ตอนที่ 26 ผู้เชี่ยวชาญในการตื่นตา
ทันทีที่ออกจากห้องของวายา“โทคูลา เจ้าอยู่ตรงนั้นใช่ไหม”ไลคาออนเรียกชื่อโทคูลา ทันใดนั้นโทคูลาก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากเงามืดบนทางเดิน คุกเข่าลงเอามือแนบหน้าอกแล้วกล่าวว่า“ฝ่าบาท” “คอยเฝ้าดูวายากับไอ้หมอนั่นเอาไว้ให้ดี หากเห็นว่าวายาจะไม่ปลอดภัยก็ให้ลงมือตามที่เจ้าคิดว่าเหมาะสมได้เลย”“รับทราบฝ่าบาท”.............................................................ผมตื่นตากับกับบรรยากาศรอบตัวเป็นอย่างมาก หากจะนับเรื่องการชอบตกใจและตื่นตากับสิ่งใหม่ ๆ เป็นความสามารถพิเศษ ผมก็คงเป็นโดมินาริคนแรกที่เชี่ยวชาญความสามารถนี้ด้านหลังคฤหาสน์ของวายาเป็นผืนป่าที่ทอดยาวไปบนภูเขา แล้วก็คฤหาสน์อาจจะไม่เหมาะกับการเรียกที่อยู่ของวายาก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นมันคือปราสาทแบบยุคกลางที่สร้างขึ้นมาจากหินจำนวนมาก ปราสาทที่มีหอคอยและต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยไปตามกำแพงหินแบบที่เราเห็นในหนังอะไรแบบนั้นวายาพาผมมายังลานกว้างแห่งหนึ่งท่ามกลางผืนป่า โดยรอบของที่โล่งว่างนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ที่บางต้นน่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าผู้ชายตัวโต ๆ สักสิบคนโอบแสงแดดยามบ่ายอ่อน ๆ สาดส่องผ่านกิ่งก้านของไม้ใหญ่ลงมาจนเกิดร่มเงามากมาย อากาศจึงไม่ร้อนจนเกินไปเราสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่บนลานแห่งนั้น“ฉันต้องทำยังไงบ้างวายา เพื่อจะได้รู้ว่าท่านบรรพบุรุษมอบวรยุทธอะไรให้กับฉัน”“ไม่ต้องทำอะไรหรอกคาล นายจะรู้ได้เองตอนต่อสู้”“ต่อสู้?”“ใช่ เราจะลองต่อสู้กัน”สู้กันอีกแล้ว ผมไม่อยากสู้กับวายาเลย ผมนึกถึงตอนที่วายาสู้กับพวกอันเดดได้ และผมไม่อยากดูกระจอกต่อหน้าเธอ ถ้าโดนเธออัดเละเทะผมน่าจะอายน่าดู ระหว่างที่ผมคิดนู่นนี่อยู่ ก็เริ่มเห็นวายาตั้งท่าเตรียมตัว“พร้อมหรือยังคาล”“เดี๋ยวก่อน ๆ เธอไม่ถอดเสื้อก่อนเหรอ” วายาชะงักไปกับคำพูดของผม พร้อมกับรีบเอามือมาจับหน้าอกเหมือนป้องกันตัวเอง“นี่นาย... ทำไมฉันต้องถอดเสื้อด้วยล่ะ”“ก็เดี๋ยวเธอจะแปลงร่างใช่มั้ย ถ้าไม่ถอดเสื้อก่อนเสื้อเธอก็ขาดหมดซิ” “ตาบ้า” วายาทำหน้ากึ่งโกรธกึ่งอายแล้วก็หันหลังหนีไปผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่านี่? ก็เรย์บอกผมว่าการเปลือยกายของโดมินาริไม่ใช่เรื่องน่าอาย แถมผมก็ไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับวายาด้วยนี่ หรือว่า...“เดี๋ยวก่อนวายา”ผมรีบดึงตัวเธอไว้ เพราะไม่อยากให้เข้าใจผิดผลปรากฏว่าผมโดนเธอต่อยเข้าที่หน้าอย่างจังจนต้องล้มไปกองที่พื้นดวงดาวระยิบระยับลอยขึ้นมาเต็มตาผมไปหมด“คาลนายเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ”วายารีบเข้ามาดูผมที่ลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น ผมค่อย ๆ ดันตัวขึ้น “มะ มะ ไม่เป็นไรวายา ฉันแค่ โอย”ขนาดผมว่าผมอึดขึ้นตั้งเยอะแล้ว แต่โดนต่อยแบบไม่ตั้งตัวนี่มันก็เจ็บจริง ๆ นะ ยิ่งความรู้สึกยิบ ๆ ที่ดีเซลล์กำลังซ่อมแซมตัวเองยิ่งทำให้ผมทั้งเจ็บทั้งคันไปพร้อม ๆ กัน ผมเอามือไปจับจมูกตัวเอง“ขอโทษ ๆ ก็นายพูดจาแบบนั้น ฉันก็เลย”วายาทำหน้าทั้งรู้สึกผิดทั้งโกรธออกมาพร้อม ๆ กัน จนผมพลอยรู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย“เออ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบ... เออพูดแบบนั้นกับเธอ ฉันแค่เห็นเวลาคนอื่น ๆ แปลงร่างแล้วเสื้อขาด ฉันเลย”วายาเอื้อมมือมาปิดปากผม“เราไม่คุยเรื่องนี้กันดีกว่า ฉันไม่ต้องแปลงร่างตอนสู้กับนาย” คนบ้า... วายาคิดในใจ แล้วก็รีบฉุดผมลุกขึ้น“เอาล่ะ มาลองสู้กันดู สิ่งที่นายต้องทำคาล ก็คือปล่อยให้ร่างกายนายได้ปลดปล่อยสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดออกมา อย่าพึ่งไปคิดอะไรมาก ๆ ตอนนี้ ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ”วายาค่อย ๆ กางมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว สูดหายใจแผ่ว ๆ หนึ่งครั้งก็ปรากฏเปลวไฟสีแดงสดขึ้นบนมือของเธอ เธอกำมือเบา ๆ เปลวไฟที่อยู่บนมือทั้งสองข้างก็เหมือนถูกบีบจนแตกออก เปลวไฟที่แตกออกนั้นค่อย ๆ ไหลไปปกคลุมมือของเธอจนทั่วจากนั้นเธอก็ค่อย ๆ กางขาออกเล็กน้อยยืนเอียงตัว โดยวางขาซ้ายอยู่ด้านหน้า แล้วยกมือซ้ายที่มีไฟปกคลุมมาไว้ระดับเดียวกันกับใบหน้าอย่างช้า ๆ“สิ่งที่ฉันจะทำต่อไปนี้คือการต่อสู้กับนาย นายลองปล่อยไฟของนายออกมา”ผมทำตามที่วายาบอก มือซ้ายของผมมีเปลวไฟสีดำปรากฏขึ้น“แล้วยังไงต่อวายา”“ลองคิดภาพให้เปลวไฟปกคลุมไปทั่วมือของนาย”ผมหลับตาแล้วลองทำตามที่วายาบอก ผมเริ่มรู้สึกว่ามือของผมมีมานาค่อย ๆ ไหลเวียนไปจนทั่ว ผมลืมตาขึ้นแล้วก็เห็นไฟสีดำปกคลุมมือซ้ายของผมเป็นชั้นบาง ๆ“เอาล่ะฉันจะเริ่มลงมือแล้วนะ สิ่งที่นายต้องทำต่อจากนี้ก็คือรับการป้องกันจากฉันให้ได้ทั้งหมด”“ทั้งหมดเลยเนี่ยนะ เดี๋ยว ๆ ขอเตรียมตัวก่อนได้มั้ย”ผมรีบขยับตัวตั้งท่าให้คล้าย ๆ กับวายา“คาลหยุดพูดได้แล้ว รับมือ”ผมเตรียมตัวเต็มที่ กัดฟันแน่น ตาจ้องเขม็ง แล้วก็นึกถึงตอนที่ผมรับมือเรย์กับวลาดิเมียร์ แต่ปรากฎว่าที่วายาบอกว่าจะโจมตีนั้นคือการค่อย ๆ เคลื่อนมือซ้ายมาช้า ๆ เหมือนจะต่อยเข้าที่หน้าผม ผมงงทำอะไรไม่ถูกจนตาหน้าตาเลิ่กลั่ก“รับฝ่ามือของฉันซิ”“ยังไงล่ะ แบบนี้เหรอ”ผมยกมือขวาขึ้นมาปัดฝ่ามือของวายา พอปัดเสร็จวายาก็ชักมือกลับพร้อมก้าวขาขวาขึ้นหน้าและกำหมัดเป็นกำปั้นเล็งไปกลางลำตัวของผม ผมรีบขยับตัวถอยหลังตามแบบเก้ ๆ กัง ๆ แล้วก็ยกมือซ้ายขึ้นมารับหมัดของวายา“แบบนี้ใช่มั้ย”วายาพยักหน้ายิ้มให้ แล้วก็เริ่มสับเปลี่ยนการโจมตีไปเรื่อย ๆ โดยคงความเชื่องช้าเอาไว้แบบนี้จากหมัดซ้าย หมัดขวาที่ชก ตะปบ ตี อย่างตรงไปตรงมาในแนวระนาบ วายาก็ค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนมุมโจมตีเพิ่มในแกนแนวตั้งผมยังสามารถรับการโจมตีทั้งหมดได้แบบไม่ยากเย็นนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้จะเป็นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าแบบนี้ มันก็กินแรงไม่ใช่เล่นจนทำเอาผมเหงื่อตกไปไม่น้อยวายายิ้มให้ผม จากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วการโจมตีขึ้นอีกระดับผมต้องพยายามเคลื่อนไหวตัวให้เร็วขึ้นด้วยท่าทีตะกุกตะกัก จนรับการโจมตีพลาดอยู่สองสามครั้ง แต่พอชินกับความเร็วระดับนั้นก็เริ่มตั้งรับได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผมคิดถึงคำพูดของวายาที่บอกว่าลองสู้ดูเดี๋ยวก็รู้ว่าผมได้รับการถ่ายทอดวรยุทธอะไรมา เลยถามวายาออกไปว่า“วายา ฉันยังไม่รู้สึกว่าตัวเองได้ใช้วรยุทธอะไรเลย”“ตั้งใจหน่อยคาล นี่มีสมาธิมาคุยด้วยเหรอ”“ยังพอได้น่า”ผมพูดไปพลางพยายามรับมือวายาไปด้วยอย่างพัลวันวายายิ้มให้กับผมแล้วก็หยุดมือ“งั้นเราพักกันก่อนสักครู่ละกัน”วายาชวนผมไปนั่งที่ขอนไม้ขอนหนึ่งที่อยู่บริเวณชายป่า ผมเดินตามเธอไปนั่งพลางเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า เห็นแสงแดดอ่อนตัวลงไปมากเหมือนกับกำลังจะย่ำสู่ยามเย็นนี่ผมซ้อมมือกับวายามานานขนาดนี้เลยเหรอนี่ เหมือนเวลาจะผ่านไปเพียงไม่นานแท้ ๆผมหันไปมองวายาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม แล้วเธอก็เริ่มพูดว่า“อืม... ฉันอธิบายอย่างนี้ละกัน วรยุทธน่ะมันคือท่าร่างที่แฝงด้วยปรัชญา แนวคิด เจตจำนง และสัญชาตญาณ ประกอบเข้าด้วยกัน วรยุทธแต่ละชุดไม่ได้แปลว่าเราต้องออกหมัด ออกลูกเตะด้วยท่าร่างของวรยุทธนั้น ๆ โดยตลอด แต่เป็นการเลือกใช้ท่าร่างที่เหมาะกับจังหวะการโจมตี ตอนนี้นายยังอยู่แค่ช่วงเปรียบวิชากับฉันเท่านั้น ยังไม่ต้องคิดมากหรอก”“เปรียบวิชา?”“คือการซ้อมต่อสู้กันแบบเมื่อกี้นี้ไง ค่อย ๆ ทำความเคยชินกับการเคลื่อนไหวท่วงท่าต่าง ๆ ให้ร่างกายได้ซึมซับและจดจำ เริ่มต้นอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เร่งความเร็วขึ้น”วายาทำท่วงท่าประกอบด้วยการต่อยออกไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ จากนั้นก็ชักมือกลับแล้วต่อยออกไปด้วยความรวดเร็วจนผมมองแทบไม่ทัน “เหมือนกับการเล่นดนตรีน่ะคาล นักดนตรีจะอ่านโน้ตแล้วค่อย ๆ เล่นไปอย่างช้า ๆ ก่อน แม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับจังหวะตามโน้ตเพลง แต่พอเริ่มคล่องมือขึ้น ๆ ถึงจะเริ่มเร่งความเร็วให้ตรงตามจังหวะของเพลง”ผมนึกภาพตามแล้วก็พยักหน้า“แล้วที่เธอพูดถึงเรื่องว่าวรยุทธคือส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ มันคือ...”“อืม... ยกตัวอย่างยังไงดี”วายาทำท่าครุ่นคิด“อย่างกรงเล็บอัคคีของฉัน มันคือวรยุทธที่ผสมผสานระหว่างสัญชาติญาณการฉีกกระชากของหมาป่าเข้ากับท่าร่างที่ต้องใช้ขอบเขตไฟ เป้าหมายคือทำลายเนื้อเยื่อที่ถูกตัดผ่านทั้งหมดด้วยการเผาไหม้เพื่อไม่ให้ซ่อมแซมได้อีก แต่ปกติตอนฉันต่อย เตะ ตะปบ มันก็ไม่ใช่วรยุทธทั้งหมดหรอก มันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อโจมตี ป้องกัน และทำให้เป้าหมายเปิดโอกาสให้ใช้วรยุทธซะมากกว่า”ผมพยักหน้า และพอจะจับเค้าอะไรบางอย่างได้“ก่อนพานายมาที่นี่ วลาดบอกว่านายมีความคืบหน้าในการฝึกที่น่าตกใจมาก ๆ การเคลื่อนย้ายมานาไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของนายทำได้ดีทีเดียว แต่ฉันคิดว่ายังมีอุปสรรคอีกข้อก่อนที่นายจะกลับไปสู้กับยัยนั่นได้ ...เออ เรย์น่ะ”“วรยุทธน่ะเหรอ?” วายาส่ายหน้า แล้วก็ลุกขึ้นจากนั้นก็หันมาบอกกับผมว่า“อีกข้อหนึ่งน่ะ มาเปรียบวิชากันต่อเถอะ”ผมลุกขึ้นตามวายาไป และทำทุกอย่างอย่างที่เคยทำเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เรียกไฟสีดำมาปกคลุมฝ่ามือของผม ตั้งท่าเพื่อรอการเปรียบฝีมือจากวายาวายาเริ่มต้นที่ความเร็วล่าสุดไม่ได้เชื่องช้าเหมือนตอนแรก จะทำเอาผมแทบตกใจ จนวายาต้องแอบอมยิ้มแล้วพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ“แค่นี้ถึงกับตกใจเลยเหรอ คิกคิก”แม้เธอจะหัวเราะและยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะลดความเร็วหรือออมมือแม้แต่น้อยผมยังพอจะรับมือเธอได้บ้างจนกระทั่งเธอเริ่มเร่งความเร็วขึ้น หนึ่งระดับ สองระดับ สามระดับ ผมเริ่มเคลื่อนไหวมานาไปป้องกันส่วนที่รับมือไม่ได้ไม่ทัน เริ่มเกิดรอยจ้ำแดง ๆ ตามจุดที่ผมพลาดขึ้นบนร่างกาย“โอย วายา เบามือหน่อยซิ”มือไม้ผมเริ่มเหวี่ยงไปมาบนล่างซ้ายขวาอย่างเป็นพัลวัน และอยู่ ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าควบคุมมานาในร่างไม่ได้แล้วผมก็ได้รู้ว่าอุปสรรคอีกข้อที่วายาพูดถึงคืออะไร ไม่ใช่ว่าผมยังสัมผัสถึงวรยุทธที่ได้รับการถ่ายทอดมาไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะ...อยู่ ๆ ไฟสีดำบนมือผมก็กระพริบไหว เหมือนเปลวไฟถูกลมพัด และก็ดับไป!!จบตอนที่ 26