แสงแดดจากด้านนอกส่องสว่างเข้ามาภายในห้อง นับเป็แสงแรกที่เซี่ยลี่หยางได้เห็นั้แ่เขาทะลุมิติมา ชายหนุ่มยกมือขึ้นบังแสงที่สะท้อนเข้าตาในตอนแรก หลังจากที่เขาปรับสายตาได้ เขาเริ่มมองไปรอบๆ อย่างพิจารณา บ้านเรือนในยุคโบราณที่คนเล่าขานกันว่าน่าอยู่ราวกับสรวง์จะเป็อย่างไร
“เอ่อ...นี่...นี่คือสถานที่ที่พวกเ้าเรียกว่าบ้านอย่างนั้นหรือ”
ภาพอันสวยงามในจินตนาการหายไปกับตา ตอนที่เขายังอยู่ในห้องเก็บฟืนก็เข้าใจได้ว่าห้องนั้นเป็เพียงห้องเก็บของใช้ทั่วไป แต่สภาพภายนอกที่เขากำลังยืนมองอยู่นี้มันต่างกันตรงไหน
ลานบ้านมีหญ้าขึ้นสูงราวสองเมตรและรกราวกับบ้านร้างที่วัยรุ่นคึกคะนองชอบไปตามหาสิ่งลี้ลับ โต๊ะและม้านั่งในสวนผุพังจนใช้การไม่ได้ ศาลาริมน้ำก็แทบจะไม่เหลือกระเบื้องมุงหลังคาไว้กันแดดกันฝน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพของสระน้ำ หากเขามายืนอยู่ริมสระคนเดียวตอนกลางคืนคงจะมีสัตว์ประหลาดล้านปีโผล่ขึ้นมาฉุดเขาให้ลงไปเป็เพื่อนเล่นใต้สระน้ำอย่างแน่นอน
เซี่ยเหวินซูกลอกตามองบนใส่พี่ชาย “เรายังเหลือบ้านให้ซุกหัวนอนก็ดีเท่าไหร่แล้ว ไม่ใช่เพราะท่านชอบกินชอบเที่ยวแบบไม่ยั้งคิดหรืออย่างไร พวกเราถึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้”
“ข้าทำตัวเลวร้ายเพียงนั้นเลยหรือ” เซี่ยลี่หยางอยากจะด่าเ้าของร่างเดิม บ้านมีสภาพแทบจะเรียกว่ายาจกอย่างนี้แล้วยังกล้าทำตัวเกเร ‘โอ๊ย! ไอ้คุณชายขี้เมา เ้าตายไปก็นับว่าดี แต่ภาระที่เ้าสร้างไว้ให้ข้านี้ข้าจะแก้ไขยังไงหมด’
“ไม่ใช่เ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านไม่ใช่คนเลวร้าย” เซี่ยหรงซิ่งกลัวว่าพี่ชายจะเข้าใจผิด นางจึงรีบพูดต่อ “ท่านไม่ใช่คนเลวร้ายเลยเ้าค่ะ ท่านแค่เป็คนเกเร ขี้เมา ไม่รับผิดชอบ ไม่ทำตัวให้สมกับเป็ลูกชายและพี่ชายที่ดี ไม่สามารถสร้างความรุ่งเรืองให้ตระกูลได้ เรียกง่ายๆ ว่าท่านเป็แค่คุณชายไม่เอาไหนและรอให้ตระกูลของเราล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้นเองเ้าค่ะ”
เซี่ยเหวินซูรีบวิ่งไปปิดปากน้องสาวเอาไว้ก่อนจะกระซิบบอกนาง “เ้าไปว่าพี่ใหญ่ทำไม ไม่กลัวว่าเขาจะเอาเ้าไปขายหรือ”
“ข้าไม่ได้ว่าพี่ใหญ่สักหน่อย ข้าแค่กลัวว่าพี่ใหญ่จะเข้าใจผิด พี่ใหญ่ไม่เคยฆ่าใคร เพราะฉะนั้นเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างแน่นอน แต่เขาเป็คนแบบที่ข้ากำลังอธิบายให้เขาฟังต่างหาก”
เซี่ยเหวินซูจนใจกับน้องสาว เป็เพราะที่บ้านไม่มีเงินจึงไม่ได้เชิญอาจารย์มาสอนหนังสือให้นาง ทำให้นางกลายเป็สตรีในเรือนที่มีความคิดตื้นเขิน เอาไว้ว่างๆ เขาจะช่วยสอนหนังสือให้น้องสาวสักหน่อยก็แล้วกัน แต่ว่า...ตัวเขาได้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษาแค่ไม่กี่ปี ความรู้ที่มีก็ไม่ได้มากมาย แล้วเขาจะเอาความรู้ที่ไหนไปสอนให้น้องสาวกัน เซี่ยเหวินซูส่งสายตาไม่พอใจให้พี่ใหญ่ของตนเองอีกรอบ
“พอแล้วพอ! เ้าเลิกมองข้าแบบนั้นสักที” เซี่ยลี่หยางสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิด “สมบัติและทรัพย์สินของเรายังเหลืออีกเท่าไหร่”
“ท่านคิดจะทำอะไรอีก หรือว่าท่านยังไม่เลิกความคิดที่จะส่งตัวซิ่งเอ๋อไปเป็อนุของรองนายอำเภอเฒ่านั่น” เซี่ยเหวินซูจับน้องสาวให้มายืนหลบด้านหลังตัวเองอีกครั้ง “ถ้าท่านจะพานางไป ท่านก็ข้ามศพข้าไปก่อน”
“เฮ้อ...เ้าเด็กอารมณ์ร้อน ที่ข้าถามเพราะข้ากำลังจะหาวิธีปรับปรุงบ้านและทำให้ความเป็อยู่ของเราดีขึ้นต่างหาก”
“สมบัติของเราเหลือเพียงบ้านหลังนี้กับโรงสุราที่ถนนหย่งเหอ หากเ้า้าโฉนดที่ดิน ข้าก็จะมอบมันให้เ้า ขอแค่เ้าปล่อยซิ่งเอ๋อไป” เซี่ยฮูหยินเดินถือโฉนดมาสองแผ่นแล้วยื่นให้ลูกชาย
เซี่ยลี่หยางหันไปตามเสียงก็เห็นสตรีอายุประมาณสามสิบต้นๆ เดินมาทางเขาด้วยท่าทางสง่างาม เพียงแต่ใบหน้าที่เคยงดงามกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในใจของเซี่ยลี่หยางรู้สึกปวดแปลบขึ้นมา และอาการปวดก็เริ่มหนักขึ้น นั่นคงเป็ความรู้สึกของเ้าของร่างเดิม เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก ‘ไอ้น้องชาย ความจริงเ้าก็เป็คนดีอยู่เหมือนกันนะ ทนเห็นแม่ลำบากไม่ไหวแล้วล่ะสิ ไม่เป็ไร ต่อไปทั้งสามคนนี้ก็คือครอบครัวของข้า ข้าสัญญาว่าข้าจะดูแลพวกเขาอย่างดี และจะสร้างชื่อเสียงและตัวตนใหม่ให้เ้าให้ได้ ขอให้เ้าจากไปอย่างสบายใจ’
น่าแปลกใจเมื่อเซี่ยลี่หยางพูดจบ อาการปวดนั้นก็หายไปในพริบตา เขากลับมาหายใจได้เป็ปกติอีกครั้ง และในเมื่อเขารับปากกับเ้าของร่างเดิมแล้ว เขาก็เดินไปคุกเข่าลงต่อหน้ามารดา
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าเพิ่งให้สัญญากับน้องๆ ไปว่าข้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็คนใหม่ และจะทำให้ครอบครัวของเรากลับไปเป็ครอบครัวที่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ขอท่านแม่ได้โปรดให้อภัยกับความโง่เขลาของข้าได้หรือไม่ขอรับ” เซี่ยลี่หยางโขกศีรษะลงกับพื้น แต่เป็คราวซวยที่มีหินก้อนเล็กแหลมวางอยู่ตรงนั้นพอดี เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น เืที่อยู่ตรงกลางหน้าผากก็ไหลลงมา ซ้ำหินแหลมก้อนนั้นก็ยังติดอยู่ที่หน้าผากของเขาไม่หลุดไปไหน ‘เXย! อะไรมันจะซวยปานนี้ ไม่เจ็บ ฮึบไว้...ไม่เจ็บ ข้าต้องไม่เสียหน้า ข้าต้องอดทน’
เซี่ยฮูหยินเห็นภาพนั้นก็รีบหันหลังกลับ ไม่นานลูกๆ ทั้งสามคนก็เห็นว่าไหล่ของนางสั่นไหวและนางก็เริ่มงอตัวเหมือนพยายามกลั้นอารมณ์เอาไว้
“ท่านแม่! ท่านอย่าร้องไห้เลยนะเ้าคะ” เซี่ยหรงซิ่งวิ่งไปกอดมารดา
“เป็เพราะท่านคนเดียว ก่อนหน้านี้ท่านก็อยากทำร้ายนาง ตอนนี้ก็มาทำให้นางร้องไห้ ท่านยังเป็คนอยู่หรือไม่เซี่ยลี่หยาง” เซี่ยเหวินซูโมโหพี่ชายจนไม่อยากเรียกผู้ชายคนนี้ว่าพี่ชายอีกแล้ว
เซี่ยลี่หยางมองไหล่และอาการของมารดา ไม่...มันไม่ถูกต้อง มารดาของเขาไม่ได้ร้องไห้ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดตรงหน้านาง “ท่านแม่”
“ท่านหลบไปให้พ้นเลย! อย่าเข้าใกล้นาง” เซี่ยเหวินซูทำท่าจะผลักพี่ชาย
เซี่ยลี่หยางใช้มือยันศีรษะน้องชายไว้ “ซิ่งเอ๋อ เ้ามายืนตรงนี้ แล้วเ้าดูให้ดีว่าท่านแม่กำลังร้องไห้หรือหัวเราะอยู่กันแน่”
เซี่ยฮูหยินไม่คิดว่าลูกชายคนโตจะรู้ทัน นางรีบเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างแปลกใจ “เ้ารู้ด้วยหรือว่าแม่กำลังหัวเราะ”
“ท่านแม่ เื่แค่นี้ทำไมข้าจะไม่รู้ หากท่านร้องไห้ออกมาจริงๆ มีหรือที่ท่านจะหันหลังให้ข้า ท่านต้องเอาน้ำตามาต่อรองกับข้าอีกแน่นอน” เซี่ยลี่หยางบอก
“ท่านแม่! ท่านอย่าไปกลัวเขาเลยขอรับ หากท่านอยากร้องไห้ท่านก็ร้องออกมา” เซี่ยเหวินซูยังไม่อยากยอมรับ
“นี่แน่ะ!” เซี่ยฮูหยินเขกมะเหงกลูกชายคนรองไปหนึ่งที “อย่างไรเขาก็เป็พี่ใหญ่ของเ้า เ้าจะเรียกเขาอย่างไม่เคารพอย่างนั้นไม่ได้”
“แต่เขาเป็คนไม่ดี” เซี่ยเหวินซูพูดเสียงเบา
“เอาล่ะ ไหนๆ วันนี้เราก็อยู่กันพร้อมหน้า และเ้าใหญ่ก็ไม่ได้เมามายเหมือนทุกวัน ทั้งยังกล้าคุกเข่าเพื่อขอโทษแม่ต่อหน้าน้องๆ ด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาเปิดอกคุยกันให้รู้เื่เถอะ”
อย่างไรเซี่ยฮูหยินและนายท่านเซี่ยก็ขึ้นชื่อเื่การรักและตามใจบุตร ถึงแม้เซี่ยลี่หยางจะทำตัวสำมะเลเทเมาไปวันๆ แต่นางก็ไม่เคยโกรธลูกชายได้เกินสามวัน ครั้งนี้เมื่อเห็นลูกชายคุกเข่าโขกศีรษะ ทั้งยังมีก้อนหินติดอยู่ตรงกลางหน้าผากคล้ายกับดวงตาที่สาม นางจะไม่ใจอ่อนกับเขาได้อย่างไร
สี่คนแม่ลูกเดินเข้าไปยังห้องโถงกลางที่มีสภาพไม่ต่างจากด้านนอกสักเท่าไหร่ เซี่ยฮูหยินและน้องๆ ทั้งสองคนรีบไปนั่งประจำที่ซึ่งเป็เก้าอี้ที่สมบูรณ์ที่สุดที่พวกเขาจะใช้นั่งได้ มีเพียงเซี่ยลี่หยางเท่านั้นที่ยืนอยู่กลางห้อง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าหรือท่าทางไม่พอใจใดๆ
“เ้าไม่นั่งหรือ?” เซี่ยฮูหยินมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่ามีเก้าอี้ที่พอจะนั่งได้ นางทำท่าว่าจะลุก “มานั่งที่นั่งของแม่ก็ได้”
“ท่านแม่นั่งเถิดขอรับ ข้านั่งกับพื้นได้” เซี่ยลี่หยางนั่งลงกับพื้นอย่างไม่กลัวว่ามันจะสกปรก เมื่อก่อนตอนที่เขาออกไปปฏิบัติภารกิจ นอนกลางดินกินกลางทรายเขาก็ทำมาแล้ว กับแค่ว่าให้เขานั่งบนพื้น ทำไมเขาจะทำไม่ได้
“เ้าจะทำอย่างนั้นไม่ได้! ที่นั่งตรงนั้นมีไว้ให้บ่าวรับใช้” เซี่ยฮูหยินร้องห้าม
“ท่านแม่ บ้านเรามีบ่าวรับใช้ที่ไหนกัน ไม่เป็ไรขอรับ ข้าจะนั่งที่พื้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ต่อจากนี้บ้านเราจะไม่อยู่ในสภาพนี้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้า” เซี่ยฮูหยินยื่นโฉนดสองแผ่นให้ลูกชาย “ทรัพย์สินและสมบัติที่เ้าถามถึงมีเหลืออยู่เท่านี้”
เซี่ยลี่หยางรับโฉนดมาดู เป็โฉนดของบ้านหลังนี้และอีกแห่งหนึ่งเป็โฉนดของโรงสุราที่ถนนหย่งเหอ ที่ตั้งของทั้งสองแห่งเรียกได้ว่าเป็แหล่งรกร้างและห่างไกลผู้คนสุดๆ
“เอ่อ...ก่อนหน้านี้ข้าผลาญสมบัติของครอบครัวไปมากเพียงใดหรือขอรับท่านแม่”
“หากให้แม่พูดให้ฟังจริงๆ เกรงว่าเวลาสามวันคงไม่พอ” เซี่ยฮูหยินส่ายหน้า
เซี่ยลี่หยางกำโฉนดในมือไว้แน่น “ท่านแม่! ข้าจะพาพวกเราไปสู่ความร่ำรวยด้วยโรงสุราหยางซูซิ่ง ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่?”