
เครดิตภาพจาก https://rare-gallery.com
มารร้ายทั้งสิบตนแสยะยิ้มแล้วตะโกนอย่างพร้อมเพรียง ราวกับทหารหาญที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
"เพลิงทมิฬจงแผดเผาอริของข้า "
ถึงอากิเนะจะมองไม่ค่อยเห็นแต่หูยังทำงานอยู่ จึงรู้ว่าเหล่ามารร้ายร่างแยกคิดจะทำอะไร ในใจนึกปลงตกต่อโชคชะตา
"แย่แล้ว นี่มันเวทระเบิดตัวเอง แถมคราวนี้ยังใช้พร้อมกันถึง 10 ตน เราไม่รอดแน่"
แสงสว่างแรงกล้าแผ่มาจากมารร้ายร่างแยกทั้งหมด ไม่นานกายของอมนุษย์ก็ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณสิ่งที่ปรากฏลำดับถัดไปก็คือ.....เพลิงทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นมากะประมาณด้วยสายตา น่าจะสูงไม่ต่ำกว่า 50 เมตร
"ตูม........"
มารร้ายร่างต้นรีบถอยหนี เนื่องจากไฟนรกสีนิลกำลังขยายขอบเขตออกมาเพียงพริบตา ก็กินพื้นที่ไปถึง 30 เมตร
"เยี่ยม รุนแรงกว่าที่คิด แต่ยังไม่พอหรอก " มารร้ายยังไม่วางใจจึงกระโดดขึ้นไปลอยตัวอยู่กลางอากาศ พร้อมเปล่งออร่าสีดำที่รุนแรงออกมา
"เมเทโอ "
ลูกบอลพลังงานสีดำนับสิบแผ่กระจายออกมาจากมารร้าย ทุกลูกมีขนาดใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์เล็กน้อยแถมยังปรากฏไฟฟ้าไหลเวียน ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แต่อมนุษย์ไม่ยอมยืดเยื้อเพราะรู้ดีว่าถ้าอากิเนะตั้งหลักได้ ความตายจะกลายเป็นของมัน
"ทำลาย " สิ้นเสียงตะโกนของมารร้ายบอลพลังสีดำนับสิบก็พุ่งไปยังกองไฟทมิฬที่กำลังลุกโชน
"ตูม ตูม ตูม......."เกิดเสียงดังสนั่น ไม่ต่างลูกระเบิดปืนใหญ่และทุกครั้งที่บอลพลังงานผสานกับเพลิงอเวจี ไฟนรกก็จะกระพือแรงจนพุ่งสูงกว่าเดิม
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า......สำเร็จแล้วและนี่ก็ตรงกับสุภาษิตที่พวกมนุษย์ชอบพูดกัน นั่นก็คือ......ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย" มารร้ายหัวเราะร่า มันรู้สึกสาแก่ใจที่เป็นฝ่ายพลิกเกมแต่นั่นก็เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นเพราะสายตากลับประสบกับออร่าสีม่วงอมดำที่แรงกล้าอันปรากฏอยู่ตรงกึ่งกลางของเพลิงทมิฬ
"เดี๋ยวนะ ชักไม่เข้าทีแล้ว " มารร้ายสังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบเพ่งมองไปยังจุดเกิดเหตุทำให้ประจักษ์กับเจ้าของออร่าสีม่วงอมดำ นั่นก็คือ........อากิเนะ
"เฮ้ย.....มันยังไม่ตายแล้วยัยเด็กนั่นกำลังทำอะไร " มารร้ายตะโกนดัง พร้อมจ้องมองไปที่คู่กรณี จึงเห็นว่าอากิเนะเอี้ยวตัวเล็กน้อยสองมือประสานกัน แล้วเหวี่ยงไปข้างหลัง ท่าทางเหมือนคนที่กำลังจับดาบสองมือ
มารร้ายงงเป็นไก่ตาแตกเพราะท่วงท่าดังกล่าวดูไม่เหมือนคนที่กำลังทรมานในกองเพลิง แถมดวงตาของเด็กสาวก็แลเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว
"แปลกมาก ต้องเกิดเรื่องน่ากลัวแน่ๆ "
ในที่สุด การคาดเดาของมารร้ายก็เป็นจริงเมื่อออร่าสีม่วงอมดำที่ห่อหุ้มกายของเด็กสาวเริ่มกระพือแรงและขยายใหญ่ขึ้นทำให้เพลิงทมิฬที่รายล้อมรอบตัวถึงกับปลิวกระจาย พร้อมพลังที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ
"เฮ้ย.....พลังของยัยเด็กนั่นสูงขึ้นเรื่อยๆนี่มันเกินกว่ามารชั้นสูงหลายสิบตนรวมกันซะอีก บ้าน่า เป็นไปไม่ได้ "
.........................
เสี้ยววินาทีที่อากิเนะคิดว่าจะตายแน่ๆก็ดันเกิดเรื่องประหลาด ร่างกายพลันตื่นตัวกว่าปกติออร่าสีม่วงอมดำเปล่งประกายขึ้นมาเองราวกับว่ามันเป็นระบบป้องกันตัวอัตโนมัติที่ปรากฏในยามมีภัย มิหนำซ้ำยังมีเสียงหวานใสของหญิงสาวกระซิบที่ข้างหู มันเป็นกระแสที่เยือกเย็นและลึกลับในเวลาเดียวกัน
"จงประสานมือ แล้วเหวี่ยงไปข้างหลัง "
แม้เสียงดังกล่าวจะไพเราะและอ่อนหวานแต่ก็มีอำนาจบางอย่างที่สะกดให้อากิเนะรู้สึกเลื่อนลอยปิดท้ายด้วยการทำตามคำสั่งแบบไม่มีเงื่อนไขดวงตาจับจ้องมารร้ายที่ลอยอยู่กลางอากาศ
"จากนั้น ก็เพ่งมองเป้าหมายให้ดีๆ แล้วปล่อยท่าไม้ตายของเจ้าออกไป "
"ท่าไม้ตายของข้าหมายความว่าไง ข้ามีของแบบนั้นด้วยเหรอ "ถึงอากิเนะจะครองสติได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ยังสำนึกได้ว่าตนไม่มีกระบวนท่าแบบนั้นเพราะตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยฝึกอาวุธหรือการต่อสู้ใดๆเลย ทว่าเสียงปริศนาก็ไม่ยอมคืนตั๋ว
"ลองนึกดูให้ดีๆ สิ่งนั้นอยู่กับเจ้ามาอย่างยาวนานมันเป็นกระบวนท่าที่รุนแรงจนถึงขั้นถล่มฟ้า ทลายดินได้อย่างง่ายดาย "
ถึงจะได้รับคำขาดจากเสียงปริศนาแต่อากิเนะก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ขณะที่จะส่งกระแสจิตเถียงในหัวก็บังเกิดคำๆนึงขึ้นมา
"เฟอรัน "
หลังสิ้นคำนั้น อากิเนะก็รู้สึกถึงพลังที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างมากมายออร่าสีม่วงอมดำแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆจนผลักดันให้ไฟนรกถอยห่าง และในวินาทีดับจิตอากิเนะก็เหวี่ยงสองแขนออกไปข้างหน้าท่วงท่าดูคล้ายคลึงกับการตวัดดาบขนาดใหญ่ถึงเก้าส่วน ปากก็ตะโกนดัง
"เฟอฟารันคอสโม "
"ซูม......."
คลื่นพลังสีม่วงอมดำขนาดมหึมาพุ่งออกจากสองมือของอากิเนะความแรงของมันมีมากมายถึงขั้นสะท้อนเพลิงทมิฬและบอลพลังงานสีดำให้ปลิวกลับไปหาเจ้าของนั่นก็คือ......มารร้ายที่ลอยอยู่กลางอากาศ
"เฮ้ย.......แย่แล้ว "สิ่งเดียวที่มารร้ายกระทำได้คือร้องเสียงหลง พร้อมกับยกสองแขนขึ้นป้องกันร่างกายหวังให้บาดเจ็บน้อยที่สุด และนั่นคือภาพสุดท้ายที่อากิเนะเห็น เพราะอมนุษย์ได้ถูกคลื่นพลังขนาดยักษ์กลืนกินจนหายไปทั้งตัว
คลื่นพลังงานสีม่วงอมดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นก็ลอยไกลเป็นสายประดุจดังมังกรยักษ์ที่กำลังทะยานสู่สรวงสวรรค์ เพียงอึดใจเดียวกระแสของมันก็ลอยหายไปจนลับสายตา ทิ้งให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมสถานการณ์
อากิเนะยืนงงเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีท่าโจมตีที่รุนแรงระดับนี้ แต่สิ่งที่ควรสนใจจริงๆก็คือ.....มารร้ายที่หายไป
"ถึงจะเหลือเชื่อ แต่เราต้องให้ความสนใจกับอมนุษย์ตนนั้นก่อน ว่าแต่มันหายไปไหน"
อากิเนะเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หลายวาระไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงโอดโอยที่ดังอยู่ไม่ไกล
"โอย......"
เด็กสาวหันไปยังทิศทางที่เกิดเสียงแล้วลอยเข้าไปหา มันอยู่กลางซากปรักหักพัง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 20 เมตรเท่านั้นและพอไปถึง เธอก็พบกับ......มารร้ายตนนั้น
"อูย....."อมนุษย์ครวญเบาๆ สภาพยับเยิน ไม่ต่างจากสุนัขที่ถูกรถสิบล้อทับซักสิบหน มันนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเลือดสีดำโชกร่างที่เกือบเปลือย เพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ ขาดวิ่นจนเกือบหมดเส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แถมดวงตาเรียวเล็กก็เหมือนจะปิดมิปิดแหล่
แม้อากิเนะจะยังทึ่งกับพลังทำลายของกระบวนท่าแต่ก็ยังสลัดสิ่งที่อยู่ในใจไม่ได้ นั่นก็คือ.....
"ทีนี้เจ้าก็หมดฤทธิ์แล้ว บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าข้าคือใคร ทำแบบนี้ได้ยังไง "
มารร้ายดูอิดโรยและไม่มีทีท่าจะหมกเม็ดเหมือนที่ผ่านมาสีหน้าแฝงแววศิโรราบอย่างแท้จริง ถ้าให้พูดตามตรง มันดูหวาดกลัวเสียด้วยซ้ำปากคอสั่นเทา ราวกับได้เห็นมัจจุราชมาล้างผลาญชีวิต
"กะ....กลัวแล้ว ยะ....อย่าทะ....ทำข้าเลย ยะ....ยอมบอกทุกอย่างแล้ว"
นี่คือรีแอคชั่นที่อากิเนะคาดไม่ถึง แต่เธอก็ไม่ว่าอะไรเพราะมันทำให้เข้าใกล้ความจริง จึงตามติดด้วยการคาดคั้นเสียงแข็ง
"ในเมื่อยอมแพ้ ก็รีบบอกสิ่งที่ข้าอยากรู้มา "
มารร้ายดูลนลานเหลือประมาณถ้ามันยังขยับตัวได้ รับประกันว่าคลานหนีไปถึงสุดขอบโลกแน่ๆ แต่ด้วยสังขารที่ใกล้ตายจึงทำได้แค่แสดงสีหน้าหวาดกลัว พร้อมตอบเสียงสั่น
"ทะ....ท่านไม่ได้เป็นทายาทของเหล่าองครักษ์ตะ....แต่ทะ.....ท่านคือ...."
"คืออะไร รีบว่ามา " อากิเนะตะโกนดัง เพราะร้อนใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมเฉลยซักทีทันใดนั้นเอง มือของมารร้ายก็ยกขึ้นมา พร้อมเปล่งแสงสีดำ
"เฮ้ย......มือของข้าขยับไปเองอย่าทำแบบนั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจ " มารร้ายร้องบอกสุดเสียงแต่ตัวเองกลับปล่อยมนต์มรณะออกมา ทว่าอากิเนะก็เอี้ยวหลบได้อย่างหวุดหวิด
"นะ.....นี่เจ้าช่างเกินเยียวยาลอบกัดข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า " อากิเนะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะถึงเป็นเธอในตอนนี้แต่ถ้าโดนเวทนั้นเข้าไปเต็มๆ ก็น่าจะม้วยมรณา
"มะ.....ไม่นะ คะ....คราวนี้ ขะ...ข้าไม่ได้ทำ มะ....ไม่ใช่ฝีมือข้า " มารร้ายรีบแก้ตัวพัลวันและคราวนี้ดูเหมือนมันจะพูดความจริง เพราะสีหน้าฉายแววฉงนอย่างชัดเจน
"ไม่ต้องมาแก้ตัว ไอ้มารร้ายจอมสับปลับ เจ้ามันเชื่อไม่ได้ " พออากิเนะพูดจบออร่าสีม่วงอมดำก็พวยพุ่งจากร่างบาง รังสีอำมหิตแผ่กระจายไปโดยรอบนี่ยังไม่นับดวงตากลมโตที่เปล่งประกายเคียดแค้น
"ซะ.....ซวยแล้ว คะ.....คราวนี้ ไม่รอดนะ....แน่ " มารร้ายถึงทางตันเพราะร่างกายดันน่วมจนขยับไม่ได้ แถมอริยังเป็นผู้ที่ทรงพลังถึงขั้นเขย่าโลกและเมื่อเด็กสาวยกมือขวาที่เปล่งแสงขึ้นมา อมนุษย์ก็หลับตา
"ฉึก......."
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
