สิบเหรียญทอง หรือเทียบเท่ากับสิบล้านเหรียญหิน เป็เงินจำนวนมหาศาลที่ชนชั้นสูงบางคนยังมีเงินไม่ถึงจำนวนนี้เสียด้วยซ้ำ เป็จำนวนเงินที่แม้แต่ขุนนางระดับต่ำสุดอย่างบารอนยังหาได้อย่างยากลำบาก และบารอนบางคนยังไม่เคยจับเงินจำนวนนี้มาก่อนั้แ่ดำรงตำแหน่งก็มี
แต่ทว่าถุงเหรียญทองจำนวนสองถุงถูกวางลงตรงหน้าบิชอบสโนว์ทันที เมื่อเขากล่าวเื่เงิน ไอช่าวางมันลงด้วยสายตากราดเกรี้ยว ก่อนที่เธอจะกล่าว
“นี่ค่ะ ค่าป้ายฐานะของทั้งสองคน เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม ท่านบิชอบสโนว์”
สโนว์มองไปยังสองถุงเหรียญทอง เขายิ้มเยาะก่อนจะรับมันไว้ แต่ทว่าแลนซ์กลับจับข้อมือของสโนว์เอาไว้ก่อน ก่อนที่เขาจะผลักสองถุงเหรียญทองคืนไอช่า
“ขอบคุณท่านไอช่าที่อุตส่าห์มีน้ำใจนะครับ” แลนซ์กล่าว “แต่ผมขอรับไว้ด้วยใจดีกว่า การที่จะต้องให้ท่านสละเงินอันมีค่าจำนวนขนาดนี้ มันไม่ควรเลย”
“ฉันเป็หนี้ชีวิตคุณค่ะ” ไอช่ากล่าว “เงินเท่านี้ไม่เป็ไรหรอก ถือเสียว่าให้ฉันได้ช่วยเหลือท่านแลนซ์นะคะ ฉันไม่อยากให้มิตรภาพของเราจบลงแค่นี้”
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ ตอนไหน ผมก็ยินดีจะช่วยเหลือท่านไอช่าครับ” แลนซ์กล่าวก่อนจะยืนขึ้น ทำเอาแอนนาและวาเนสซ่ายืนตาม “แน่นอนว่าผมหมายถึงคุณคนเดียว พวกเรายังคงความสัมพันธ์อันดีไว้ได้ครับ แม้ว่าผมจะไม่ได้รับป้ายฐานะจากโบสถ์ก็ตาม”
ไอช่าทำท่าจะห้าม แต่ทว่ากลุ่มของแลนซ์เดินออกจากโบสถ์ไปแล้ว ส่วนบิชอบสโนว์ยิ้มอย่างสะใจ พลางส่ายหน้า
“ทำหยิ่งจริงๆเลยนะ ประชากรแบบนี้โบสถ์ไม่้าหรอก”
“สโนว์ คุณพึ่งทำเื่ผิดพลาดอย่างมากไปนะ” ไอช่ากล่าวเสียงสั่น “คุณทำให้โบสถ์ต้องสูญเสียกำลังของผู้กล้าในอนาคตไปหนึ่งคน คุณจะชดใช้เื่นี้ยังไง”
“ทำไมต้องชดใช้ล่ะ” สโนว์กล่าวอย่างท้าทาย “ผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อโบสถ์ ไม่คู่ควรให้เราเก็บเอาไว้ ขืนให้ความช่วยเหลือพวกนอกรีต ระวังความช่วยเหลือนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเรา”
“ฟังนะสโนว์” ไอช่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเหลืออด “ฉันน่ะ กำลังพยายามทำให้เขาศรัทธาในโบสถ์ ศรัทธาในพวกเรา แต่คุณกลับพังทลายมันลงในพริบตา...พอกันที ฉันจะทำเื่ขอโยกย้ายเธอออกไปจากโบสถ์ของเร้ดกราวน์ ไม่งั้นเธอได้มาขัดคอฉันอีกแน่ๆ”
“ถ้าย้ายฉัน...แล้วใครจะรับผิดชอบหน่วยเอ็กเซอร์ซิส (Exorcist) ของสาขาเร้ดกราวน์” สโนว์กล่าวพลางอมยิ้ม “เธอก็รู้นะ ว่าผู้ใช้มนตร์ทำลายล้างของโบสถ์ มีเพียงหน่วยเอ็กเซอร์ซิสเท่านั้น สาขาเร้ดกราวน์จะทอดทิ้งการพัฒนาหน่วยนี้หรืออย่างไร...พวกเธอซึ่งใช้ได้แค่เวทสนับสนุน จะทำยังไงกับพวกคนชั่ว ผู้บุกรุก หรือแม้กระทั่งพวกหายนะสีดำ จะจ้างพวกสมาคมจอมเวทไปเรื่อยๆแบบนี้หรือ”
ไอช่าได้แต่กัดฟัน ตัวเธอในตอนนี้ซึ่งเป็ผู้ตั้งรกรากโบสถ์บนทวีปไกอา ยังจำเป็ต้องพึ่งกำลังจากโบสถ์หลักอยู่ สโนว์สามารถจับจุดอ่อนตรงนี้ได้ เขาจึงได้ไม่เกรงกลัวเธอ
“และเธอจะเสียใจ ที่เลือกทอดทิ้งผู้กล้า” ไอช่ากล่าว “หายนะสีดำไม่สามารถใช้กำลังของโบสถ์จัดการกับมันได้เพียงลำพังหรอกนะคะ”
ไอช่าและเชียสต้าเดินออกจากห้องประชุมทันที ไอช่าตั้งใจจะไปหาแลนซ์เพื่อพูดคุยกับเขาอีกครั้ง แต่ทว่าพวกเขาพบว่ากลุ่มของแลนซ์ไม่อยู่แล้ว อีกทั้งโรงแรมที่พวกเขาเคยพักก็พบว่ากลุ่มของแลนซ์เช็คเอาท์ออกไปแล้วเช่นกัน
“เชียสต้า สั่งคนของเราให้ตามหาท่านแลนซ์ที่ท่าเรือ ถ้าไม่เจอ ก็ให้ไปตามหาที่ทวีปแอตลาส ฉันจำเป็ต้องพูดคุยกับเขาเป็การส่วนตัว” ไอช่ากล่าว “ถ้าโบสถ์ใหญ่ไม่้าเขา ฉันนี่แหละจะสนับสนุนและช่วยเหลือเขาเอง”
……………………..
“นี่มันอะไรกัน คุณบินได้ด้วยหรือ”
วาเนสซ่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เพราะตอนนี้แลนซ์กำลังพาแอนนากับเธอบินอยู่บนฟ้าด้วยความสูงกว่าสามร้อยเมตร
แลนซ์จับมือทั้งสอง ก่อนที่จะพาบินขึ้นมาด้วยกัน แน่นอนว่าการพาบินทั้งสามคนนั้นกินพลังของแลนซ์อย่างมาก เพราะต้องควบคุมให้ทั้งสองลอยตัวตาม ไหนจะทำให้ค่าแรงโน้มถ่วงของทั้งสามสัมพันธ์กัน การกระทำของแลนซ์จึงไม่ต่างกับแบกคนสองคนไว้กลางหลัง และวิ่งอย่างรวดเร็วโดยความเร็วห้ามตกลงแม้แต่น้อย
เมื่อเขาพาทั้งสองคนข้ามเขตชายแดนอาณาจักรเร้ดกราวน์แล้ว เขาก็แวะจอดลงป่าใกล้ๆกับกำแพงเมืองบลูฟิช แลนซ์นั่งทรุดลงกับพื้นพลางหายใจหอบราวกับคนวิ่งมาราธอนมา
ในขณะที่วาเนสซ่ากำลังจะให้แลนซ์ดื่มน้ำนั้น จู่ๆเธอก็พบว่าแลนซ์ใช้เวทฟื้นฟูรักษาตัวเองจนหายเหนื่อย และกลับมากระปี้กระเป่าอีกครั้ง
“ตอนแรกบินด้วยเวทธาตุลมหรือคุมแรงโน้มถ่วงด้วยธาตุมืด แต่ทว่าตอนนี้กลับใช้เวทธาตุแสงฟื้นฟูตนเอง” วาเนสซ่ากล่าว “หรือท่านแลนซ์จะเป็ดับเบิ้ล เมจิค (Double magic)คะ”
“ผมไม่ใช่ผู้ถนัดสองธาตุหรอก” แลนซ์กล่าว “ผมใช้เวทได้แค่เวทธาตุแสงเท่านั้นแหละครับ”
“ถ้าไม่ใช่เวทลมหรือมืด แล้วอยู่กลางอากาศด้วยเวทอะไรกันคะ” วาเนสซ่ากล่าว “หรือจะเป็ความสามารถพิเศษของผู้กล้าต่างโลก”
“ประมาณนั้นแหละ” แลนซ์ตอบกลับ “มันเป็พลังพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิดน่ะ และยังไม่เจอใครในโลกนี้มีเลยสักคน...นอกจากโจแอนนา”
แลนซ์กล่าวพลางทำหน้าเศร้า เพราะจู่ๆเขาก็นึกถึงโจแอนนา ลูกสาวของเขากับแอนนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“โจแอนนา ธิดาขององค์หญิงกับท่านในอนาคตสินะคะ” วาเนสซ่ากล่าว “และคนที่ทำให้ท่านต้องย้อนเวลากลับมา”
“ครั้งนี้พวกเราจะช่วยเลี้ยงดูและสั่งสอนให้เธอเป็คนดีค่ะ” แอนนากล่าวก่อนจะควงแขนของแลนซ์ และพาเขาเดินไปข้างหน้า “แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องเริ่มจากการหาเลี้ยงตัวเองก่อนนะคะ”
ทั้งสามคนใช้เวทบินอีกครั้งเพื่อหลบหลีกการตรวจเข้าเมืองและเสียค่าผ่านทาง โดยพวกเขาเลือกกำแพงเมืองตรงจุดที่การตรวจตราอ่อนแอลักลอบเข้ามา ก่อนที่วาเนสซ่าจะส่งนกฮูกโลหิตไปหาโคลสันโดยตรง เพื่อนัดให้โคลสันมาพบกับพวกเขาที่ร้านอาหารข้างนอก
ร้านอาหารที่กลุ่มของแลนซ์มานั่งนั้นเป็ร้านชาวบ้านทั่วไป ตัวร้านทำจากอิฐและดินเหนียว พื้นเองก็เป็ดินเผา ดูท่าว่าตัวร้านนั้นจะสร้างจากวัสดุธรรมชาติง่ายๆ ที่ใช้เวทมนตร์เข้าช่วยในการสร้าง
โต๊ะไม้สีหม่นและม้านั่งไม้ยาวที่ไม่ค่อยได้รับการทำความสะอาดเท่าที่ควรวางอยู่ทั่วร้าน ลูกค้าภายในร้านนั้นค่อนข้างสกปรกและใส่เสื้อผ้าเก่า กลิ่นภายในร้านนั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นตัวของพวกลูกค้า ผสมกับกลิ่นยาสูบคละคลุ้ง
นอกจากบรรยากาศจะดูแย่ อาหารการกินของพวกเขานั้นก็แย่ด้วยเช่นกัน บนโต๊ะของพวกเขามีขนมปังดำแข็งๆแห้งๆ จิ้มกับซุปผักเหลว บ้างก็เป็เศษข้าวบาร์เลย์ต้มกับน้ำจนใสยกซดดื่ม โดยเหยาะเกลือลงไปนิดให้ได้รสชาด
เนื้อสัตว์ ซุปสีขุ่นที่ใส่ครีมและนม ผลไม้อย่างดีหลากประเภทไม่ปรากฏบนโต๊ะอาหารของที่นี่ เนื่องจากตอนนี้กลุ่มของแลนซ์อยู่ในเขตสลัม เขตที่ยากจนที่สุดของเมืองบลูฟิชนั่นเอง
“ขอโต๊ะส่วนตัวชั้นสอง” วาเนสซ่ากล่าวกับพนักงานต้อนรับที่ตอนแรกมีทีท่าเฉยเมย แต่เมื่อเขาพบว่าลูกค้าขอชั้นสอง เขาจึงยิ้มต้อนรับพลางโค้งให้ทันที
ชั้นสองปกติไม่ค่อยเปิดให้คนนั่งนัก เพราะข้างบนเป็การบริการอีกระดับสำหรับสามัญชนปกติที่หาที่ทานข้าวไม่ได้ และคนในเขตสลัมน้อยคนจะใช้บริการ ดังนั้นมันจึงเหมาะเป็ที่ประชุมแบบแอบซ่อน
มีชายแก่แต่งตัวมอมแมมส่งเสียงหวีดหวิวให้กับวาเนสซ่า พวกที่ร่วมโต๊ะกับชายแก่ก็พร้อมใจกันมองด้วยสายตาแทะโลม การแต่งกายของกลุ่มวาเนสซ่านั้นบ่งบอกว่ามีเงินและมีฐานะในระดับหนึ่ง จึงตกเป็เป้าสายตาของคนพวกนี้
กลุ่มของวาเนสซ่าไม่สนใจ เธอพยายามบังแอนนาจากคนพวกนี้ เพราะคนพวกนี้เลือกที่นั่งซึ่งใกล้กับทางขึ้นชั้นสอง
“ว้าย” วาเนสซ่าร้องใ เมื่อหนึ่งในนั้นใช้ฝ่ามือฟาดก้นเธออย่างจัง ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะหัวเราะร่า
“แหม่...เด้งดีจริงๆ สมแล้วที่เป็พวกผู้ดี” ชายแก่กล่าวก่อนจะหัวเราะร่า ทำเอาผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆหัวเราะตาม
“ถ้ามีอีกทีฉันตัดมือแกแน่” วาเนสว่ากล่าวก่อนจะรีบผลักแลนซ์และแอนนาให้เดินบันใดขึ้นไปทันที
“ตาแก่นั้นซามูเอล หนึ่งในอัศวินของท่านโคลสันนี่ และไอ้ที่นั่งโต๊ะตรงนั้นก็พวกอัศวินของเขา” แลนซ์แอบกระซิบหลังจากขึ้นมาชั้นสองแล้ว “เขาจำเธอไม่ได้หรือ”
แลนซ์รู้จักคนชื่อซามูเอล เพราะในโลกก่อนเขาเจอหน้าอยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าวาเนสซ่าไม่ประหลาดใจ เพราะเธอเริ่มเชื่อว่าแลนซ์ย้อนเวลากลับมาจริงๆ
“เพราะจำได้เลยทำแบบนั้นค่ะ” วาเนสซ่ากล่าวก่อนจะเอามือลูบก้น พลางหยิบกระดาษข้อความขนาดเล็กขึ้นมา มันถูกส่งมาในจังหวะนั้นนั่นเอง
และเมื่อเธออ่านข้อความที่สายสืบส่งตัวมา หน้าเธอก็ถอดสีทันที
“ท่านแลนซ์...องค์หญิง ท่านพ่อบอกว่าเมืองบลูฟิชไม่ปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ” วาเนสซ่ากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเงยหน้ามามองทั้งสองคน “ท่านพ่อสั่งให้ทั้งสองคนเดินทางออกจากเมืองบลูฟิชทันที”
ไม่ทันที่วาเนสซ่าจะอธิบายอะไรต่อ ประตูร้านอาหารก็ถูกเปิดออก พร้อมกับทหารชุดเกราะเหล็กของบลูสกายจำนวนหลายสิบนายเดินเข้ามา มีชาวบ้านที่กำลังทานอาหารอยู่ถูกถีบกระเด็นเนื่องจากขวางทางเดิน หลังจากนั้นโต๊ะไม้ก็ถูกดาบใหญ่ฟาดทำลายเพื่อเคลียร์เส้นทางให้กับคนๆหนึ่งเดินเข้ามา
“ฏวาเนสซ่า เชื้อสายของไอ้โคลสันอยู่ในนี้ นังนั่นลักพาตัวองค์หญิงและแขกคนสำคัญขององค์าา จงเร่งตามตัวพวกมันซะ”
เ้าของเสียงนั้นเป็อัศวินใส่เกราะสีดำสนิท ผมและดวงตาสีทอง ใบหน้าของเขาค่อนข้างหล่อเหลา แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
“เคาท์แบทเมาเท่น” วาเนสซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น “มันกล้าดียังไงมาอวดเบ่งในแผ่นดินของท่านพ่อ”
แน่นอนว่าร้านอาหารไม่ใหญ่มาก ดังนั้นพวกทหารจึงเจอกลุ่มของวาเนสซ่าที่ชั้นสองได้ในไม่ช้า กลุ่มทหารหลายนายทยอยเดินขึ้นมาบนชั้นสอง แต่ทว่าตาแก่ซามูเอลกับพรรคพวกรีบมาขวางเอาไว้ทันที
“ไม่มีคนที่แกตามหาหรอกไอ้แบทเมาเท่น” ตาแก่ซามูเอละโลั่น ก่อนที่เขาจะใช้กำปั้นต่อยทหารที่ใส่เกราะอยู่ เกราะอัศวินอย่างดียุบลงทันทีเมื่อเจอแรงหมัดของเขา ก่อนที่อัศวินคนนั้นจะกระเด็นไปกระแทกกับพวกที่อยู่ด้านหลังจนล้มระเนระนาด
เมื่อสังเกตุดีๆจะพบวงเวทสีน้ำตาลธาตุดินขนาดเล็กเสริมพลังหมัดของซามูเอลอยู่ จึงทำให้หมัดเปล่าๆของเขาเอาชนะเกราะเหล็กได้
“แกกล้าขวางทางฉันหรือ ไอ้สวะ” แบทเมาเท่นกล่าวเสียงสั่น “ไม่รู้หรือไง ว่าฉันคือท่านเคาท์ของบลูสกาย ที่ถูกส่งมาควบคุมเมืองขึ้นอย่างพวกแกอีกที”
“ฉันรู้แค่ว่าไอ้เคาท์อย่างแกกำลังบุกรุกเขตของมาเกรฟโคลสัน” ซามูเอลกล่าว “ดังนั้นฉันปกป้องเขตของเ้านายอยู่ หากไม่อยากเจ็บตัวก็ไสหัวไปซะ”
จังหวะที่ซามูเอลกำลังคุยกับแบทเมาเท่นนั้น มีอัศวินที่ปลอมตัวคนหนึ่งมากระซิบกับวาเนสซ่าให้รีบหนีไป เพราะจะเกิดการนองเืในไม่ช้า
“ท่านแลนซ์ องค์หญิง หนีไปเถอะค่ะ” วาเนสว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “ขอโทษที่ติดตามพวกท่านไปไม่ได้ด้วยนะคะ เพราะฉันทิ้งพวกพ้องไม่ได้ค่ะ ฉันจะร่วมสู้กับพวกเขา”
“ไม่จำเป็” แลนซ์กล่าวตอบ ก่อนที่เขาจะเดินลงจากชั้นสอง ยืนขวางซามูเอลและแบทเมาเท่น ทำเอาทั้งสองคนประหลาดใจ จนกระทั่งแบทเมาเท่นเอารูปวาดจากทางการขึ้นมาดู จึงได้รู้ว่าเขาเป็ใคร
“โอ้ เจอตัวซะทีนะ แขกของพระาา” แบทเมาเท่นกล่าวก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งมีแอนนากับวาเนสซ่าอยู่ “ดูเหมือนอดีตองค์หญิงจะอยู่ด้วยสินะ”
“ถูกต้อง พวกเราอยู่นี่” แลนซ์กล่าว “ฉันคิดว่าถึงเวลาเลิกหลบหนีแล้วล่ะ ควรจะต้องเผชิญหน้าเพื่อพูดคุยกันอย่างจริงจังเสียที”
“ดูพูดเข้าสิ คิดว่าแกเป็ใคร” แบทเมาเท่นกล่าว “ทหาร จับแขกคนนี้กับอดีตองค์หญิงใส่โซ่ตรวนซะ เราจะเดินทางกันทันที”
สิ้นเสียงของแบทเมาเท่น ทหารก็เริ่มจะเข้ามาจับกุมตัวแลนซ์ แต่ทว่าพวกเขาต้องหยุดการกระทำลงทันที เมื่อทหารคนแรกที่เดินเข้ามาจู่ๆดาบเขาก็หักครึ่งร่วงลงกับพื้น พร้อมกับรอยแผลกรีดยาวที่ถูกฝากไว้บนหน้า
แลนซ์เสริมพลังอากาศโดยรอบแล้วแปรสภาพมันเป็ใบมีดสายลม ก่อนจะฟาดมันออกไปด้วยลักษณะของการฟาดดาบ การโจมตีของเขาซึ่งทัดเทียมกับเวทลมชั้นสูงนั้นทำเอาพวกทหารหยุดชะงักทันที
“ถ้ามีใครขยับเข้ามาอีก...ครั้งต่อไปจะเป็หัว” แลนซ์กล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะทำท่าสะบัดมืออีกครั้ง เกราะสีดำอันสง่างามของแบทเมาเท่นถูกตัดอย่างปราณีตจนร่วงลงกับพื้น ทำเอาแบทเมาเท่นขาสั่นด้วยความกลัว
“ไม่ได้ร่ายเวท ไม่รู้สึกถึงมานา...นี่มันพลังอะไรกัน” แบทเมาเท่นกล่าว “ถ้าแกแกร่งขนาดนี้แล้วแกจะหลบหนีทำไมวะ สมัครเป็ทหารระดับนายกองหรือนายพันได้อย่างสบายๆเลยด้วยซ้ำ”
“พวกฉันไม่ได้หลบหนี” แลนซ์กล่าว “ก็แค่ถูกพวกแกหาเื่ไม่ให้ออกเดินทางไปที่อื่นก็แค่นั้นจริงไหมล่ะ...ในเมื่อเป็แบบนี้ ฉันก็จะไปพบกับเอ็กซ์ตัส แล้วแสดงให้เห็นว่าฉันอยู่ในจุดยืนที่เหนือกว่า มันจะได้เลิกราวีฉันกับครอบครัวเสียที”