บทที่129
งานเลี้ยงตระกูลซูใกล้เข้ามาถึง
ยามสายของวันในนครหลวงเหยียนจิงแสงแดดอบอุ่นส่องลงมากระทบหลังคาและยอดไม้ของเรือนต่าง ๆ ภายในเมืองหลวงบรรยากาศสงบงาม ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายต่างจากความวุ่นวายที่มักเกิดขึ้นในยามค่ำคืนโดยสิ้นเชิง
ภายในจวนเหยียนหลงอ๋อง บริเวณสวนดอกไม้ของพระชายาเอกกลิ่นหอมอ่อนของบุปผานานาพันธุ์ลอยฟุ้งตามกระแสลมต้นหลิวต้นหนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางสวนพุ่มใบพลิ้วไหวราวกับม่านเขียวอ่อนที่โอบล้อมศาลาเล็ก ๆ ไว้อย่างเงียบงาม
ภายในศาลาหลังนั้นมีสตรีสองนางนั่งอยู่ด้วยกันไป๋ซือเหนียงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นั่งอยู่ตรงข้ามกับซูเหม่ยหรูที่สวมอาภรณ์สีฟ้าสดใสทั้งสองนั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านกิ่งหลิวลงมาสะท้อนเงาบนพื้นศาลาเบา ๆ
ไม่ไกลออกไปนัก เถาเถาเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นอยู่กลางสวนอย่างสนุกสนานเด็กหญิงวิ่งไล่จับผีเสื้อที่บินว่อนเหนือดอกไม้ราวกับกำลังวิ่งไล่คว้าความฝันภาพของเด็กน้อยในชุดสีอ่อนที่หัวเราะคิกคักอย่างไร้เดียงสานั้นทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที
ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามซูเหม่ยหรูเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูขณะทอดมองไปยังไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“เอาล่ะ ๆอีกไม่นานก็จะถึงวันจัดงานของท่านแม่ข้าแล้วนะ ท่านป้าไปด้วยเ... เช่นนั้นเจ้าและเถาเถาก็เดินทางไปพร้อมกันกับท่านป้าเลย”
น้ำเสียงของซูเหม่ยหรูฟังดูสดใสและเป็นกันเองนางพูดไปพลางมองไป๋ซือเหนียงด้วยสายตาแน่วแน่ เจตนาเต็มเปี่ยมด้วยไมตรีและไม่มีแม้แต่น้อยของความเป็นชนชั้นสูงที่เย่อหยิ่ง
ไป๋ซือเหนียงนั่งสงบนิ่งอยู่ภายในศาลาเล็กกลางสวนดวงตาสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดผ่านกิ่งหลิวลงมารำไร ขณะนั้นเองนางก็พลันนึกขึ้นได้ว่างานเลี้ยงของจวนตระกูลซูซึ่งใกล้จะมาถึงในเร็ววันนี้
งานเลี้ยงดังกล่าวจัดขึ้นโดยฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลซูมารดาโดยสายเลือดของซูเหม่ยหรู
ตระกูลซูถือเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมั่นคงในราชสำนักมีขุนนางอยู่ในตำแหน่งสำคัญหลายคนโดยเฉพาะผู้นำตระกูลที่ดำรงตำแหน่งสูงในราชสำนักอย่างมั่นคง และนอกเหนือจากนั้นพระชายาเอกของเหยียนหลงอ๋องเองก็เป็นสตรีที่มีสายเลือดแห่งตระกูลซูนี่จึงยิ่งตอกย้ำว่าอิทธิพลของตระกูลซูนั้นสูงส่งเพียงใดในหมู่ขุนนาง
แน่นอนว่างานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยตระกูลระดับนี้ย่อมต้องมีผู้คนมากมายให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างแน่นอน
"อืม...ครั้งนี้มีผู้ใดไปบ้าง?" ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน
ซูเหม่ยหรูถอนหายใจเบา ๆดวงตาคู่งามหรี่นิดหนึ่งก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงปนเบื่อหน่าย
"ก็พวกสตรีชนชั้นสูงนั่นแหละข้าเองก็ยังไม่รู้จะดีใจหรือเศร้าดีที่ต้องไป"
นางยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบก่อนจะวางลงเบา ๆ แล้วเอ่ยต่อพลางบ่นเล็กน้อย "งานของสตรีเช่นนี้จะมีบุรุษที่ใดให้ความสนใจกัน...ต่อให้มารดาของข้าเป็นฮูหยินของใต้เท้าใหญ่ในราชสำนักแต่ก็คงมิอาจลากพวกขุนนางทั้งหลายให้หยุดงานมาเข้าร่วมได้หรอก"
ไป๋ซือเหนียงฟังแล้วก็พยักหน้าเบา ๆด้วยความเข้าใจ สตรีในจวนย่อมรู้ดีว่างานเลี้ยงเช่นนี้ก็มิได้แตกต่างไปจากงานเลี้ยงน้ำชาที่เหล่าสตรีชนชั้นสูงจัดขึ้นตามธรรมเนียมทั่วไปเพียงแต่ครั้งนี้เจ้าภาพเป็นฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลซู ซึ่งย่อมไม่ธรรมดา
แน่นอนว่าเหล่าขุนนางมิได้มาร่วมงานด้วยตนเองแต่ภรรยาและบุตรีของพวกเขาย่อมต้องได้รับคำสั่งให้ออกหน้าเดินทางมาแทนตน
ในหมู่ของสตรีชนชั้นสูงแล้วงานเลี้ยงที่จัดโดยตระกูลซูถือว่าเป็นงานใหญ่ที่ไม่อาจมองข้าม ทั้งเพื่อรักษาน้ำใจทั้งเพื่อรักษาหน้าตา
“ต้องมีของขวัญหรือไม่?”ไป๋ซือเหนียงเอ่ยถามขึ้นอย่างเรียบเรื่อย พลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเล็กด้านข้างอย่างเงียบงัน
เมื่อเอ่ยถึงว่าเป็นงานฉลองวันเกิดแน่นอนว่าโดยธรรมเนียมย่อมต้องมีของขวัญติดมือไปด้วย
ทว่าซูเหม่ยหรูกลับโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มผ่อนคลายว่า
“ไม่ต้องหรอกไม่ต้องเลย ท่านป้าข้าคงจัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วแน่ๆเจ้าไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องพิธีการพวกนี้ ขนาดข้ายังไม่อยากยุ่งเลย”
ไป๋ซือเหนียงฟังแล้วก็คล้ายจะนึกขึ้นได้ว่านางลืมไปเสียสนิทว่าสถานที่ที่กำลังจะไปนั้นเป็นจวนของตระกูลซูตระกูลขุนนางใหญ่อันทรงอิทธิพลในนครหลวง เช่นนั้นย่อมมีข้ารับใช้มากมายคอยจัดการสิ่งของและพิธีการแทนนางอยู่แล้วจะต้องให้นางกังวลไปถึงขั้นเตรียมของขวัญด้วยตนเองไปเพื่ออะไร
เมื่อสนทนาเรื่องที่ดูจะเป็นทางการจบลงบรรยากาศก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเบาบาง
ซูเหม่ยหรูคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ดวงตาของนางสว่างวาบขึ้นทันทีราวกับพบเรื่องสนุกนางหันมามองเพื่อนสนิทตรงหน้าแล้วเอ่ยอย่างเย้าแหย่ “เอ๋ จริงสิ!ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อน เจ้านอนห้องเดียวกับเหยียนไป๋เฉินหรือ?”
ไป๋ซือเหนียงที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบถึงกับชะงักเล็กน้อยก่อนจะวางถ้วยลงช้าๆดวงตาสงบนิ่งจับจ้องไปยังอีกฝ่าย พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา
“หื้ม? เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ซูเหม่ยหรูหัวเราะร่วนสีหน้าเต็มไปด้วยความขี้เล่น “ฮ่าๆๆข้ามีหูตามากมายจะตาย จะไปรู้อะไรก็ไม่แปลกนักหรอก”
นางพูดพลางยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้แตะที่ข้างดวงตาทั้งสองข้างเป็นเชิงว่าตนเองมีเครือข่ายข่าวสารมากมายเกินกว่าที่ไป๋ซือเหนียงจะคาดคิดสีหน้าแสดงออกอย่างภาคภูมิในความสามารถของตนเองอย่างยิ่ง
ไป๋ซือเหนียงยังคงนั่งนิ่งสีหน้าเรียบสงบไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยนางยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนจะเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดไม่ใช่หรือ?”
คำพูดของนางไม่ได้มีแววปิดบังใด ๆเพราะตามความเข้าใจของผู้คนในจวนเหยียนหลงอ๋องต่างก็ล้วนเห็นว่าตนเองกับเหยียนไป๋เฉินเป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว การนอนร่วมห้องร่วมหอกันจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดธรรมเนียม หรือควรให้ใครตื่นตกใจ
ซูเหม่ยหรูพยักหน้าหงึก ๆอย่างเห็นพ้อง ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายวิบวับอย่างอดไม่ได้นางเอนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เอามือยันโต๊ะเล็กแล้วพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“แน่นอนว่าย่อมไม่แปลกว่าแต่... เป็นอย่างไร? เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ!”
ไป๋ซือเหนียงเหลือบมองอีกฝ่ายมุมปากคลี่ยิ้มเล็กน้อยด้วยท่าทีกึ่งล้อเลียน
“อยากฟังหรือ?”
ซูเหม่ยหรูพยักหน้าถี่ดวงตาทอประกายอยากรู้อยากเห็นจนแทบจะกระโจนเข้ามานั่งเบียด
ทว่าไป๋ซือเหนียงกลับเอ่ยตอบเรียบ ๆพร้อมจิบชาอีกคำ
“เจ้าก็ออกเรือนกับบุรุษสักคนสิเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”
คำตอบนั้นทำเอาซูเหม่ยหรูถึงกับสะอึกใบหน้าขาวเนียนเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางฮึดฮัดพลางแสดงท่าทีขัดเคืองเหมือนกำลังจะลุกขึ้นมาเอาเรื่องกับไป๋ซือเหนียงเสียเดี๋ยวนั้น
ทว่าในขณะเดียวกันไป๋ซือเหนียงกลับเหลือบสายตาไปมองด้านหลังของซูเหม่ยหรู ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบแต่แฝงแววขำขันบางเบา
ซูเหม่ยหรูที่สัมผัสได้ถึงสายตานั้นก็พลันรู้สึกผิดปกตินางหันขวับกลับไปด้านหลังอย่างไม่คาดคิด แล้วก็ต้องชะงักงันในทันที
ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดบริเวณด้านหลังของนางมีบุรุษในอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่งยืนไขว้มืออยู่ใต้ต้นหลิวดวงตาคมลึกเย็นสงบกำลังจ้องมองมาที่ตนเองราวกับเงาเงียบงันในยามเช้า
บุรุษผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นเหยียนไป๋เฉิน
ซูเหม่ยหรูถึงกับสะดุ้งสำลักอากาศเล็กน้อยใบหน้าแดงซ่านทันตา นางรีบเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วนก่อนจะเปล่งเสียงกลบเกลื่อนออกมาเสียงสูง
“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใดกัน!”
เหยียนไป๋เฉินไม่ตอบคำดวงตาเรียบนิ่งของเขายังคงมองนางอยู่ ไม่ขยับแม้แต่ปลายเส้นผม
ยิ่งเห็นดังนั้นซูเหม่ยหรูก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก นางรีบลุกขึ้นยืนก่อนจะตะโกนเรียกเสียงดัง
“เถาๆ!ท่านน้าจะไปวิ่งเล่นด้วย!”
สิ้นเสียงเรียก นางก็รีบสาวเท้าวิ่งออกจากศาลาไปราวกับลมพัดตามเงาของเด็กน้อยในสวนดอกไม้ ทิ้งไว้เพียงภาพหลังไว้อย่างรวดเร็ว
ไป๋ซือเหนียงมองตามแผ่นหลังของซูเหม่ยหรูที่ลับหายไปจากศาลาก่อนจะเผยรอยยิ้มบางที่มุมปากแล้วก็หัวเราะแผ่วเบาในลำคอ