ในอดตีตนานแสนนาน โลกแห่งนี้เคยเป็หนึ่งเดียวกันเรียกว่าดินแดนมนุษย์ แดนมนุษย์มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล เหนือดินแดนมนุษย์นั้นคือดินแดนแห่งทวยเทพชื่อของมันคือแดน์โลกแห่งนี้ถูกปกครองโดยเหล่าเทพจากเเดน์ โดยผู้ปกครองสูงสุดนั้นคือราชันย์เทพระดับพลังของราชันย์เทพนั้นลึกล้ำยากเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงโชคชตาถูกลิขิตโดยราชันย์เทพ
ต่อมา เทียนเฉิน มนุษย์แสนจะธรรมดาคนหนึ่งโชคชะตาของเขานั้นแสนโหดร้าย เขาผ่านเื่ราวโหดร้ายทารุณมามากมายจนเมื่อ เขาพยายามก้าวขึ้นสู้วิถีเเห่งเทพ ์ได้ลงทัณฑ์เขา โดยส่งทัณฑ์์ ลงมาหมายสังหารผู้ที่จะก้าวข้ามเข้าสู้วิถีเเห่งเทพจนสิ้น เคราะห์ดีภรรยาของเขาปกป้องเขาไว้เสียสละตนเองเพื่อช่วยเขาไว้จากทัณฑ์์ หลังจากภรรยาของเขาเสียชีวิต เขาจมอยู่กับความโศรกเศร้า กร่นด่าว่า์นั้นช่างโหดร้าย จากนั้นภายหลังเข้าได้รับกระบี่เล่มหนึ่งมาอย่างปริศนาพร้อมกับรับรู้ความจริงเกี่ยวกับโลกว่าโชคชตาทั้งหมดนั้นถูกควบคุมโดยราชันย์เทพ จากความโกรธแค้นในโชคชะตาอยู่แล้วนั้นเขาได้บุกขึ้นไปยังสวง์เพียงลำพัง เพียงหนึ่งกระบี่เริ่มากับเหล่าเทพเ้า หนึ่งประบี่สังหารมาร หนึ่งกระบี่ปะาเทพ เพียงหนึ่งกระบี่เท่านั้น
เเต่าที่ควรจะยาวนานกลับจบลงในคืนเดียว ราชันย์เทพถูกเขาสังการลงอย่างง่ายดาย ดินแดน์ถูกทำลายจนสิ้นแดนมนุษย์ถูกพลังของกระบี่ แยกออกเป็ 4 โลก หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครพบเห็นเขาอีกเลย ไม่มีใครรู้ ว่าเขาหายไปไหน แม้แต่ศิษย์ของเขาอย่างข้าเหลือไว้เพียงเเต่ข้อความที่เขาทิ้งไว้ให้ข้าเป็ครั้งสุดท้าย ราชันย์เทพผู้บงการโชคชตาของเหล่ามนุษย์แท้จริงก็คือนมุษย์อย่างพวกเราที่บรรลุระดับพลังที่ลึกล้ำยากเกินจินตนาการ โลกนี้นั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่ข้าจินตนาการยิ่งนัก
ด้วยระดับพลังฝึกตนของท่านอาจารย์ไม่มีทางสู้ราชันย์เทพได้อย่างแน่นอนสาเหตุที่ท่านเอาชนะ ราชันย์เทพได้นั้นน่าจะมาจากกระบี่เล่มนั้นของท่าน กระบี่ที่อยู่เหนือกว่ากฏเกณฑ์อยู่เหนือกว่าทุกสรรพสิ่งราวกับมันอยู่มาั้แ่จุดแรกเริ่มของทุกสรรพสิ่งข้ามั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่น่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งที่ที่ข้าไม่อาจจิตนาการถึงได้ หลังการจากไปของเขา ข้าได้พยายามค้นหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับมิติที่นอกเหนือจากดินเเดนแห่งนี้ แต่กลับไม่เคยพบเบาะแสะหรือเื่ราวอะไรเลยหลังจากข้าวิถีเเห่งเทพเเล้ว(์ล่มสลายทัณฑ์์หายไป)ข้าพยายามออกตามหา ณมิติด้านนอกแล้ว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดไม่มีสิ่งใดอยู่ด้านนอกนั้นเลย หากพยายามเดินทางออกไปมากเพียงใดสุดท้ายก็กลับมาที่เดิมจะต้องมีระดับพลังถึงเพียงใดจึงสามารถก้าวข้ามออกไปภายนอกได้ตัวข้านั้นยากที่จะจิตนาการ หากไม่ใช่เพราะข้อความที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้าคงไม่อาจล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่ที่นอกเหลือจากดินแดนแห่งนี้
หลังจากความล้มเหลวมาอย่างยาวนานข้าก็ล้มเลิกความคิดที่จะตามหาเขา หวังว่าซักวันเขาจะกลับมา ข้าจึงได้เฝ้าดูแลดินแดนมนุษย์ที่ถูกผ่าแบ่งออกจากกันนั้นอานุภาพของกระบี่นั้นช่างร้าจกาจเหลือเกินถึงขนาดผ่าแยกมิติออกจากกันได้อย่างถาวร ไม่แปลกใจที่ระดับพลังของมนุษย์เช่นท่านอาจารย์สามารถสังหารราชันย์เทพลงได้เพียงแค่กระบี่นั่นเล่มเดียว ถึงจะเป็แค่มนุษย์ธรรมดาก็คงสังหารราชันย์เทพได้อย่างง่ายดายน่าเสียดายที่ข้าไม่อาจรู้ชื่อของกระบี่เล่มนั้น ท่านอาจารย์เคยบอกชื่อของมัน ทั้งภาษาและสำเนียงนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ไม่อาจจะที่จะจดจำมันได้เป็สำเนียงที่มนุษย์ไม่อาจะพูดออกมาได้เลยด้วยซ้ำ ข้ายังแปลกใจที่ท่านอาจารย์พูดมันออกมาได้ยังไง
ดินแดนมนุษย์ฟื้นฟูมาจนถึงขั้นที่ทุกอย่างกลับมาปกติแล้วหลังจากนั้นข้าจึงได้ ผนึกแดน์ไว้เพื่อไม่ให้ ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาได้โดยซ่อนทางเข้าไว้ในโลกทั้ง 4 เมื่อใดที่มีทางเข้าแห่งหนึ่งเปิดทางเข้าอื่นอีก 3 แห่งก็จะเปิดออกด้วยเช่นกัน ทรัพย์สมบัติในแดน์นั้นมีมากมายแต่อันตรายนั้นมากยิ่งกว่าถึงเหล่าทวยเทพจะถูกสังหารจนสิ้นแต่ท่านอาจารย์มิได้ลงมือสังหารสัตว์อสูรเลยเพราะมิได้มีความเกลียดแค้นอันใดต่อกันนั่นเป็เหตุผลให้ที่นี่อันตรายเพราะสัตว์อสูรระดับเทวะ อันตรายจนเกินไปข้าจึงผนึกทั้งแดนนี้ไว้
“โลกทั้งสี่ กระบี่ที่สังหารเทพเ้าได้อย่างง่ายดาย และแดน์ที่มีทางเข้าออกอยู่ทั้งสี่โลก”
“แสดงว่าถ้าข้าหาทางเข้าเจอ ข้าจะสามารถกลับไปโลกของข้าได้ซิน่ะไม่ที่นั่นอันตรายมากเกินไป สัตว์อสูรระดับเทวะข้าไม่อาจจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของพวกมันได้”
หลังจากเด็กหนุ่มตื่นขึ้นก็พบว่าตัวเองนั้นนอนอยู่ในบ้านหลังหนึ่งดูเหมือนจะมีคนพาเขามาที่นี้แต่กลับไม่เห็นวี่แววของคนที่ว่านั้นอยู่เลย เด็กหนุ่มว่างมากจึงเอาตำราที่อยู่ในแหวนมิติออกมาอ่านฆ่าเวลาแต่ก็บังเอิญพบเจอกับเื่ที่น่าสนใจขึ้น เป็ความหวังเล็กๆว่าเขายังมีทางที่สามรถกลับไปยังโลกเดิมได้ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินตรงมาทางเด็กหนุ่ม
“โอ้เ้าฟื้นแล้วหรอ ข้าคิดว่าเ้าจะสลบไปซัก2ปีฮ่าๆ ๆ ๆ” ชายวัยกลางคนพูดอย่างตลบขบขัน ชายคนนี้คือคนที่เด็กหนุ่มเจอในป่านั่นเอง
“แล้วเ้าชื่อว่าอะไรเ้าหนุ่ม”ชายวัยกลางคนถามขึ้น
“ข้าชื่อว่าหลินเฟยขอบคุณมากท่านลุงที่ช่วยข้าไว้ ถึงข้าจะเป็แบบนี้เพราะท่านก็ตามที”
“หึ เ้าเด็กนี่ ช่างพูดต่อปากต่อคำยิ่งนักเด็กผู้ชายอะไรร่างกายอ่อนปวกเปียก ลุกขึ้นมาทานอหารได้แล้วข้าเตรียมส่วนของเ้าไว้ให้ด้วย”
“ขอบคุณท่านมาก แล้วท่านมีชื่อว่าอะไรรึท่านลุง”
“เรียกข้าว่า ลุงเชียวก็ได้”
หลังจากพูดจบหลินเฟยก็เดินตามหลังลุงเชียวออกระหว่างกินอาหารหลินเฟยถือโอกาศถามเื่ราวต่างๆของเมืองแห่งนี้จนได้ข้อมูลมาว่ามีสำนักฝึกวิชา อยู่ใกล้ๆ ชื่อว่า สำนักไผ่เขียว กำลังจะจัดการทดสอบรับศิษย์ใหม่อยู่พอดี เห็นหลินเฟยมีท่าทางสนใจ ลุงเชียวเลยบอกต่อว่า การรับศิษย์จะจัดในอีก7 วันข้างหน้า สถานที่คือสุสานกระบี่ถัดจากป่าหมอกเขียวนี่ไปพอสมควร
“เ้าสนใจจะเข้าร่วมการทดสอบอย่างงั้นเหรอ แต่อย่างเ้าจะไหวงั้นเหรอจากที่ข้าได้ยินมาการทดสอบของสำนักไผ่เขียวนั้นโหดร้ายอย่างมาก”
“ข้าแค่อยากลองเข้าไปลองดูแค่นั้นไม่ได้มีอะไรมากถ้าไม่ไหวก็แค่ถอนตัวออกมา” หลินเฟยพูดผ่านๆ
3 วันถัดมาหลังจากร่างกายหลินเฟยหายดีแล้วจากผลยาที่เขากินเข้าไป เขาจึงขอตัวลาเพือเดินทางไปยังสุสานกระบี่ ความจริงหลินเฟยไม่ได้้าเข้ารับบททดสอบแต่เพียงแค่หาที่ที่มีฟลังปราณเพื่อนที่จะได้ผื้นฟูพลังให้กับแหวนกลืนปราณต่างหากแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป หลังจากอยู่ด้วยกัน 3 วัน หลินเฟยและลุงเชียวก็สนิทกันมากขึ้นลุงเชียวเป็ห่วงหลินเฟยเพราะนี่ก็ผ่านมาแค่ 3 วันอาการาเ็ไม่น่าจะหายดีอะไร แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามหลินเฟยได้ได้แต่เดินตามมาส่งหน้าบ้านอย่างเป็ห่วง
“เ้าต้องระวัง ให้มากนะในป่ามีสัตว์ร้ายมากมาย เเละก็อย่าไปโดนใครเขายิงเข้าให้อีกละ ฮ่าๆๆๆ”
“ฮ่าๆๆ ขอรับข้าจะระวังให้มากๆ รักษาตัวด้วยนะท่านลุงไว้มีโอกาศข้าจะกลับมาเยี่ยม”
“เ้าก็ด้วยไม่ไหวก็อย่าฝืนล่ะ”
หลังจากล่ำลากับท่านลุงเชียว หลินเฟยก็เดินทางต่อไปในป่า หลังจากลับสายตาจึงได้นำเสื้อคลุมภูติราตรี ออกมาสวมใส่ร่างกายพลันอันตธารหายไปเหมือนไม่มีสิ่งใดคงอยู่มาั้แ่ต้น
“เยี่ยมเสื้อคลุมภูติราตรีใช้งานได้เหมือนในตำราบอกมาเยี่ยมจริงๆ ทีนี้ข้าก็ไม่ต้องคอยระวังสัตว์ร้ายแล้ว แต่หวังว่าข้าจะไม่หลงทาง”
หลินเฟยเดินทางต่อไปตามทางที่ลุงเชียวบอกมา เส้นทางในป่านั้นลึกลับอย่างมากถ้าไม่มีแผนที่ที่ลุงเชียวให้มาเขาคงหลงทางเป็แน่แต่ถึงมีแผนที่เส้นทางก็ยังซับซ้อนอยู่ดีเดินมาได้ซักพักหลินเฟยก็หยุดลงเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
“พอไม่มีพลังปราณร่างกายข้าก็อ่อนแอลงเหมือนคนธรรมดา เดินแค่หนึ่งชั่วยามก็ไม่ไหวแล้ว บ้าจริง แล้วอย่างนี้จะถึงตอนไหนเนี่ย”
หลินเฟยเดินทางต่อสลับกับพักหลังจากเวลาล่วงเลยไปถึง6 วันในที่สุดหลินเฟยก็เดินทางมาถึง สุสานกระบี่ การทดสอบนั้นเริ่มไปั้แ่เมื่อสองวันก่อนแล้วแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของหลินเฟย เขาไม่ได้มาเพื่อนเข้าร่วมการทดสอบอยู่แล้วเขามาที่นี่เพราะหวังว่าสถานที่แห่งนี้จะมีพลังปราณมากพอให้เขาฟื้นฟูแหวนกลืนปราณของเขาให้กลับมาใช้งานได้จากนั้นหลินเฟยพลันพลางตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ก้าวเดินเข้าสู้สุสานกระบี่โดยไม่มีผู้ใดด้านนอกรับรู้ถึงตัวตนของเขาเลย