“ข้าชื่อเยี่ยซางพี่สาวสี่หลินจริงจังเกินไปแล้ว” หลังจากได้ยินคำขอโทษของหลินเฉี่ยวเยี่ยซางก็รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ต้องพูดแล้วมาดื่มกันเถิด” เมื่อเห็นความขัดแย้งระหว่างหลินเฉี่ยวกับเยี่ยซางคลี่คลายลงแล้วหยางเซินก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลังทั้งสี่คนยกเหล้าดื่มจางจงเสวียนก็สำลักออกมา “นี่มันเหล้าอะไร? รสชาติดีนะ แต่ฤทธิ์แรงเกินไปไม่น้อย”
หยางเซินและคนอื่นๆก็ดูหน้าแดงไปด้วยเช่นกัน
“ท่านอาในหมู่บ้านของข้าเป็คนทำให้”เยี่ยซางดื่มเหล้าเข้าไปอึกใหญ่ราวกับดื่มน้ำเปล่าก็ไม่ปาน
“เยี่ยซางเ้ายังไม่ได้กินข้าวใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนร้านกันก่อนเถิดหลังจากเ้าอิ่มแล้ว พวกเราค่อยออกเดินทาง” หยางเซินกล่าวอย่างรีบร้อนเล็กน้อย
“ไม่ต้องหรอกพี่ใหญ่หยาง เรารีบไปหาอูเจียวกันก่อนเถิด” เยี่ยซางกล่าว
“เช่นนั้นต้องรบกวนน้องเยี่ยซางแล้ว”หยางเซินพยักหน้า
หลังออกจากโรงน้ำชาแล้วหยางเซินและคนอื่นๆ ก็นำสัตว์ร้ายที่ฝึกจนเชื่องของตนเองออกมา แต่เยี่ยซางยังไม่มีทั้งเสือดาวของเขาก็ถูกอูเจียวกินไปแล้ว
“น้องเยี่ยซางเ้าจะมากับพี่สาวหรือไม่?” หลินเฉี่ยวถามด้วยรอยยิ้ม
เยี่ยซางหน้าแดงระเรื่อเขาไม่เคยพูดคุยกับผู้หญิงในระยะใกล้มาก่อน นับประสาอะไรกับการขึ้นสัตว์ขี่ไปด้วยกัน
“น้องสี่หยุดแกล้งน้องเยี่ยซางได้แล้วเ้ามากับข้าเถิด” ตู้ชงโบกมือให้เยี่ยซาง
จากนั้นเยี่ยซางก็ะโขึ้นไปบนสิงโตของตู้ชง
เด็กหนุ่มชี้ทางให้พวกเขาแล้วทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางอย่างรวดเร็ว
หลังจากได้พูดคุยกันเยี่ยซางก็ได้รู้ว่าทั้งสี่เป็คนของนครชื่อเหยียนพวกเขามีตำแหน่งเป็หัวหน้าองครักษ์ของรองเ้านครชื่อเหยียนโดยครั้งนี้พวกเขา้าถุงน้ำดีของอูเจียว
“น้องเยี่ยซางหากเ้ามีปัญหาอะไรที่นครชื่อเหยียนเ้าไปยังคฤหาสน์ของรองเ้านครเพื่อพบพวกเราได้ พวกเราช่วยเ้าแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆได้นะ” ตู้ชงกล่าวด้วยความรู้สึกชื่นชมเยี่ยซาง
“ขอบคุณพี่รองตู้”เยี่ยซางไม่ปฏิเสธความใจดีของตู้ชง
การเคลื่อนไหวของสิงโตนั้นเร็วมากภายในหนึ่งวันครึ่ง พวกเขาก็มาถึงจุดที่เยี่ยซางถูกอูเจียวโจมตีแล้ว
“น้องสามเ้าไปนำทางข้างหน้า เยี่ยซางเ้าควรอยู่ที่นี่” หยางเซินกล่าวพลางมองไปที่จางจงเสวียนหลังพบร่องรอยของอูเจียว
เยี่ยซางพยักหน้าเด็กหนุ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่เื่ที่เขาจะสามารถเข้าไปยุ่งได้
หลังเยี่ยซางยกเหล้าขึ้นดื่มอึกสองอึกเขาก็ไปรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เพียงครู่เดียวพื้นดินก็มีเสียงดังโครมครามูเาสั่นะเืไปทั่ว เยี่ยซางรู้ว่าการต่อสู้เริ่มขึ้นแล้วอูเจียวนั้นตัวใหญ่มากเป็ไปไม่ได้ที่มันจะออกไปไหนไกล รังของมันคงอยู่แถวนี้
เสียงคำรามระคนเสียงต่อสู้กึกก้องดำเนินไปเป็เวลาสี่ชั่วยามเต็มก่อนที่จะจบลง
หลังการต่อสู้สิ้นสุด หลินเฉี่ยวก็เดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า“เราฆ่าสัตว์อสูรตัวนั้นแล้ว ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะอยู่ในระดับสอง”
“ท่านไม่ได้รับาเ็เลยหรือ?” เยี่ยซางถามขณะมองหลินเฉี่ยวที่เปื้อนเืไปทั้งตัว
“พี่รองมีหน้าที่ปิดทางเข้าถ้ำของอูเจียวเขาถูกหางของมันฟาดจนาเ็ เลยพักอยู่ที่นั่นครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็มาแล้ว”หลินเฉี่ยวกล่าว
ภายใต้การนำทางของหลินเฉี่ยวในที่สุดทั้งคู่เดินมาถึงเชิงผาใต้หน้าผานั้นร่างของอูเจียวยังคงสะบัดไปมา แต่หัวของมันโดนตัดออกครึ่งหนึ่งยามนี้มันจึงกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดโดยไม่รู้ตัว
ตู้ชงทรุดนั่งอยู่ด้านข้างแขนเสื้อข้างขวาของเขาขาดวิ่น เห็นชัดว่าเขาได้รับาเ็
เยี่ยซางเทเหล้าใส่ชามก่อนจะส่งให้ตู้ชง
“ฮ่าฮ่า ดีมาก”ตู้ชงหัวเราะ
ขณะที่เยี่ยซางและตู้ชงกำลังคุยกันอยู่หยางเซินก็ผ่าท้องของอูเจียว ไม่นานนักเขาก็นำถุงน้ำดีของมันออกมาจากนั้นจึงถอดเขี้ยวและเล็บรวมถึงเกล็ดบนคอซึ่งเป็สิ่งที่มีค่าที่สุดในร่างกายของเ้าสัตว์อสูร
“เก็บของเถิดอีกสักพักเราจะกลับเมืองกัน” หยางเซินกล่าว
“เสียดายเนื้อของอูเจียวตัวนี้”เยี่ยซางอยากจะกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อตามใครสักคนให้มาเอาเนื้อของอูเจียวกลับไปทว่าพวกเขายังต้องเดินทางต่ออีกหลายร้อยลี้ดังนั้นคงไม่เหมาะหากต้องทำให้หยางเซินและคนอื่นๆ เสียเวลา
“ตัดไปแค่สองสามชิ้น”หลินเฉี่ยวหยิบดาบแล้วตัดเนื้อบนร่างของอูเจียวออกมาสองสามชิ้น
หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่งพวกเขาก็เรียกสัตว์ขี่มา คราวนี้เยี่ยซางไปกับหยางเซินเนื่องจากตู้ชงแขนหักหนึ่งข้างเลยไม่สะดวกเท่าไรที่จะให้เยี่ยซางนั่งไปด้วย
สัตว์ร้ายทั้งสี่เป็สิงโตตัวใหญ่ทั้งทรงพลังและว่องไว ในไม่ช้าพวกเขาก็กลับมาถึงเมืองกู่หนาน
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมหยางเซินก็ช่วยเปิดห้องให้เยี่ยซาง แล้วทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เยี่ยซางผล็อยหลับสบายในคืนนั้นเขารู้ว่าเป็เื่ยากมากสำหรับตนเองหากจะเดินทางไปยังหุบเขาโอสถทั้งยังเหลือระยะทางอีกมากกว่าครึ่งจากนครชื่อเหยียนไปยังหุบเขาโอสถสำหรับทั้งสี่คนที่เหลือแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เล่าอะไรให้กับเยี่ยซางฟังมากนักแต่ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยซางได้ออกล่าสัตว์จำนวนมากเขาได้ฝึกฝนตนเองทำให้สามารถแยกแยะจิตสังหารและความเป็มิตรได้ซึ่งมันก็กลายเป็สัญชาตญาณของเขา
เยี่ยซางตื่นแต่เช้าตรู่เนื่องจากในโรงแรมไม่มีสนามต่อสู้ เขาจึงทำได้แต่ฝึกต่อยลมในห้องเท่านั้น
หลังจากเด็กหนุ่มอาบน้ำเสร็จและออกจากห้องเยี่ยซางก็พบว่าหยางเซินและคนอื่นๆ จัดการตัวเองกันเรียบร้อยแล้ว
“ตื่นแล้วหรือ? กินอะไรก่อนเถิด หลังจากนี้เราจะออกเดินทางกัน”หยางเซินกล่าวอย่างสงบท่าทางรีบร้อนของเขาลดลงไปหลังจากทำภารกิจล่าอูเจียวเสร็จสิ้น
“เช่นนั้นก็ได้”เยี่ยซางพยักหน้า
หลังจากการรับประทานอาหารทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางในที่สุด
เยี่ยซางยังคงนั่งบนหลังสิงโตของหยางเซิน
การฝึกสัตว์ร้ายให้เชื่องไม่ใช่เื่ง่ายไม่ว่าจะฝึกั้แ่มันอายุยังน้อยหรือทำให้มันยอมจำนนสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรจำนวนมากยอมตายเสียดีกว่าต้องยอมจำนน เช่นเดียวกับการฝึกสิงโตของหยางเซินพวกเขาได้รับมันมาจากการฝึกฝนโดยผู้ฝึกสัตว์ที่เลี้ยงพวกมันมาั้แ่เด็ก
การเคลื่อนไหวของสิงโตนั้นปราดเปรียวและมั่นคงระหว่างเดินทางพวกเขาทั้งห้าก็ได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเป็กันเอง
หลังจากพูดคุยกันได้ครู่หนึ่งเยี่ยซางจึงได้รับรู้เื่ราวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นนครชื่อเหยียนเป็พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหุบเขาโอสถเ้านครและรองเ้านครเป็ศิษย์าุโของทางหุบเขาโอสถซึ่งรับหน้าที่คอยดูแลนครชื่อเหยียนแทนหุบเขาโอสถ
เยี่ยซางไม่ได้ปิดบังเป้าหมายของตนเองเช่นกันว่าปลายทางของเขาคือการไปเข้าร่วมฝึกกับหุบเขาโอสถทีู่เาตานติ่ง
จากคำบอกเล่าของหยางเซินทำให้เยี่ยซางก็รู้ว่าตนเองไม่มีพื้นฐานการฝึกตนและเป็ไปได้ยากหากเขา้าเข้าร่วมกับหุบเขาโอสถหยางเซินยังกล่าวอีกว่า มันไม่ใช่เื่ดีที่เขาจะปล่อยให้เยี่ยซางกลับไปนครชื่อเหยียนแล้วตามหาพวกเขาในภายหลัง
สำหรับพื้นฐานการบ่มเพาะเยี่ยซางทำอะไรไม่ถูกสักเท่าไรพ่อเฒ่า้าให้เยี่ยซางเป็คนธรรมดาดังนั้นเขาจึงไม่ได้สอนให้เยี่ยซางฝึกตนเพิ่มพลังบ่มเพาะโดยการใช้ลมปราณมาก่อนอีกฝ่ายสอนเฉพาะท่าร่างเตะต่อยให้กับตนเองเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าเยี่ยซางไม่เคยฝึกตนบ่มเพาะพลังปราณมาก่อนหยางเซินจึงสอนเยี่ยซางถึงวิธีการรวบรวมและกักเก็บลมปราณเบื้องต้น
พวกเขาทั้งหมดเดินทางตอนกลางวันและพักผ่อนตอนกลางคืนเยี่ยซางใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนตามที่หยางเซินสอนการรวบรวมและกักเก็บให้กลายเป็ปราณภายในร่างเป็สิ่งที่ทำให้เยี่ยซางรู้สึกประหลาดใจเมื่อรู้สึกได้ถึงพลังปราณครั้งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็ราบรื่นเยี่ยซางสามารถรวบรวมปราณไปที่ตันเถียนได้ในที่สุด
“เ้าเป็ผู้ฝึกตนที่ดีจริงๆแม้ว่าจะเริ่มต้นช้ากว่าผู้ฝึกตนทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก”ระหว่างพักผ่อน ตู้ชงก็เอ่ยให้กำลังใจเยี่ยซาง
การเดินทางอย่างเร่งรีบเป็เื่ที่น่าเบื่ออย่างไรก็ตามหยางเซินและคนที่เหลือได้เล่าเื่ต่างๆ ให้เยี่ยซางฟังมากมาย ทำให้เขามีความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกมากขึ้น
ระหว่างทางพวกเขาผ่านูเาลำเนาไพรบางครั้งก็ได้พบสัตว์ร้ายและสัตว์อสูร แต่หยางเซินและคนอื่นๆก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดายทั้งมุมมองของหลินเฉี่ยวที่มีต่อเยี่ยซางก็ดีขึ้นมาก
พวกเขาต้องใช้เวลาเกือบยี่สิบวันกว่าจะถึงนครชื่อเหยียนในยามนี้ เยี่ยซางก็มีความก้าวหน้าเป็อย่างมาก แม้เขาจะไม่มีพื้นฐานใดๆแต่ก็ได้ฝึกฝนจนบรรลุขั้นสองของเลี่ยนชี่แล้ว
โดยผู้ฝึกตนจะแบ่งออกเป็หลายระดับตามรากฐานของพลังบ่มเพาะมีเจ็ดระดับได้แก่ เลี่ยนชี่ จวี้หยวน หนิงตัน เฟินเสิน เวิ่นซวี เฮ่าเทียนและเซิ่งจิ้ง หยางเซินเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่มีการบ่มเพาะในระดับจวี้หยวน
เช่นเดียวกันกับมนุษย์สัตว์อสูรก็ถูกแบ่งพลังปราณเป็เจ็ดระดับตามการบ่มเพาะเช่นกันอูเจียวเป็สัตว์อสูรที่มีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับสองเกือบจะถึงระดับสามแต่หากหยางเซินและคนอื่นๆ พบมันตามลำพัง พวกเขาก็เลือกที่จะหนีได้เพราะถ้าสัตว์อสูรกับมนุษย์มีระดับเท่ากันแล้วสัตว์อสูรจะเป็ฝั่งที่แข็งแกร่งกว่า
“พี่ใหญ่หยาง พี่รองตู้พี่สามจาง พี่สี่หลิน ขอบคุณพวกท่านมากที่คอยดูแลข้ามาตลอดทาง”หลังจากเข้ามาในนครชื่อเหยียน เยี่ยซางก็ไม่้ารบกวนคนอื่นอีก