หลังจากที่ถูกหาเื่มาไม่นานนัก เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ ภายใต้ท้องฟ้าสีครามอันปลอดโปร่ง เสียงจอแจของเมืองใหญ่ยังคงดังก้องอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางคลื่นของผู้คนที่หลั่งไหลไปมาอย่างไม่ขาดสาย
เส้นทางสายหินเวทมนตร์ แผ่ทอดจากเขตการค้าไปยังเขตพิธีกรรมประจำเมืองเทียนินั้นเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อสาย
ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกันด้วยความตั้งใจที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความธรรมดาและเข้าสู่หนทางของผู้วิวัฒน์ ซึ่งเป็เป้าหมายสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคแห่งพลังงานิญญาที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
“น่าคิดถึงจริงๆ”
ในที่สุด ตัวของโอดินก็ได้ก้าวเดินมาจนถึงบริเวณหน้าวิหารแห่งจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็หนึ่งในสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่เหนือแท่นพิธีกรรมกลางเมือง
ลักษณะของมันเป็เหมือนกับอาคารทรงวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร
โครงสร้างภายนอกสร้างขึ้นจากหินศิลาแก่นแท้ได้รับการเสริมความมั่นคงด้วยเส้นสายเวทย์สีทองอร่าม ลวดลายอันซับซ้อนและคำภาวนาได้ถูกจารึกไว้ทุกมุมผนัง สะท้อนถึงอิทธิพลและความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ต่ออนาคตของมนุษย์ทุกผู้คน
ความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของมันเปล่งประกายออกมาราวกับแสงแห่งยุคโบราณที่ยังคงเรืองรองไม่เสื่อมคลาย
แม้จะผ่านมาหลายสิบศตวรรษ ความตระการตาของมันก็ยังสามารถสะกดทุกสายตาไว้ได้อย่างมั่นคง
บริเวณทางเข้าของวิหารในตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าชายหญิงที่มีอายุสิบเจ็ดปี
“พวกแกคิดว่าวันนี้ฉันจะได้รับอาณาจักรต้นกำเนิดอะไรวะ?”
“เหอะๆ ของแกจะต้องเป็แค่แมลงที่ทีศักยภาพระดับแรกเริ่มแน่ๆ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เห็นด้วย เส้นทางแห่งวิถียุทธ์สังหารที่ใช้หมัดตั้กแตนยังไงละ”
“หุบปากไปเลยไอ้พวกบ้า ฉันนี่แหละที่จะขึ้นเป็ผู้มีพร์แห่งยุค พลังอำนาจเหนือฟ้านะเว้ย!”
ชายหญิงเหล่านี้เดินเข้าไปยังวิหารด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง
บางคนหัวเราะ บางคนจับมือกับเพื่อนด้วยท่าทางตื่นเต้น บางคนยิ้มด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
ั์ตาของพวกเขาเปล่งประกายไปด้วยฝันอันไกลโพ้น แววตาเ่าั้สะท้อนภาพแห่งการใฝ่ฝันจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้แข็งแกร่ง
มันเป็สิ่งที่โอดินมองเห็นอย่างชัดเจนราวกับภาพสะท้อนในกระจก
ตัวของโอดินยืนอยู่ตรงหน้าวิหารโดยที่ไม่ได้สวมฮู้ดปกปิดใบหน้าเช่นที่ผ่านมา
แสงแดดยามสายที่ส่องผ่านลงมากระทบกับเส้นผมสีขาวทองของเขา ทำให้มันเปล่งประกายราวกับทองคำและเงินถักทอเข้าด้วยกันเป็เส้นสายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเ้า
ผิวขาวซีดบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ หูแหลมยาวของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ชี้ขึ้น ราวกับสัญลักษณ์แห่งสายเืโบราณที่ไม่อาจหลบซ่อน
สายตาของผู้คนเริ่มชะงัก ร่างของพวกเขาหยุดนิ่งขณะที่มองไปยังโอดิน ผู้คนมากมายเริ่มกระซิบกระซาบทันทีที่เห็นรูปลักษณ์ของเขา
“เอลฟ์เหรอ?”
“ไม่ใช่หรอก ดูให้ดีสิ เขาเป็ฮาฟเอลฟ์ต่างหาก..”
“หล่อชะมัดเลยนะ”
“ก็แน่ล่ะสิ พวกเอลฟ์ขึ้นชื่อว่าเป็เผ่าพันธุ์แห่งความงดงามอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“เพราะแบบนี้ไง ข้าถึงไม่ชอบพวกเอลฟ์ มันดูแตกต่างจากพวกเราทุกอย่าง แม้แต่ลูกครึ่งยังดูสูงส่งกว่าคนปกติอย่างเราอีก”
“เผ่าพันธุ์เอลฟ์ขึ้นชื่อว่าเป็เผ่านิรันดร์อันดับหนึ่ง ยังไงพวกเขาก็คงความสมบูรณ์ในรูปลักษณ์ไว้ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็เด็กหรือผู้ใหญ่”
เสียงพูดคุยเ่าั้สะท้อนผ่านเข้ามาในหูของโอดินอย่างชัดเจน
สายตาเหม่อมองไปยังวิหารเบื้องหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน เงาขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏขึ้นจากด้านหลังของเขา มันบดบังแสงแดดที่เคยสาดส่องลงมา ร่างเงานั้นสูงใหญ่มากจนเกือบสูงเป็สองเท่าของโอดิน เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ย่ำลงบนพื้นดังขึ้นพร้อมกับท่าทางอันแข็งแกร่ง
“ยืนขวางทางข้าอยู่นะ”
“เ้าฮาฟเอลฟ์ตัวน้อย!”
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างสั่นสะท้าน บางคนหดตัวลงด้วยความกลัว บางคนรีบเบี่ยงตัวเดินเข้าไปยังวิหารอย่างรวดเร็ว
แม้แต่พวกที่เคยยืนชี้นิ้วซุบซิบโอดินเมื่อครู่ ทั้งหมดนี้ก็พลันหายวับไปราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น
โอดินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง
“โอ้? น่าสนใจ!”
แล้วก็พบกับร่างของบุรุษที่สูงเกือบสองเมตรครึ่ง ผิวกายของเขาเป็สีแดงเข้มคล้ายเนื้อหมูสดทั่วร่าง สลักด้วยลวดลายที่ส่องแสงจางๆออกมาในบางจังหวะ กล้ามเนื้อที่บวมเป่งแน่นตึงเผยให้เห็นถึงพละกำลังที่มหาศาล
ใบหน้าของเขาดุดัน หน้าผากมีเขาเล็กๆสองข้างงอกออกมาเหมือนสัตว์อสูรโบราณ
และที่เด่นชัดที่สุดคือฟันล่างของเขาที่มีเขี้ยวแหลมแทงพ้นริมฝีปากขึ้นมาอย่างชัดเจน
สิ่งมีชีวิตตรงหน้านี้คือครึ่งโอเกอร์ ลูกครึ่งระหว่างมนุษย์กับเผ่าพันธุ์โอเกอร์ซึ่งเป็ั์ในตำนานที่ขึ้นชื่อเื่พละกำลังไร้เทียมทาน
การจะพบเห็นลูกครึ่งโอเกอร์นั้นถือเป็เื่ที่หาได้ยากนัก เพราะการผสมข้ามเผ่าระหว่างมนุษย์กับโอเกอร์นั้นไม่ใช่เื่ที่ธรรมชาติจะยอมรับได้ง่ายๆ แต่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าโอดินในตอนนี้ คือสิ่งยืนยันว่าความเป็ไปได้ยังคงมีอยู่
“ลูกครึ่งั์โอเกอร์เหรอ?!”
“โอ้โห ไม่ค่อยได้เห็นเลยนะ”
“ตัวใหญ่มาก.. นี่ถ้าซัดกันจริงๆ ไอ้ฮาฟเอลฟ์นั่นคงกระเด็นหายไปเลยมั้ง?”
ท่ามกลางความหวาดกลัวของผู้คน โอดินกลับไม่หวาดหวั่นเลยซักนิด สายตาสีเงินของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงเย็นเยียบที่เจือกลิ่นอายของการท้าทาย และสิ่งนั้นก็ทำให้ลูกครึ่งโอเกอร์คนนั้นต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ก่อนที่เขาจะระบายยิ้มแสยะ เผยให้เห็นคมเขี้ยวที่วาววับ
“หึ? ชักถูกใจแล้วสิไอ้บ้าหูยาวนี่!”