“ศิลาผนึกเทพมี 5 ชิ้น มันคือสิ่งที่พระเ้าที่แท้จริงทิ้งเอาไว้ มันคือความลับของความเป็พระเ้าที่หลงเหลืออยู่ของมหาจักรวาล ขอบเขตพลังของมันเหนือจิตนาการ ข้าได้มันมา 4 ชิ้น แต่ชิ้นที่ 5 ข้าไม่อาจจะหามันได้ เพราะเวลาของข้าหมดลง และข้าได้พ่ายแพ้ เพื่อพลังนี้ ข้ามีศัตรูมากเกินไป” จ้าวหมื่นมารนิ่งสักพักแล้วพูดต่อ “ศิลาทั้ง 5 ชิ้นต่างมีพลังของตัวเอง”
“ชิ้นที่หนึ่ง ศิลาิญญาและความตาย ทำให้ผู้สื่อสาร ควบคุมและชี้นำดวงิญญาได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของดวงิญญา ทั้งของผู้ควบคุณศิลาและผู้ถูกควบคุม เมื่อใช้คู่กับศิลาผู้สร้างสามารถชุบชีวิตคนและเทพได้”
“ชิ้นที่สอง ศิลาเวลาและมิติ ควบคุมการไหลของเวลาและการเดินทางในมหาจักรวาล ระยะทางและของเขตขึ้นอยู่กับพลังของผู้ใช้ หากใช้คู่กับศิลาิญญา สามารถย้อนอดีตได้โดยร่างิญญาและกายเนื้อ หากใช้คู่กับศิลาผู้สร้างจะเร่งการเติบโตของสิ่งมีชีวิตและย้อนวัยของสิ่งมีชีวิตได้”
“ชิ้นที่สาม ศิลาผู้สร้างและความอัศจรรย์ ใช้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ดั่งใจนึก ใช้คู่ศิลาิญญาสร้างสิ่งมีชีวิตประเภทต่างๆ ได้ ทั้งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ใช้คู่ศิลาพลังสร้างอาวุธวิเศษได้ หรือของวิเศษต่างๆ ได้มากมาย หากมีทั้ง 3 ศิลาพร้อมกัน สร้างเทพหรือสัตว์เทพได้”
“ชิ้นที่สี่ ศิลาปัญญาและความรู้ เข้าถึงทุกความรู้ของจักรวาลและสรรพสิ่ง แต่ขอบเขตการรับรู้อยู่เฉพาะพื้นที่ ที่ััและหยั่งรู้ความนึกคิด สามารถมองเห็นเนื้อแท้ความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของผู้คน สื่อสารกับสิ่งต่างๆ ทั่วจักรวาลโดยเข้าใจได้ทุกภาษา ใช่คู่กับศิลาพลัง รับรู้ปัญญาทั่วมหาจักรวาล ใช้คู่กับศิลามิติย้อนดูเื่ราวในอดีต ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ อารมณ์ที่แท้จริงของคนๆ นั้นได้ หากใช้คู่กัน 3 ชิ้นรับรู้ได้ทุกเื่ราวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไม่จำกัดเขต จนถึงยุคที่มีพระเ้าที่แท้จริงปรากฏ จึงเป็ที่สิ้นสุดขอบเขตของอำนาจของมัน”
“ชิ้นที่ห้า ศิลาพลังและธาตุทั้งห้า ผู้จะมีชีวิตเป็นิรันไม่แก่ อยู่ใน่วัยที่ดีที่สุดของตน ใช้พลังธาตุทั้งห้าได้โดยสมบูรณ์ แต่ความอัศจรรย์ที่แท้จริงจะปรากฏ ขึ้นอยู่กับความสามารถและศักยภาพของผู้ เช่น หากเป็เทพก็ใช้พลังได้แค่ระดับของตัวเองเกินไม่ได้ แต่ใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด หากเป็แค่จอมยุทธ์ก็ใช้พลังได้แต่ในเขตพลังของตัวเองไม่เกินนั้น สามารถใช้ร่วมกับศิลาอื่นๆ ได้ ทุกศิลาเสริมพลังได้อย่างไม่มีวันหมด นอกจากนั้นยังปลดปล่อยพลังห้าธาตุได้อย่างไร้จำกัด”
เฉียวเฟิงมองจ้าวหมื่นมารพบว่าจ้าวหมื่นมารสมบัติของพระเ้าถึง !!!4 ชิ้น เฉียวเฟิงพลางคิดถึงความยิ่งใหญ่ของหมื่นมารอย่างอดไม่ได้…
จ้าวหมื่นมารรู้ว่าเฉียวเฟิงคิดอะไร ได้แต่ยิ้มก่อนจะพูดว่า “สมบัติของพระเ้าแม้ยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีเพียงห้าศิลาผนึกเทพ ชิ้นอื่นๆ ก็มีความสามารถไม่แพ้กัน หากแต่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีเพียงห้าศิลาผนึกเท่านั้นที่มีพลังของพระเ้าที่สมบูรณ์”
“แต่ก็ต้องมีครบทั้งห้าชิ้นพร้อมกันเท่านั้น ทั้งมหาจักรวาลจึงไร้ผู้ต้าน แต่หากมีไม่ครบ...ยิ่งมากเท่าไหร่ เทพ อสูร ั มาร และผู้คนทั้งหลายก็ต่างรังเกียจเ้าเฉกเช่นข้า “
“หากวันหนึ่งเ้าคิดสิ่งนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือ อย่าให้ผู้ใดรู้ว่าเ้ามีมัน และถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่ง ศิลาปัญญาและความรู้คือสิ่งที่เ้าต้องมีเป็อันดับแรก มันอาจจะไม่ได้มีพลังมากที่สุดแต่มันช่วยให้เ้าเข้าใจผู้คน แยกแยะมิตรและศัตรูได้เป็อย่างดี และเพราะข้ามันได้ ข้าจึงไม่ต้องทำผิดต่อใครอีก” จ้าวหมื่นมารพูดราวกับรู้ว่าเฉียวเฟิงวันหนึ่งจะต้องเกี่ยวของกับเหล่าศิลาเหล่านี้
“เอาละ...เราต้องเข้าเื่กันเสียที… ข้ามีความปรารถนาและความปรารถนานี้มีแต่เ้าเท่านั้นที่จะทำได้ สี่คน มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ข้าติดค้าง ข้าปรารถนาให้เ้าทำสิ่งเหล่านี้แทนข้า
หนึ่งมารดาที่ไร้หัวใจที่ทิ้งข้าไปโปรดดูแลนางให้นางได้ใช้ชีวิตที่ดีและมีความสุขนิจนิรันดร์
สองยอดหญิงงาม อาจารย์หญิงที่แสนโง่และใจร้าย เ้าจงปกป้องนางด้วยชีวิตของเ้าและจงทำทุกสิ่งเพื่อให้นางมีความสุข
สามภรรยาของข้า สตรีเ้าอุบายใจทมิฬ แม้เ้าจะไม่ทำอะไรนาง นางก็จะมาหาเ้า จงทำดีกับนางแทนข้า อยากโกรธนาง อย่าต่อว่านาง ไม่ว่านางจะทำผิดอะไรต่อเ้าก็ตาม เพราะไม่อย่างนั้นเ้าจะเสียใจไปชั่วชีวิตเช่นข้า เพราะนางยอมผิดต่อคนทั้งโลกเพื่อข้า
สุดท้ายชายชราลามกที่ช่างอ่อนต่อโลก เขาทำเพื่อข้า เสียสละเพื่อข้า และมีชะตาชีวิตที่โศกเศร้า จงมีพลังที่ยิ่งใหญ่และทำความฝันของชายชราให้เป็จริง”
“…ทำไมข้าต้องทำ” เฉียวเฟิงถามอย่างสงสัยเพราะภาระนี้ไม่ง่ายเลย และจ้าวหมื่นมารเองก็ดูน่าจะทำสิ่งต่างๆ เ่าั้ไปแล้ว
“ข้าจะพูดอีกครั้งเพราะเ้าคือข้า เพราะข้าคือเ้า” เฉียวเฟิงมักสับสนเพราะคำๆ นี้อยู่เสมอ เหมือนรู้ว่ามันมีความหมายอะไร แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะตอนนี้เขาและจ้าวหมื่นมารก็อยู่ด้วยกัน จะว่าตัวเองคือจ้าวหมื่นมารเลยนั่นก็ดูจะไม่น่าใช่ เขาเป็คนธรรมดาไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร หรือเขาเป็คนที่เ้าหมื่นมารสนใจ จะใช่ร่างกายและเอาิญญามาสิงสู่ก็ดูจะเป็ไปได้
แต่จ้าวหมื่นมารจะทำอะไรให้ยุ่งยากไปทำไมถ้าเป็แบบนั้น เขาเป็คนธรรมดาของโลกใบนี้ ต่างกับจ้าวหมื่นมารที่ทำสิ่งอัศจรรย์ได้ “ถ้าตอนนั้นข้าไม่ช่วยเ้าและเ้าตาย เ้าจะไปเกิดเป็เด็กคนนั้น” จ้าวหมื่นมารชี้ไปที่เด็กน้อยที่เต็มไปด้วยผ้าผันแผล
เฉียวเฟิงตลึงเหงื่อซึมทั่วร่างทันทีตอนนี้สิ่งต่างๆ เริ่มกระจ่างแก่ใจแล้ว ทุกอย่างที่ดูติดขัดในห้วงความคิด เฉียวเฟิงเข้าใจหมดสิ้นในคำพูดไม่กี่คำของจ้าวหมื่นมาร
“เมื่อข้าพลังศิลาได้ 4 ชิ้น ข้าก็ตัดสินใจใช้พลังนี้ทิ้งกายที่ทรุดโทรมเดินทางมาที่นี้ ที่นั่น ในห้วงมิติและกาลเวลาที่ข้าจากมา ข้ากำลังจะตาย ทวยเทพจากหมื่นจักรวาลรายล้อมรอบข้า เพื่อหมายสังหาร ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘พระเ้า’ เกลียดข้าจากก้นบึ้งหัวใจ” จ้าวหมื่นมารแสดงภาพจากความทรงจำ มันช่างยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ
ในภาพนั้น...มีสิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งสำหรับเฉียวเฟิง ในอ้อมกอดของจ้าวหมื่นมาร ทามกลางเทพมารนับอนันต์ ในมหาศึกแห่งเทพมาร กลับมีสตรีที่งดงามอยู่ในอ้อมกอดของเ้าหมื่นมาร
และผู้หญิงคนนั้นคือ!!!
ยอดหญิงงามอันดับหนึ่ง หากแต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากภาพที่เฉียวเฟิงเคยพบเห็นคือ ณ ตอนนี้เส้นผมของนางที่เคยเป็สีดำสนิทแต่…
ยอดหญิงงามในอ้อมกอดของจ้าวหมื่นมารกลับมีเส้นผมสีแดงเพลิง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังงดงามเช่นเดิม ริมฝีปากของนางมีเืสีทองอยู่ นอกจากนั้นรอบกายยังปรากฏรัศมี นั้นแสดงว่านางเป็ทวยเทพแล้ว… ในเกมสังหารเทพอนันต์ภพลักษณะเช่นนี้คือเทพชั้นสูง