เท่านั้น และการจับปลาฉลามก็มิได้มีคุณค่าอีกต่อไปดังนั้น การที่จะได้ปลาฉลามมาจึงเป็นเหตุบังเอิญเสียมากกว่า เมื่อมันบังเอิญไปเกี่ยวเบ็ดเข้า ด้วยคิดว่าเป็นอะไรอย่างหนึ่ง หรือมิฉะนั้น ก็ติดตาข่ายอวนหาทางออกไม่ได้ แต่สำหรับชาวประมงแล้ว มุ่งเฉพาะแต่ปลาที่เอาไปขายได้มากกว่าโจ อินดิโอ กับมาโนโล่นั้น จะเริ่มการจับปลาด้วยวิธีวางเบ็ด จนกระทั่ง ช่วงเวลาผ่านไปพวกเขาจึงจะมองผ่านถึงกระจกลงไปในน้ำ เพื่อหาแหล่งที่ปลามาชุมนุมกันอยู่ ถ้าเห็นฝูงปลาเข้าพวกเขาจึงจะวางอวน และรอเวลาจนกว่าจะลากอวนได้ และยกขึ้นใส่เรือถ้าเรือใหญ่จากลา เปซ มาถึงในตอนกลางคืน หรือเช้าของวันรุ่งขึ้น ปลาทั้งหมดจะถูกแช่เย็นไว้ จนกว่าจะถูกนำลงบรรจุในถังน้ำแข็งบนเรือใหญ่ ถ้าเรือไม่มา 2-3 วัน พวกชาวประมงจะเอาปลาขึ้นมาแช่เย็นบนเกาะ มิฉะนั้น ปลาจะเน่าเสียก่อนเรือจะมาถึงชาวเกาะทั้งหลายมีชีวิตขึ้นอยู่กับความเมตตาของกัปตันเรือ เขาจะเป็นคนบอกราคาปลาที่จะขายให้ในลา เปซ กับราคาที่เขาจะรับซื้อต่อน้ำหนักหนึ่งปอนด์ พวกเขาจะไม่มีโอกาสโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากยอมรับในราคาที่กัปตันตั้งขึ้น แต่อันที่จริงกัปตันก็มิใช่คนที่จะเห็นแก่ได้จนเกินไปนักแม้จะเห็นว่าปลาล้นตลาด เขาก็ยังจ่ายให้ตามราคา เพื่อว่าชาวประมงจะได้เอาเงินไว้ซื้อสรรพสิ่งที่เป็นความจำเป็นแก่การยังชีพ ทั้งเชื้อเพลิง ผลไม้ ผัก และเสื้อผ้า ดังนั้น จึงมิได้มีการอุทธรณ์ร้องทุกข์ในเรื่องราคามากนักเนื่องจากพาโลม่ามิได้เป็นชาวประมง และมิได้เป็นผู้ชาย มิได้ทำงานการเป็นหลักฐานในเกาะ เธอจึงมิได้รับอนุญาตให้มีที่จอดเรือลำเล็กๆ ส่วนตัวที่ท่าเทียบ ต้องเอาไปผูกไว้ใต้ท่า ให้พ้นทางของคนอื่นๆเมื่อเห็นเรือของโจออกไปพ้นสายตาแล้ว เธอก็ไต่ลงจากท่า ดึงเชือกผูกเรือลากมันออกมา มันเป็นเรือมาดแคบๆ8 ฟุต กว้าง 2 ฟุต ไม่ได้มีรูปร่างสวยงามอะไร นอกจากจะเป็นเรือที่ขุดขึ้นจากท่อนไม้ แต่มันก็เป็นสมบัติชิ้นเดียวสาวน้อยรักยิ่งนักพ่อได้ขุดเรือลำนี้ขึ้นเป็นของขวัญวันเกิดเมื่ออายุครบ 13 ปี เขาสั่งไม้ท่อนนี้มาจากลา เปซ ทั้งนี้เพราะ บนเกาะซานต้า มาเรียไม่มีไม้เนื้อแข็ง มันถูกส่งมากับเรือที่มารับปลาตอนแรกเขาก่อกองไฟขึ้นบนท่อนไม้ ให้มันไหม้ทะลุเปลือกตไป แล้วจึงใช้จิ๋วกับไม้ตะลุมพุกเป็นเครื่องมือในการขุดเจาะและสุดท้ายเขาใช้หนังปลาฉลามแห้ง ขัดจนเนื้อไม้หมดเสี้ยนขณะที่โจบิมขุดเรือลำนี้ เขาไม่เคยบอกให้พาโลม่ารู้เลยว่าจะขุดเรือให้ใคร แต่เธอเดาเอาว่าพ่อจะต้องให้โจ และยังรู้สึกอิจฉาในความสนุกที่น้องชายจะได้รับ นึกถึงสถานที่ที่น้องจะไป กับสิ่งที่เขาจะได้เรียนรู้จากธรรมชาติแต่เธอเดาใจพ่อผิดไปถนัด เมื่อโจบิมให้เรือมาดลำนี้แก่ลูกสาว เขาพูดเพียงว่า“เองจะได้ไปไหนได้สะดวก”เช้าวันนี้ สาวน้อยโยนหมวกปีกกว้างลงไปในท้องเรือด้วย ทั้งนี้เพราะ ในยามเที่ยงวัน ขณะที่อาทิตย์ลอยดวงอยู่ในจุดสูงสุดและอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศานั้น การที่จะใช้เวลากรำอยู่ในแดดโดยไม่ได้สวมหมวก ย่อมเป็นการง่ายที่จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะครั่นเนื้อครั่นตัวได้ เธอได้ตรวจตรายามสัมภาระแล้ว แน่ใจว่าเอาอุปกรณ์ในการดำน้ำมาครบ ทั้งหน้ากากและแขนขาหนังแบบกว้างที่ใช้สำหรับว่ายน้ำ ท่อยางช่วยหายใจ มีด กรรไกรคมๆ ใบมีดโกนแบบสองคมด้ามยาวและมะม่วงที่จะใช้รับประทานแทนอาหารกลางวันการที่เธอเอามีดไปด้วยมิใช่เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากสัตว์ทั้งหลาย...ก่อนที่จะได้พบกับปลาเซล ฟิชที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเมื่อวันวาน พาโลม่าไม่เคยมีความรู้สึกว่าเคยถูกพวกสัตว์น้ำคุกคามเธอเลย และเธอก็มองเห็นด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าปลาฉลามต้องการจะกัดจริงๆ มันก็คงจะหนีไปได้อย่างรวดเร็วก่อนที่มีดจะทำอะไรมันได้ทันมีดจึงเป็นเพียงเครื่องมือมากกว่าอาวุธ ประโยชน์ในการใช้สอยก็คือแกะหอยกาบออกจากหินบนภูเขาใต้ทะเลและเอาขึ้นมากรีดฝาออกบนเรือ ซึ่งแม้จะเป็นงานธรรมดาๆ แต่ก็มีความสำคัญกว่าการใช้ป้องกันตัวกับอีกประการหนึ่งคือตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชาวประมงส่วนใหญ่ที่ใช้อวนลากในการจับปลา ต้องเสียอวนที่ทำด้วยไนล่อนไปมาก เนื่องจากไนล่อนที่เอามาถักเป็นอวนนั้น มิได้แตกต่างไปจากสีของน้ำมันดูเหมือนไม่มีสีด้วยซ้ำ และเมื่อมันละไปถึงน้ำแล้วก็ยากแก่การมองเห็น เข็ดอวนจะพันกันยุ่งติดอยู่กับแง่หิน ซึ่งไม่อาจจะมองเห็นได้ มีความเหนียวมัดติดแน่นอยู่อย่างนั้น และอวนเหล่านี้ จะกลายเป็นกับดักสามารถฆ่าคนได้ภายใน 2-3 นาที ถ้ามือหรือเท้าเกิดไปติดพันกับมันเข้า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกลั้นลมหายใจไว้นานๆ และค่อยๆ ดึงสายอวนออกทีละเส้นต้องใช้วิธีตัดมันทันท่วงทีด้วยพาโลม่าแก้เชือกที่ผูกเรือออก ก้าวลงไปนั่ง รีบคุกเข่าลงทันทีเพื่อให้เรือหายโคลง จุ่มใบพาย 2 ด้าน ลงในสายน้ำที่ราบเรียบบ่ายหน้าออกสู่ท้องทะเลและขณะนี้ ปลาโลมาตัวสุดท้ายซึ่งมุ่งหน้าไปยังขอบฟ้าได้หายลับไปจากสายตาแล้ว พาโลม่ามองไปรอบๆ ตัวและพบว่าตัวเองกำลังลอยเรืออยู่กลางทะเลตามลำพัง เธอจุ่มใบพายลงไปในน้ำและมุ่งหน้าไปยังภูเขาใต้ทะเลที่ตั้งใจไว้ยอดสูงสุดของภูเขาใต้ทะเลนั้น มิได้อยู่ในบริเวณน้ำตื้นและจะไม่โผล่สูงพ้นผิวน้ำขึ้นมาเกินกว่า 50-60 ฟุต ดังนั้น ถ้าจะมองไปจากเรือในตอนนี้จะมองไม่เห็น และไม่อาจจะกำหนดเวลาที่จะได้เห็นมันจากการเดินทางตั้งแต่ออกจากท่าได้ ทั้งนี้เพราะกระแสลม และกระแสน้ำจะแปรเปลี่ยนทิศทางทีละเล็กละน้อยทุกวัน ถ้าไปตามการเดินทางจะใช้เวลาน้อยลงมากแต่ถ้าทวนน้ำ ก็จะต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้น ถ้ากระแสน้ำเป็นใจแต่ยังต้านลมอยู่ ท้องทะเลจะมีแต่เกลียวคลื่น ยากลำบากแก่การพายเรืออย่างยิ่ง และถ้าเวลาแตกต่างออกไปเพียง 5-10 นาที เธอจะไม่มีทางหาภูเขานั้นได้พบ ทั้งนี้เพราะพื้นน้ำรอบ ๆ ตัวจะเหมือนกันไปหมด ดังนั้น โจบิมจึงได้สอนลูกสาวไว้ว่าการจะหาภูเขาใต้น้ำลูกนั้นได้พบให้สังเกตที่เครื่องหมายบางชนิด