เมื่อเห็นแววตาที่ไม่เหมือนเดิม ก็ทำเอาใจสั่นระรัว นางเองก็ไม่อยากไปตายเอาดาบหน้า
ช่วยบอกทีว่า หลินลี่คนเก่ายังอยู่ใช่ไหม เพราะนางเอกคนใหม่นี้ มีนิสัยกล้าได้กล้าเสียและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด
ร่างกายนี้ยังอ่อนแออยู่มาก ถ้านางทำตัวดีๆ จะไม่โดนแม่นางเอกเฉดหัวออกจากบ้านใช่ไหม
"พี่ใหญ่ ฮืออ พี่เืออกเต็มเลย พี่เป็อันใดหรือไม่ ข้ากลัว" เสียงของหลินฮวาน้องสาวคนรองร้องดังไปทั่ว
หลินซานน้องชายคนเล็กพยายามกั้นน้ำตา และมองพี่สาวที่กำลังฉีกผ้าพันแขนตนกับกิ่งไม้อยากแปลกใจ
แต่ดวงตาทั้งสามคู่ ก็หันมามองนางพร้อมกัน หลินเว่ยเว่ยเหนื่อยเกินไป นางที่กำลังหอบเพราะวิ่งมา กำลังเกาะต้นไม้ไว้แน่นกว่าเดิม และคิดในใจว่าจะต้องยิ้มหวานเพียงใด หรือตื่นตระหนกดี
มีเพียงดวงตาสองคู่ที่แสดงความเว้าวอน แต่อีกคู่มีแต่ความสงสัย และความโกรธแค้น
"ป้ารองได้โปรดช่วยพี่ใหญ่ทีเถอะ ข้าขอยืมเงินแค่ไม่กี่อีแปะเท่านั้น ได้โปรด" คราวนี้เป็เสียงของหลินซาน เด็กชายวัยแปดหนาว
"อะ เอ่อ ได้สิ อย่ามัวแต่ร้องไห้รีบพยุงพี่ใหญ่เ้าเร็ว"
ถ้าพลัดตกเขาแบบนี้นางไม่อยากให้เด็กพยุงกันไปเอง แต่เ้าตัวลุกขึ้นมาเข้าเฝือกแขนให้ตัวเองแบบนี้ คงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง
หลินลี่มองนางอย่างพิจารณาและพูดออกมาเป็คำแรก "พาไปที่บ้านก็พอ ข้าไม่ได้เป็อะไรมาก"
"แต่พี่ใหญ่ ท่านเืไหล" หลินฮวากล่าวอย่างไม่ยินยอม
"พานางไปที่บ้านก่อนเถอะ" หลินเว่ยเว่ยจึงพูดหยุดเด็กๆ เอาไว้
เด็กๆ พยุงกันมาถึงที่บ้าน ก่อนที่นางจะถึงด้วยซ้ำไป ร่างกายนี้ยังไม่แข็งแรง ทั้งเหนื่อยง่าย นางแทบจะเกาะต้นไม้ทุกต้นในป่า เพื่อพยุงตัวเองจนมาถึงบ้าน
ไม่รู้ว่าตอนไปอาศัยความใหรืออะไร จึงวิ่งออกไปได้ ทั้งตอนกลับเด็กๆ ก็ไม่ได้สนใจนางมาก เพราะเป็ห่วงพี่ใหญ่ของพวกเขาที่าเ็อยู่ นางจึงกลับมาอย่างทุลักทุเล
กว่าจะเอาร่างกายนี้วางลงบนโต๊ะหน้าบ้านได้แทบสิ้นใจไปอีกคน
เมื่อพักจนหายเหนื่อยนางจึงเดินเข้าไปในบ้าน เด็กทั้งสองดูใมาก นางก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะหลินลี่กำลังนอนอยู่บนเตียงที่นางยึดไว้เป็เวลาสองเดือนนี่เอง
"ปะ ป้ารอง พี่ใหญ่นั้นกำลังาเ็ ข้า"
นางเดินไปนั่งอยู่บนเตียง ท่ามกลางความใของเด็กๆ นางสำรวจร่างกายเด็กสาววัย 14 หนาว อย่างช้าๆ มีเพียงแผลถลอกไปทั้งตัว และแขนที่ถูกพันด้วยผ้าอย่างลวกๆ
"เ้าไม่อยากไปหาหมอรึ หรือจะไปให้อาซานตามหมอหลี่มา" นางถามคนตรงหน้าไป
แต่ดวงตานั้นกลับจ้องมองนางอย่างแปลกใจ "ข้าไม่้า เพียง้าแค่ให้อาซานไปซื้อสมุนไพรมา ข้าไม่อยากรบกวนป้ารอง"
"อ้อ งั้นรึ ฮวาเอ๋อร์ อาซานที่บ้านมีเงินกี่อีแปะ" นางหันไปถามเด็กทั้งสองคน
"เอ่อ หลังจากที่จ่ายค่าซ่อมแซมบ้านไป เราเหลือเพียงแค่ยี่สิบห้า อีแปะเ้าค่ะ ป้ารอง"
นางหันไปมองหลินลี่อย่าง้าคำตอบ เ้าตัวดูไม่ไว้ใจนางแม้แต่น้อย แต่ก็จนใจกับความยากจนของตัวเองด้วย
นางจึงนั่งลงไปกับพื้น แล้วก้มเข้าไปในเตียง ลากกล่องที่ใส่แม่กุญแจไว้ แล้วหยิบก้อนตำลึงเงินมาจำนวนหนึ่ง และยื่นให้หลินซาน
"ป้ารองไม่ได้มาอยู่เฉยๆ หรอกนะ ก่อนหน้านี้ป้ารองป่วยหนักรบกวนพวกเ้าแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นมาก เอาเงินนี้ไปตามหมอมาเถอะ" นางมอบรอยยิ้มอย่างพระโพธิสัตว์ให้เด็กๆ
แต่หน้าก็แตกลงไปกองกับพื้นเพราะคำพูดของหลินลี่ "อ้อ ป้ารองป่วยหนักจริงๆ ไม่มีแม้กระทั่งแรงจะเปิดกล่อง ปล่อยให้พวกข้าอดยากจนต้องเข้าไปหาของในป่าตั้งนาน"
นางยังคงยิ้มและตอบกลับไป "ลี่เอ๋อร์ก็กล่าวหนักไป ผู้คนแถวนี้ก็ต่างเข้าป่าไปหาของกินทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะพวกเราที่ไม่ได้ทำนา ถ้ามัวแต่ไปซื้อกินอย่างเดียวเราก็อยู่ไม่ถึงหน้าหนาวน่ะสิ"
แม้หลินเว่ยเว่ยคนเก่าไม่ได้ให้เด็กๆ เข้าป่าไปหาของกิน เพื่อประหยัดเงินไว้ใช้หน้าหนาว แต่เด็กแถวนี้ก็ล้วนไปหาผักป่ากันทั้งนั้น ถึงไม่ใช่เพราะหลินเว่ยเว่ยเด็กๆ ก็ต้องเข้าป่าอยู่ดี
แต่ที่นางปล่อยให้หลินลี่หนาวตายนั้นก็ผิดเต็มๆ แม้จะเป็เพราะนางร่างกายอ่อนแอ แต่มาอาศัยอยู่บ้านผู้อื่น ทั้งยังเบียดเบียนเช่นนี้ ยังไม่รวมวีรกรรมหลังจากที่นางเริ่มหายดีอีก
"แต่วันนี้ป้ารองจะให้อาซานไปซื้อเนื้อหมูมาบำรุงพวกเราด้วย โดนเฉพาะลี่เอ๋อร์ที่กำลังาเ็อยู่ ถ้าป้ารองหายดี ป้ารองจะไม่ปล่อยพวกเ้าขึ้นเขาเพียงลำพังแน่นอน" นางยัดเงินใส่อาซานและส่งสายตาให้ออกไปตามคำสั่ง
เมื่อหลินซานออกไป หลินฮวาก็ขอตัวออกไปหาฟืนแถวๆ นี้ก่อน
นางเองก็จะลุกออกไปให้เด็กสาวได้พักผ่อน แต่กลับอีฝ่ายจับข้อมือเอาไว้
“ทำไมท่านถึงช่วยพวกเราละ” นางไม่อยากเป็ศัตรูกับนางเอกยังไงละ แต่ก็แค่พูดในใจ
แม้นางเอกเื่นี้จะหาเื่เฉียดตายให้ตัวเองมากมาย แต่นางย่อมไม่อยากเป็ศัตรูกับคนที่เข้าป่าก็เจอโสม เข้าเมืองก็เจอคู่ค้าหรอกนะ
"ป้ารอง" หลินลี่มองหน้านางราวกับมีอะไรจะพูด
"อ้าว ท่านหมอมาแล้ว" นางหันไปเจอเด็กทั้งสองที่รีบเชิญหมอเข้ามาอย่างว่องไว
หมอที่ว่าเป็หมอหญิง ผู้เป็บุตรสาวของหมอหลี่ที่อยู่อีกหมู่บ้าน นางมักไม่ค่อยได้รักษาผู้ใด เพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจหมอหญิงที่ยังสาว
“ท่านพ่อไม่อยู่ เห็นเด็กๆ ร้อนใจ ข้าเลยมาดูให้ก่อน หากว่าไม่สะดวกใจจะรอท่านพ่อข้าก็ได้” หมอหลี่พูดอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็ไร/ไม่เป็ไร” ทั้งนางและหลินลี่ต่างก็พูดพร้อมกัน
หมอหลี่มองทั้งสองพร้อมอมยิ้มเบาๆ “งั้นข้าขอดูน้องหลี่ก่อน อ้ายโหยวทำไมนางพันแขนไว้อย่างนี้ละ” หมอหลี่ค่อยๆ แกะผ้าออกและพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“ข้อมือน้องลี่ไม่เป็อันใดมาก ร่างกายฟกช้ำเล็กน้อย แผลที่หัวก็ไม่ได้ลึกมาก และห้ามใช้มือข้างนี้สักเจ็ดวัน ถ้าฝืนใช้อาจแย่ลงได้ พันกับกิ่งไม้ไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ขยับมากเกินไป เดี๋ยวเอายาห่อนี้ไปต้ม พอหมดแล้วก็เอาเทียบยานี้ไปซื้อยาที่โรงหมอเสียละ ครบเจ็ดวันก็น่าจะดีขึ้น” หมอหลี่พูดอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็หมอหญิงอายุน้อย แต่นางก็ดูมีความรู้ไม่น้อย
“ขอบคุณหมอหลี่มาก ข้าก็คิดว่าไม่ได้เป็อันใดมาก แต่ได้หมอหลี่ยืนยันเช่นนี้ ข้าและน้องๆ ก็สบายใจ” หลินลี่พูดอย่างดีใจ
“ท่านช่วยตรวจท่านป้ารองด้วยเถิด นางไม่สบายมาเป็เดือนแล้ว” หลินลี่เห็นป้ารองวายร้ายที่เอาแต่นอนอยู่บนเดือน และตอนเดินกลับมาก็ยังหน้าซีดๆ
“ข้าไม่…รบกวนหมอหลี่ด้วย” หลินเว่ยเว่ยกำลังจะพูดว่าไม่เป็ไร แต่เมื่อนึกถึงร่างกายที่เหนื่อยง่าย และเวียนหัวบ่อยๆ ก็ควรให้หมอดูเสียหน่อย เผื่อได้ยาบำรุงสักหม้อแล้วจะดีขึ้น
หลินเว่ยเว่ยยืนข้อมือให้หมอหลี่ หมอหลี่จับที่ข้อมือของนางอยู่เสียนาน นางทั้งขมวดคิ้ว และจับใหม่อยู่หลายรอบ
“แม่นางหลิน รอบเดือนครั้งสุดท้ายของท่านเมื่อไรกัน” หมอหลี่ถามด้วยเสียงเรียบ
หลินเว่ยเว่ยเองก็ไม่รู้ แม้จะพอมีความทรงจำอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนขนาดจำได้ว่าเ้าตัวรอบเดือนมาเมื่อไร นางจึงบอกอย่างโง่ๆ ว่า “ไม่รู้ ข้า เอ่อ จำไม่ได้ น่าจะสองเดือนที่แล้ว”
เพราะความทรงจำที่ชัดที่สุดก็คือเหตุการณ์ล่าสุดที่นางมาอาศัยอยู่กับหลานทั้งสาม
“ท่าน เอ่อ แม่นางท่านกำลังตั้งครรภ์”