“คุณหนูหวังไม่รังเกียจที่จะนั่งให้คนชราวาดภาพเ้าสักสองเค่อใช่หรือไม่” ‘ของสวยงามย่อมมิอยากให้ผ่านสายตา’ แน่นอนว่าเขาจะวาดไว้เป็ที่ระลึกแก่นาง หาใช่นำออกไปเร่ขาย
“โอ้!! ถือเป็เกียรติกับสกุลข้าอย่างยิ่ง เชิญๆ” หวังร่วนเทาตอบคำถามแทนบุตรสาวพลางลุกขึ้นยืนแล้วลากแขนท่านอาจารย์ของตนออกไปยังสวนสวยกลางบ้าน “ไม่น่าเชื่อว่าการผ่านทางมาในครั้งนี้ ข้าผู้เป็อดีตลูกศิษย์จะได้ชมฝีมือของท่านชัดๆ”
เสียงพูดคุยของสองบุรุษสูงวัยห่างออกไปจนปิงปิงจับใจความสำคัญไม่ได้ นางมองมารดาแล้วทำหน้าไม่เข้าใจ “ท่านแม่เ้าขา…อย่างไรเ้าคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ท่านอาจารย์หยูเล่ยคืออาจารย์สอนวาดภาพในสมัยที่บิดาเ้ายังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ยามนี้ท่านอายุมากแล้วจึงตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วยุทธภพ ไปเพื่อวาดภาพมากมาย นานๆ ครั้งจึงจะนำมาขายให้บิดาเ้า แน่นอนว่าแต่ละภาพนั้นราคาย่อมสูงมาก ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจะต่างก็แค่เพียง มีภาพที่ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนอยากได้ติดมือมาด้วย” ชี้ไปยังม้วนกระดาษแผ่นใหญ่ “ไม่รู้ว่าจะนำส่งวันนี้หรือพรุ่งนี้คงต้องแล้วแต่บิดาเ้า”
^^ “แล้วที่จะวาดภาพของลูกเล่าเ้าคะ”
“คงถูกชะตากับเ้ากระมัง รีบไปเถอะก่อนท่านอาจารย์จะเดินทางออกจากแคว้นมู่” ม่อฮูหยินเร่งบุตรสาว
ปิงปิงลุกขึ้นตามคำสั่งของมารดา พลางมองบุรุษวัยฉกรรจ์มากกว่าสิบคนที่เดินกันขวักไขว่ บ้างขนหีบเปล่า บ้างขนหีบที่มีสินค้าของบิดาที่นางจำได้ว่ามันคือหีบน้ำหมึกหลากสีที่ได้มาจากต่างแคว้น ไม่แน่ว่าการเดินทางของท่านอาจารย์ในแต่ละครั้งคงมิได้เดินทางด้วยตัวคนเดียว ยิ่งภาพแต่ละภาพล้วนราคาแพง ท่านคงต้องป้องกันอย่างดีแน่ๆ สองขาเล็กรีบเดินไปหาบิดากับท่านอาจารย์ ก่อนการวาดภาพโดยมีนางเป็แบบก็เริ่มขึ้น ‘ภาพวาดใบนี้…จะมอบให้ใครเก็บไว้ดีน้าา’ ^^
๑----------------๑
ยามอิ่ว (17.40)
“ข้าออกจากแคว้นมู่ผิดเวลาแล้ว” อาจารย์หยูเล่ยบ่นไม่จริงจังนัก ก่อนจะก้าวขาขึ้นรถม้าคันใหญ่ “พบกันอีกครั้งในปีหน้า”
“ขอรับท่านอาจารย์ ลาก่อนๆ”
“ลาก่อนและขอบคุณสำหรับภาพวาดเ้าค่ะ” หวังปิงปิงผู้เดินมาส่งชายชรายิ้มอย่างจริงใจ ก่อนที่รถม้าสองคันกับชายฉกรรจ์นับสิบจะออกเดินทาง “ท่านพ่อเ้าขา พรุ่งนี้ลูกว่าจะเข้าวังไปหาพี่อาฟั่น” ^^
“อืม” เดินนำบุตรสาวเข้าไปในจวนพลางยืนเท้าสะเอวคัดภาพวาดมากกว่าหนึ่งร้อยใบตรงกลางลานที่สั่งให้บ่าวชายนำมากางไว้เพื่อประเมินราคา แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดกับบุตรสาว “นางกำนัลน่ะรึ”
“เ้าค่ะ” สิ่งที่นาง้าจะสื่อดูเหมือนว่าบิดาของนางจะไม่ค่อยเข้าใจ ‘ลูกจะเข้าวังนะ เข้าวัง!!’ “ท่านพ่อจะไม่ฝากรึเ้าคะ”
“หืม ฝากสิ่งใด” หวังร่วนเทามองบุตรสาวด้วยความสงสัย “เ้าไปหานางกำนัล มันเกี่ยวอะไรกับพ่อเล่า” แม้ใบหน้านางจะงดงามแต่นางก็ยังคงเป็เด็กที่เหมือนจะไม่เติบโตเท่าใดนัก ส่ายหน้า
เริ่มขมวดคิ้ว “ก็ภาพวาดน่ะ”
“หืม” มองภาพวาดที่กางอยู่บนลานและสายตาไปหยุดอยู่ที่ม้วนภาพใบใหญ่อันแสนสำคัญ ‘เข้าวัง?’ “อ่อ ภาพของมู่เจี้ยนเทียนน่ะรึ”
“เ้าค่ะ!” กอดอก “ฝากรึไม่เ้าคะ”
“พ่อว่าจะเข้าไปส่งในอะ…”
“ฝาก หรือ ไม่” เน้นย้ำและเริ่มออกอาการหน้าบึ้ง “ทางเดียวกัน ท่านพ่อใยไม่ฝากไปเล่าเ้าคะ ลูกจะได้นั่งรถม้าของสกุลหวังเข้าไปมิต้องอะ…” ‘แอบลักลอบเข้าวังทางประตูด้านหลัง’ คำหลังนั้นหยุดไว้ “นะเ้าคะ ทางเดียวกันประหยัดเวลา” ^^
“เฮ้อ ฝากก็ฝาก” เดินข้ามภาพวาดไปมาก่อนจะหยิบม้วนกระดาษภาพวาดูเาเหลียงซานให้บุตรสาว “ให้ขันทีสุ่ยก็ได้ ถึงมือเช่นกัน”
“ก็แค่นั้นล่ะเ้าค่ะ” ปิงปิงยิ้มหวานให้บิดาก่อนจะขอตัวกลับเรือนเล็กของนาง ในมือซ้ายเป็ภาพูเาเหลียงซาน ในมือขวาเป็ภาพของนางเอง…เื่ที่จะพูดพรุ่งนี้น่ะมีแล้วล่ะ ‘หึหึ’
๑------------------๑
วันต่อมา ณ.วังหลวง (10.30)
หลังจากเสร็จงานราชการในท้องพระโรงแล้ว เหล่าขุนนางต่างพากันแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ของตน รวมถึงผู้ครองแคว้นมู่อย่างฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนที่กำลังเดินกลับตำหนักของตนเองโดยมีองครักษ์เงาขั้นหนึ่งมากกว่าห้าคนและขันทีคนสนิทอย่างสี่สุ่ยคอยติดตาม ในจังหวะนั้นเองที่รัชทายาทมู่หรงหลานกลับเดินมาขวางทางเอาไว้
“เสด็จพ่อ ลูกมีเื่สำคัญจะกราบทูลพะยะค่ะ”
มู่เจี้ยนเทียนสังเกตเห็นความเครียดขรึมของบุตรผู้เป็รัชทายาทและคาดเดาได้ว่าเื่สำคัญนั้นคงมิใช่เื่ที่ดีนักจึงตอบกลับไป “ไปคุยกันที่ตำหนัก” เดินนำไปยังตำหนักหลงซิ่วทันที
หลังจากนั้น ห้องทรงงานที่ควรจะเงียบสงบกลับมีเื่ใหม่ที่มิใช่เื่บ้านเมืองแต่กลับเป็เื่ของสตรีผู้มีนามว่า ‘หวังปิงปิง’ สตรีหาญกล้าที่บังอาจปลอมตัวด้วยชุดนางกำนัลและลักลอบเข้ามาในตำหนักนี้
“นางเพียงอยากเอาชนะลูกจึงเข้าหาเสด็จพ่อพะยะค่ะ หวังปิงปิงสตรีเ้าเล่ห์” รัชทายาททูลฟ้อง เมื่อคิดว่าที่อีกฝ่ายถอยห่างจากเขาแล้วมาหาบิดาซึ่งมีอำนาจล้นแผ่นดิน ‘มันคงเป็แผนของนางจริงๆ นางคง้าเยาะเย้ยเขาหากนางได้ขึ้นเป็สนม สตรีน่าชังช่างมิเหมือนมิ่งลี่ที่งดงามทั้งร่างกายและจิตใจ’ “ลูกไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงมิถูกจับกุม สตรีน่ารังเกียจ”
“อยากให้นางถูกจับ นี่เ้ารังเกียจนางมากงั้นรึ?”
“พะยะค่ะ” แต่ในความรังเกียจนั้นมันมีความสับสนและไม่พอใจที่นางมิได้เฝ้าติดตามเขาดังเช่นวันวาน อาจจะเป็เพราะความเคยชินหรืออะไรไม่รู้ได้ รู้แค่ตอนนี้ตัวเขามิได้อยากให้นางมาเกาะติดเสด็จพ่อ
“เช่นนั้นเ้าก็มิต้องสนใจหรอกว่านางจะถูกจับหรือไม่ถูกจับ จงเอาเวลานี้กลับไปทบทวนงานราชกิจที่บิดาสั่งให้เ้าไปศึกษาจะดีกว่า” เพราะอีกไม่นานรัชทายาทจะต้องขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ทองตัวนี้แล้ว
“แต่นาง”
มู่เจี้ยนเทียนยกมือขึ้นห้าม “จงสนใจเพียงเื่ของเ้าก็พอ ส่วนเื่ที่นางปลอมตัวเข้ามา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแต่จงรู้ไว้ว่าทุกสิ่งที่เกิดนั้น เป็บิดาของเ้าที่ตัดสินใจเอง ออกไปได้แล้ว” ยกมือนวดตรงหัวคิ้ว ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปยังหลังฉากกั้น ปิดทุกการสนทนากับรัชทายาท ‘วุ่นวายกันเสียจริง’ และในความวุ่นวายนั้นเขากลับกังวลว่าจะเกิดเื่อันตรายขึ้นเสียมากกว่า “จีฮุน”
ฟุ่บ!! “เพคะ”
“นับจากนี้ จงติดตาม...อย่าให้คลาดสายตา”
ฟุ่บ!!! ๆๆ เสียงเงานับสิบกระโจนออกไปนอกตำหนักอย่างรวดเร็ว จุดมุ่งหมายคือ...นอกวังหลวง
๑------------------๑
วันเดียวกันในยามอุ้ย (13.20)
รถม้าสกุลหวังขับผ่านหน้าประตูวังโดยไร้การตรวจสอบเหมือนเช่นเคย เส้นทางรถเคลื่อนผ่านตำหนักมากมายแต่สุดท้ายรถม้าก็จอดลงตรงหน้าตำหนักหลงซิ่ว สถานที่เดียวเท่านั้นที่คนขับรถม้าสกุลหวังจะจอด
หวังปิงปิงก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ การมาในครั้งนี้นางจะรุกฆาต อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หัวสมองของนางครุ่นคิดถึงเื่นี้มาค่อนคืน ั้แ่ครั้งแรกที่นางเริ่ม จีบ พระองค์ถ้าหากมิทรงชอบใจ ใยจึงมิห้ามปรามนางั้แ่แรกที่ได้จดหมายนั้น จนวันเวลาผันผ่านพระองค์ปล่อยให้นางลอบเข้ามาในวังด้วยชุดนางกำนัลเพื่อส่งจดหมายอีกนับสิบฉบับ กินเวลายาวนานร่วมเดือน ‘ถ้าหากไม่ทรงมีใจ ย่อมไล่หนี’ นั่นคือสิ่งที่รู้สึกได้
“วันนี้ใยจึงมาโดยมิได้นัดหมาย” ขันทีสี่สุ่ยยืนมองสตรีรุ่นเยาว์ที่มิได้ปลอมตัวเป็นางกำนัลเหมือนทุกครั้งอย่างแปลกใจ ทั้งยังมาโดยใช้รถม้าของสกุลหวังที่โดยปกติแล้วหวังร่วนเทามักจะส่งบ่าวมาแจ้งเวลาเข้าวังก่อนประมาณหนึ่งชั่วยาม ครั้งนี้กลับผิดวิสัยนัก
“วันนี้ข้ามาด้วยกิจธุระด่วนจากท่านพ่อน่ะเ้าค่ะท่านลุง ขอเข้าพบฝ่าาได้หรือไม่เ้าคะ”
“วันนี้ฝ่าาภารกิจยุ่งเหยิง เกรงว่าเข้าไปแล้วจะไม่เหมาะ” เื่ยุ่งในราชอาณาจักรมีมากมายให้แก้ไข หากให้นางเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวแล้วเกรงว่าพวกเขาทุกคนคงมิพ้นถูกทำโทษเป็แน่ ยิ่งเมื่อยามซื่อ รัชทายาทกลับเข้ามาจุดไฟให้ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ไม่คงที่ จนถึงยามนี้สำรับกลางวันก็ยังมิได้ทานเสียด้วยซ้ำ
^^ หวังปิงปิงจะไม่รอและจะไม่กลับ ดังนั้น “แต่หากฝ่าาเจอข้า อาจจะอารมณ์ดีขึ้นก็ได้นะเ้าคะ” ชูม้วนกระดาษในมือ “ไหนจะภาพวาดของท่านอาจารย์หยูเล่ยที่พระองค์อยากได้นี่อีกเล่า”
ขันทีชรามีความลังเล ‘แต่ก็อย่างที่นางว่า…เจอแล้วอาจจะอารมณ์ดีหรือไม่ดีกว่าเดิมก็ได้ผู้ใดจะรู้’ เพราะตัวของหวังปิงปิงเองนั่นล่ะคือต้นเหตุของอารมณ์ทั้งหมดที่ฝ่าาทรงเป็อยู่ “เช่นนั้นเ้าก็ขึ้นไปเถอะ รู้เส้นทางไปยังห้องทรงงานใช่หรือไม่”
“รู้เ้าค่ะ” ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนห้องทรงงานจะถึงก่อนสวนกลางตำหนักสินะ ‘นางเคยเห็นเมื่อตอนที่มากับท่านพ่อ ก็ป้ายออกจะเด่น’
“อืม รบกวนเ้าแล้ว” ‘วัดดวงของเ้าเองเถอะหวังปิงปิง’ สายตามองตามสตรีอ้อนแอ้นจนนางลับไป…โชคดี แต่ข้าขอหนีก่อนล่ะ