[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 แม้จะทะลวงผ่านอีกหลายขั้นก็ยังคงไร้ความหมาย คงจะหยิบบทมาผิดแล้ว

    ตอนที่ 147 แม้จะทะลวงผ่านอีกหลายขั้นก็ยังคงไร้ความหมาย คงจะหยิบบทมาผิดแล้ว

            ตั้งแต่กู้ฉางเกอเริ่มลงมือจนกระทั่งหลงเถิงพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง เวลาก็ผ่านไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น

            เพียงการปะทะมิกี่ครั้ง กู้ฉางเกอก็ส่งหลงเถิงปลิวกระเด็นไป ก่อนจะใช้ฝ่ามือบดขยี้จนแขนทั้งสองของเขาแตกหักเป็นเสี่ยงๆ

            การลงมือนั้นเรียบง่ายและเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเลหรือความเสียเปรียบใดๆ

            เมื่อรวมเข้ากับถ้อยคำที่กู้ฉางเกอเอ่ยก่อนหน้านี้ ความสง่างามในท่วงท่าของเขาก็ยิ่งโดดเด่นเกินต้านทาน

            ผู้คนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่างตกตะลึงจนมิอาจกล่าวคำใดได้ สายตาเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัวและตกตะลึงในพลังอำนาจของเขา

            “ดูท่าในช่วงที่ผ่านมาเขาคงจะได้พบเจอกับโชควาสนาครั้งใหญ่ เป็นไปได้ว่าอาจจะไปขุดพบหลุมศพของบรรพชนที่ใดมา... นิสัยที่มิเคยอยู่นิ่งของเขาก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นเดิมมิเคยเปลี่ยนแปลง”

            หากจะมีผู้ใดมิประหลาดใจต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ คนผู้นั้นก็คือเยวี่ยหมิงคง

            นางรู้จักกู้ฉางเกอดีที่สุด อีกทั้งยังเข้าใจในความสามารถและจิตใจของเขา

            แม้หลงเถิงจะมีระดับพลังที่สูงกว่ามาก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอก็กลับมิอาจคงความได้เปรียบใดๆ ได้

            มิเพียงเท่านั้น หลงเถิงยังถูกจัดการให้ราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องว่างใดๆ ให้โต้กลับ

            นี่มิใช่เพียงแค่เรื่องของพรสวรรค์อีกต่อไป ทว่ามันคือความต่างชั้นในพลังของการต่อสู้

            แท้จริงแล้ว พลังของกู้ฉางเกอนั้นสูงส่งเพียงใด นางเองก็ยังมิอาจหยั่งถึงได้

            “ชัดเจนว่าเป็นเขตแดนต้องห้าม… ศิษย์มรรคาฉางเกอได้ทะลวงขั้นพลังเข้าสู่ขอบเขตนั้นแล้ว มิฉะนั้นคงมิอาจจัดการหลงเถิงผู้อยู่ในระดับเทวะมายาขั้นต้นได้ถึงเพียงนี้…”

            “ตัวหลงเถิงเอง แม้จะพึ่งพาพลังระดับสูง ทว่าความจริงแล้วก็มิได้มีภัยคุกคามมากนัก หากเปรียบเทียบกับคนในระดับเดียวกัน เขาก็เป็นเพียงยอดฝีมือซึ่งอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงในหมู่รุ่นเยาว์เท่านั้น มิอาจเทียบเคียงกับเหล่าผู้ต้องห้ามในตำนานได้เลย”

            “จากวันนี้เป็นต้นไป รุ่นเยาว์ของยุคนี้ ก็คงมิมีผู้ใดจะสามารถต้านทานกู้ฉางเกอได้อีกแล้ว เว้นเสียแต่พวกอสูรแห่งยุคบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ในอดีตจะฟื้นคืนขึ้นมา”

            เสียงสนทนาของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรดังขึ้นเบาๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน

            พวกเขารับรู้ว่ากู้ฉางเกอนั้นแข็งแกร่ง ทว่ามิเคยคาดคิดว่าเขาจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้

            เพียงฝ่ามือเดียวของเขา ก็สามารถสยบหลงเถิงได้อย่างง่ายดาย

            ยามนี้คงมีเพียงผู้แข็งแกร่งจากรุ่นก่อนเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับเขาได้

            เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นั้น ความรู้สึกกดดันก็ถาโถมเข้าหาผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทุกคน ราวกับภูเขาลูกใหญ่ไร้รูปกดทับอยู่บนศีรษะ

            “หากวันหนึ่ง ทายาทแห่งวิชามารต้องห้ามปรากฏตัวขึ้น เกรงว่าคงจะมีแต่คุณชายฉางเกอเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับเขาได้”

            “เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ช่วงนี้ก็มิมีข่าวคราวของทายาทแห่งวิชามารต้องห้ามเลย… หรือว่าเขาจะมิได้ปรากฏตัวในที่แห่งนี้ หากเป็นเช่นนั้น ก็คงนับว่าเป็นเรื่องดีมิน้อย”

            เหล่ายอดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ยังคงสนทนากัน ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉมต่างจับจ้องเงาร่างของกู้ฉางเกอด้วยสายตาเปี่ยมเสน่ห์

            พวกนางล้วนมีแววตาที่เปล่งประกายเจิดจ้า มิปิดบังความชื่นชม บางคนถึงขั้นคิดอยากจะยอมถวายกายให้กับเขา

            เหล่าสิ่งมีชีวิตจากดินแดนเซียนโบราณที่เคยยโสโอหัง ยามนี้พวกเขากลับเผยสีหน้าเคร่งเครียด และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

            เดิมทีพวกเขามองว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอกนั้นเป็นเพียงผู้อ่อนด้อย ไร้ซึ่งความสามารถ

            ทว่าภาพที่ได้เห็นในวันนี้กลับพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า แม้พลังบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอกจะต่ำกว่า ทว่าพลังการต่อสู้นั้นกลับเหนือชั้นกว่าอย่างยากจะเทียบเคียง

            และในบรรดาพวกเขา กู้ฉางเกอนั้น… แข็งแกร่งจนทำให้ทุกคนต้องสั่นสะท้าน!

            “ในยามนี้ เจ้ายังมีถ้อยคำใดต้องการจะกล่าวทิ้งท้ายอีกหรือไม่”

            กู้ฉางเกอก้าวลงมาจากฟากฟ้าด้วยท่วงท่าสง่างาม เสื้อคลุมขาวสะบัดพลิ้ว ผมดำขลับปลิวไสว ราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนอันสงบ

            เขาเผยรอยยิ้มบาง จ้องมองหลงเถิงที่แขนทั้งสองแตกละเอียดด้วยแววตาเย้ยหยัน

            “เป็นไปมิได้ ข้าจะพ่ายแพ้ต่อเจ้าได้อย่างไร! ข้ายังมีวิชาเทพอันล้ำเลิศที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งยังมิเคยได้ใช้!”

            หลงเถิงเอ่ยขึ้น สีหน้าซีดเผือด มิมีเค้าความหยิ่งผยองอย่างก่อนหน้าแม้แต่น้อย

            การปะทะกับกู้ฉางเกอได้ทำลายความมั่นใจของเขาไปจนสิ้นซาก

            ก่อนหน้านี้ เขามั่นใจในพลังอันล้นเหลือของตน ที่สามารถบดขยี้เหล่ารุ่นเยาว์ได้อย่างง่ายดาย

            ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ ทุกสิ่งกลับพังทลายลง

            เขาเองต่างหากที่ถูกจัดการอย่างราบคาบในสภาพอันย่อยยับเช่นนี้

            “ถ้อยคำเหล่านี้คือคำอำลาของเจ้าอย่างนั้นหรือ”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาที่มองไปยังหลงเถิงนั้นคล้ายกับกำลังจ้องมองมดปลวกตัวเล็กๆ

            แม้แต่สัตว์อสูรที่มุ่งสังเวยตนก็ยังมิโง่เขลาถึงปานนี้

            ถึงยามนี้แล้ว เจ้ายังมิเข้าใจอีกหรือว่าระหว่างเรามีความแตกต่างมากมายเพียงใด

            เขาออกกระบวนท่าอีกครั้ง!

            ตูม!

            ฝ่ามือขนาดมหึมาตกลงมาปกคลุมทั่วฟ้าดิน ก่อเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น

            ภูผาลูกใหญ่หลายแห่งพังทลายลงภายใต้แรงกดดันมหาศาล

            “กู้ฉางเกอ เจ้า…”

            หลงเถิงที่พยายามฟื้นฟูแขนทั้งสองต้องตกตะลึงจนสีหน้าแปรเปลี่ยน เขารีบใช้วิชาก้าวมังกรแท้เพื่อหลบหนี

            ทั่วร่างปรากฏแสงสีทองอร่าม นั่นคือเกล็ดมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายปกป้องร่างกาย

            แม้ว่าเขาจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังมิอาจหลีกหนีไปจากเงื้อมมือของกู้ฉางเกอได้ทัน

            พลั่ก!

            ขอบของฝ่ามือเฉียดผ่าน ร่างของหลงเถิงสั่นสะท้านก่อนจะกระอักโลหิตออกมา พร้อมชิ้นส่วนอวัยวะภายในที่แตกสลาย

            เสียงหวีดหวิวดังอยู่ในหู ร่างกายหนักอึ้งจนอ่อนล้า

            เพียงแรงสะท้อนจากฝ่ามือนั้น ก็ทำให้เกราะเกล็ดมังกรพังทลายลงในชั่วพริบตา

            หากโดนเต็มๆ เข้า เขาคงจะถูกบดขยี้จนกลายเป็นละอองโลหิตในทันที

            เมื่อนึกถึงผลลัพธ์นั้น หลงเถิงก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง

            “เจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร นี่มันเป็นไปมิได้!”

            เขาตะโกนออกมาอย่างมิอยากจะเชื่อสายตา พลังของเขามากมายกว่ามัน ทว่ากลับพ่ายแพ้ไปเสียเช่นนี้!

            “หากข้ามิแข็งแกร่ง แล้วจะสังหารเจ้าได้อย่างไรเล่า”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางยืนกอดอก สายตาเต็มไปด้วยความหยอกเย้า

            เขารู้ว่าหลงเถิงยังซ่อนวิชาลับสุดท้ายไว้ ทว่ากลับมิเร่งรัดให้ถึงจุดสิ้นสุด

            สำหรับกู้ฉางเกอ การปลิดชีพโดยมิทำให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสถึงความสิ้นหวัง ก็ย่อมเป็นการให้อภัยที่มิคู่ควร

            เขาก้าวออกไปข้างหน้า เพียงชั่วพริบตา ร่างของเขาก็พลันหายไปจากสายตา

            วินาทีต่อมา เขาพลันปรากฏกายอยู่ตรงหน้าหลงเถิง

            “เจ้า…”

            หลงเถิงสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

            ความเร็วของกู้ฉางเกอนั้นราวกับจะล่องลอยผ่านมิติที่ไร้จุดสิ้นสุด

            นี่หรือคือวิชาเทพสูญหายที่ทำให้ศัตรูรู้สึกเหมือนว่าใกล้เพียงปลายฝ่ามือ ทว่ากลับไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง

            ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนอง เขาก็เห็นมือขาวเนียนราวกับหยกยื่นเข้ามา

            มือข้างนั้นดูเชื่องช้า ราวกับเคลื่อนผ่านอากาศอย่างล่องลอย

            แต่กระนั้น เขาก็มิอาจหลีกหนีได้เลย กลิ่นอายที่แฝงอยู่ในมือนั้นลึกล้ำยิ่งนัก

            วาบ!

            แสงเจิดจ้าปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือนั้น คล้ายกับพลังแห่งเซียนที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์

            หลงเถิงคำรามเสียงดัง พลังโลหิตบรรพกาลในกายตื่นตัว ร่างมังกรแท้ปรากฏขึ้นเบื้องหลัง

            ร่างนั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจเก่าแก่และสง่างามเหนือฟ้าดิน ราวกับจะปัดเป่ามือของกู้ฉางเกอให้พ่ายแพ้ไป…

            “ไร้ประโยชน์ เจ้ายังมิเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเราอีกหรือ”

            กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทว่าดวงตาที่มองหลงเถิงกลับเต็มไปด้วยความเวทนาราวกับมองดูคนโง่เขลา

            ในชั่วพริบตา ห้วงมิติกลับหยุดนิ่ง ราวกับกาลเวลาและอวกาศได้ถูกแช่แข็ง

            แม้เงาร่างมังกรแท้ที่น่าครั่นคร้ามจะปรากฏขึ้น ทว่ากลับถูกกู้ฉางเกอทำลายลงในทันที

            พลังแห่งกายเนื้อของกู้ฉางเกอแข็งแกร่งยิ่งกว่าขอบเขตที่เขาแสดงให้เห็น ช่างเหนือจินตนาการเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง

            นอกเสียจากผู้ที่ตระหนักรู้จริง จะมิมีผู้ใดเข้าใจถึงความลึกซึ้งเบื้องหลังนี้… เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้ต้องห้ามแห่งยุคพึงมี

            พลังอันน่าเกรงขามจากวิชาหลอมกายาอันล้ำลึก ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ

            วินาทีถัดมา กู้ฉางเกอทะลวงผ่านพลังป้องกันของหลงเถิง ก่อนบีบคอเขาแล้วดึงร่างขึ้นมาอย่างง่ายดาย

            “อึก…”

            หลงเถิงที่แขนทั้งสองถูกบดขยี้จนแตกละเอียด มิอาจต่อต้านได้แม้แต่น้อย ใบหน้าซีดเผือดก่อนจะแดงก่ำด้วยความอับอาย

            ภาพที่เห็นนี้ราวกับเป็นภาพที่กู้ฉางเกอกำลังหิ้วซากสุนัขที่กำลังจะจมน้ำขึ้นมา

            หลงเถิงก็มิมีแม้แต่แรงจะต้านทาน

            “ท่านหลงเถิง…”

            เหล่าสรรพมีชีวิตบนดินแดนเซียนโบราณต่างเผยสีหน้าราวกับฟ้าดินถล่ม

            บุรุษผู้ไร้เทียมทานในสายตาของพวกเขา เวลานี้กลับถูกหิ้วร่างราวกับสิ่งมีชีวิตซึ่งไร้ค่า

            ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงนี้ทำให้พวกเขาแทบจะรับมิไหว

            “เป็นไปมิได้! นี่มิใช่ความจริง!”

            เหล่าสตรีที่เทิดทูนหลงเถิงถึงกับส่งเสียงกรีดร้องก่อนจะหมดสติล้มพับไป

            เหตุการณ์ในวันนี้จะกลายเป็นฝันร้ายที่มิมีวันลบเลือน

            “ยุคนี้มันหมดยุคของสูตรสำเร็จอย่างเรื่องราวของมังกรจอมอหังการแล้ว เจ้าเกิดผิดยุคแล้วละ หลงเถิง” กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ราวกับสนทนาถึงเรื่องราวอันไร้สาระ

            หลงเถิงนั้นย่อมมิเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเดือดดาล

            เสียงแตกร้าวดังขึ้น เมื่อกู้ฉางเกอเพิ่มแรงบีบเค้นจนกระดูกของเขาแตกหัก เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากลำคอ

            “อ๊าก! เจ้าช่างเหยียดหยามข้าเกินไปแล้ว!”

            “กู้ฉางเกอ! ข้าจะทุ่มเทสู้จนสุดชีวิต!”

            หลงเถิงคำรามลั่น ดวงตาแดงฉานราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่ง

            หากวันนี้มิอาจโค่นล้มกู้ฉางเกอได้ มันจะกลายเป็นตราบาปที่ลบมิออกไปตลอดชีวิตของเขา

            “เจ้ากล่าวคำนี้ช้าไปแล้ว” กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเย็น ดวงตาแฝงไปด้วยแสงอันลึกล้ำ ก่อนจ้องมองไปยังเขามังกรของหลงเถิง

            ในการจัดการกับผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างจอมมังกรอหังการ การบดขยี้โดยตรงก็คือหนทางที่ดีที่สุด

            บุรุษผู้นี้โง่เขลาและไร้ความเกรงกลัวโดยสิ้นเชิง แผนการซับซ้อนใดๆ มิอาจใช้ได้ผล

            ขณะนี้กู้ฉางเกอนั้นตระหนักดีว่า ความพ่ายแพ้ของหลงเถิงใกล้จะมาเยือนแล้ว

            ในขณะที่เขากำลังเตรียมใช้ การ์ดปล้นวาสนา แสงสีรุ้งเจ็ดสีก็ปรากฏขึ้นจากร่างของหลงเถิง

            พลังงานอันมหาศาลเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาได้พวยพุ่งออกมา

            ตูม!

            แรงกดดันอันน่าสะพรึงปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน ร่างของหลงเถิงที่บอบช้ำกำลังฟื้นฟูกล้ามเนื้อและกระดูกกลับคืนดังเดิม

            บรรยากาศโดยรอบข้างต่างสั่นสะท้านจนแทบระเบิด ท้องฟ้าเหมือนจะรับพลังนี้มิไหว

            พลังระดับเทวะมายาขั้นสูงสุดของหลงเถิง พุ่งทะยานขึ้นสู่ ขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์ในทันใด

            ภาพนี้ทำให้ผู้ชมรอบด้านส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง

            ผู้ศรัทธาในตัวหลงเถิงต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ราวกับได้พบแสงแห่งความหวัง…

            บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้มิอยู่ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านหลงเถิงผู้เกิดมาด้วยพลังอันไร้เทียมทาน ท่านจะพ่ายแพ้ได้อย่างไรกัน”

            “นี่เป็นเพียงอุปสรรคอันเล็กน้อยเท่านั้น ท่านจะต้องพลิกฟื้นและนำชัยชนะมาได้แน่ เจ้าอสูรร้ายแซ่กู้จะต้องชดใช้อย่างสาสม!” พวกเขากล่าวอย่างตื่นเต้นจนลืมเลือนความจริงที่ว่า ผู้ใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นความบาดหมางนี้ก่อน

            แม้ก่อนหน้านี้หลงเถิงจะถูกกู้ฉางเกอบดขยี้จนสิ้นสภาพ ทว่าทันทีที่เขาทะลวงผ่านขอบเขตสู่ระดับใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป

            ในสายตาของผู้ที่ยืนเฝ้ามอง พวกเขาเชื่อมั่นว่าหลงเถิงในยามนี้จะพลิกสถานการณ์กลับมายืนหยัดและล้างมลทินที่เคยได้รับ

            “นี่หรือคือไม้ตายสุดท้ายของเจ้า การทะลวงขอบเขตในยามวิกฤต ช่างน่าชื่นชมเสียจริง…”

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แฝงแววขบขันเล็กน้อย

            ทว่าเมื่อครุ่นคิดดูแล้ว เขาก็มิได้ประหลาดใจอันใดนัก

            ท้ายที่สุด การทะลวงขอบเขตในยามวิกฤตก็เป็นเรื่องที่ผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องเคยพบเจอ

            เมื่อใดที่เผชิญหน้ากับศัตรูอันยิ่งใหญ่ หรือสถานการณ์เสี่ยงตาย พวกเขาย่อมได้รับพลังใหม่เพื่อพลิกฟื้นชะตากรรม

            วิถีทางเช่นนี้ เขาเองก็คุ้นเคยดี ในอดีตยังเคยหงุดหงิดกับความซ้ำซากของมันจนอยากจะเจาะสมองผู้เขียนนิยายพวกนั้นมาดูว่าในนั้นมีอันใดซ่อนอยู่

            แต่กระนั้น แม้หลงเถิงจะทะลวงผ่านขอบเขตอีกหลายขั้น การยืนหยัดต่อหน้าเขาก็ยังเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายอยู่ดี

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ รอยยิ้มเย้ยหยันบางเบาพลันปรากฏขึ้นบนมุมปากของกู้ฉางเกอ

            “กู้ฉางเกอ เจ้าคงมิคาดคิดสินะว่าชะตาวาสนาจะอยู่ข้างข้า วันนี้เจ้าจะกลายเป็นศพใต้ฝ่าเท้าของข้า!”

            หลงเถิงคำรามเสียงดัง ร่างกายลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งเทพ อักขระสีทองเรืองรอง แรงโลหิตพลุ่งพล่าน

            ศีรษะของเขาส่องแสงใสกระจ่าง เปลวเพลิงลุกโชนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พลังของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

            ในยามนั้น ความมั่นใจและท่าทางอันเยือกเย็นหยิ่งผยองต่อทุกสิ่งได้กลับคืนมาสู่เขา

            “เจ้าคงจะหยิบบทมาผิดแล้วละ” กู้ฉางเกอเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาเปล่งประกายลึกซึ้ง “มิใช่ว่าพลังของเจ้าจะสูงกว่าข้าอยู่แล้วหรือ”

            น้ำเสียงที่ดูมิใส่ใจของเขากลับแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

            ท่าทางของเขาทำให้หลงเถิงรู้สึกเหมือนกับถูกเหยียดหยามอีกครั้ง

            ในเมื่อเขาได้ทะลวงผ่านสู่ขอบเขตเทวะอันแท้จริง พลังที่เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัวนี้จะต้องเพียงพอที่จะโค่นล้มศัตรูอย่างกู้ฉางเกอได้แน่

            ใช่แล้ว… แม้กู้ฉางเกอจะเป็นศัตรูผู้แข็งแกร่งในขอบเขตเทวะมายาขั้นต้น ทว่าเขาก็มั่นใจว่าครั้งนี้จะต้องเป็นฝ่ายชนะแน่!

            “ข้ามิเล่นกับเจ้าแล้ว ยามที่สิ้นหวังที่สุด ก็คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปล้นชิง”

            กู้ฉางเกอคลี่ยิ้มบางเบา ขณะก้าวเดินไปข้างหน้า เขายกสองนิ้วชี้ออกมาเบื้องหน้า

            เคร้ง! 

            ในชั่วพริบตา กระบี่พลังที่น่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นในห้วงมิติ ดุจพลังอันลี้ลับแห่งการทำลายล้าง ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน

            ห้วงอากาศปั่นป่วน ประหนึ่งมหาสมุทรโลหิตกำลังกลืนกิน ดวงวิญญาณเซียนไร้ลมหายใจนับมิถ้วนเรียงรายดั่งขุนเขากระดูก

            กระบี่ทำลายล้างเซียนไร้สิ้นสุด

            ในมือของกู้ฉางเกอปรากฏเงากระบี่ทองสัมฤทธิ์เล่มหนึ่ง เปี่ยมไปด้วยพลังที่สามารถกรีดฟ้าและผ่าปฐพี

            “นี่มัน...”

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างขนลุกวาบ ดวงตาเบิกโพลงไปด้วยความตื่นตระหนก

            เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งดินแดนเซียนโบราณพลันหน้าซีดเผือด สั่นสะท้านทั้งร่างราวกับวิญญาณของพวกเขากำลังหลุดลอย

            “นี่คือกระบี่ที่เคยสังหารองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร!”

            หนึ่งในยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

            ในจินตนาการของพวกเขา ราวกับเห็นกระบี่ทองสัมฤทธิ์เล่มนี้ตัดผ่านจักรวาลอันกว้างใหญ่ บดขยี้ความว่างเปล่าและทำลายความโกลาหล

            ฉัวะ!

            กู้ฉางเกอสะบัดชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า เขาแลดูประดุจเซียนกระบี่ผู้เลิศล้ำที่ไร้ผู้ใดเทียบเคียง

            สำหรับเขาแล้ว ความสง่างาม คือสิ่งสำคัญที่สุด

            กระบี่พลังที่เขาร่ายนี้ แฝงไว้ด้วยพลังแห่งเคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุดผสานกับแก่นแท้ของพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์

            มิมีสิ่งใดจะต้านทานมันได้

            “ช่างมากเล่ห์นัก…”

            สีหน้าของหลงเถิงที่เคยเยือกเย็นพลันเปลี่ยนเป็นตระหนก ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน

            กระบี่แสงเพียงหนึ่งสายฟาดลงมา แม้ยังมิทันเข้าถึงตัว แรงอาฆาตนั้นก็ทำให้ผิวกายของเขาแตกออกเป็นรอยร้าว

            “ข้ามิเชื่อ!”

            หลงเถิงคำรามกร้าว พร้อมกับระเบิดพลังขั้นสุดท้ายเพื่อป้องกันตนเอง ทว่าความหวาดกลัวนั้นกลับกัดกินหัวใจของเขา

            ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้น เขารู้ว่าความตายกำลังจะมาเยือนยังเบื้องหน้า

            วันนี้เขาอาจจะต้องล่มสลาย ณ ที่แห่งนี้

            แม้ผู้อาวุโสแห่งตระกูลจะยอมฝ่าฝืนกฎเพื่อช่วยเหลือ ทว่าเกรงว่าก็อาจจะมิทันการณ์!

            ในยามนี้ เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ในยามออกจากเขตแดนตระกูล มิได้ให้ผู้อาวุโสแอบติดตามมาอย่างลับๆ แม้จะต้องละเมิดกฎก็ตาม

            ตูม!

            ห้วงมิติสั่นสะเทือนด้วยพลังอันบริสุทธิ์แห่งการทำลายล้าง

            หัวของหลงเถิงเริ่มเย็นเฉียบ ราวกับคมกระบี่กำลังจ่อรอให้เขาสิ้นชีพ

            ในยามวิกฤตที่สุด เขาจำต้องเผาผลาญโลหิตในกาย ใช้พลังสุดท้ายเพื่อดิ้นรนจากชะตากรรมอันโหดร้าย

            กร๊อบ!

            ทว่าสุดท้าย เขามังกรที่แข็งแกร่งที่สุดกลับถูกตัดขาด ร่วงหล่นกระแทกพื้น พร้อมกับโลหิตห้าสีที่พุ่งกระจาย

            กู้ฉางเกอยังคงก้าวเดินไปข้างหน้า ใบหน้าสงบนิ่ง มีเพียงปลายดาบที่ยังเปล่งประกายแสงเย็นเยียบ

            “อย่า… สังหารข้า…” หลงเถิงพึมพำด้วยเสียงอันสั่นสะท้าน

            “ปล้นชิง”

            สองคำที่เรียบง่ายและเยือกเย็นหลุดออกมาจากริมฝีปากของกู้ฉางเกอ

            การ์ดปล้นวาสนาถูกใช้งาน

            ในเวลาเดียวกัน กระบี่แสงสายหนึ่งแผ่พลังที่คมกริบดุจตัดนภาผ่าผืนปฐพี ทะลุผ่านหว่างคิ้วของหลงเถิงอย่างแม่นยำ

            โลหิตสดพุ่งกระเซ็น ร่างของเขาสิ้นสภาพ กลายเป็นเพียงซากอันไร้วิญญาณในชั่วพริบตา…

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน