บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพชิงหลงยามเช้านั้นเงียบสงบ ทว่าในใจของเ้าของจวนกลับเต็มไปด้วยพายุแห่งความสับสน แม่ทัพชิงหลง ยืนตระหง่านอยู่กลางลานฝึก สายตาคมกริบทอดมองไปยังร่างกลมป้อมของแมวน้อยขนฟูสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนม้านั่งหินอ่อน
‘ไป่เซ่อ... เ้าเป็ใครกันแน่?’ เขาตั้งคำถามในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประโยคที่เขาแอบได้ยินนางครุ่นคิดเมื่อวันก่อนยังคงดังก้องอยู่ในหัว ราวกับเป็ปริศนาที่ไร้คำตอบ
“ถ้านางตายจากร่างแมวแล้วจะต้องไปอยู่ในร่างมู่เทียนเทียน” คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร? จิติญญาสลับร่าง? หรือว่าแมวท่าทางซื่อบื้อตัวนี้จะเป็ปีศาจจำแลงกายมาจริงๆ?
ชิงหลงไม่ใช่คนงมงาย เขาเป็นักรบที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับไม่ถ้วน ความจริงต้องพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน เขาจึงสั่งให้คนไปสืบหาที่มาของแมวตัวนี้อย่างละเอียด ทว่าข้อมูลที่ได้กลับว่างเปล่า... ทุกอย่างดูปกติจนผิดสังเกต เขาได้สอบถามทั้งเหล่าทหารในสังกัด รวมถึง ‘ถังเป่า’ที่เป็เ้าของเดิมของมัน
ทุกคนพูดเป็เสียงเดียวกันว่า มันก็แค่แมวใกล้ตายที่ถูกขอมาเลี้ยงตัวหนึ่ง ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงประหลาด หรือเห็นความผิดปกติใดๆ
มีเพียงเขาคนเดียว... ที่ได้ยินเสียงนึกคิดของนาง
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงร้องเมี๊ยวๆ ของสัตว์เดรัจฉาน แต่มันคือเสียงหวานใส กังวาล และเต็มไปด้วยจริตจะก้านอย่างสตรีผู้มีชีวิตชีวา หากเขาไม่ได้เสียสติไปเอง ก็แสดงว่าเขากับนางมีพันธะบางอย่างที่เชื่อมถึงกัน หรือไม่... นางก็เลือกที่จะ ‘สื่อสาร’ กับเขาเพียงผู้เดียว
แม่ทัพหนุ่มลอบสังเกตพฤติกรรมของไป่เซ่ออย่างเงียบเชียบ เขาพยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุด เพราะเกรงว่าหากนางล่วงรู้ว่าเขาสามารถอ่านใจได้ นางอาจจะตระหนกจนหนีหายไป หรือขังความลับนั้นไว้ลึกกว่าเดิม ทว่ายิ่งเขาเฝ้ามอง ยิ่งเขาได้อยู่ใกล้ชิด ความรู้สึกประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
เขารู้สึก... มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ชีวิตของแม่ทัพผู้ครองความโสดและแบกภาระบ้านเมืองมาตลอด กลับดูสดใสขึ้นเพียงเพราะเสียงบ่นพึมพำในใจของแมวตัวหนึ่ง นับวันเขากับไป่เซ่อแทบจะกลายเป็เงาของกันและกัน ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด นางจะกระเตาะกระแตะตามไปเสมอ เว้นเพียงยามที่เขาต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้หรือมีราชการด่วนจริงๆ เท่านั้น
ขัดจังหวะรำกระบี่
บนลานฝึกกว้าง ชิงหลงเริ่มขยับกาย ร่ายรำกระบี่ท่าทางองอาจ เพลงกระบี่ของเขาทั้งดุดันและงดงามราวกับัที่พุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะวาดกระบี่ตัดอากาศ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโสตประสาท
“เมี๊ยว... เมี๊ยว?” (เอ๋... ทำไมหยางหยางหยุดรำกระบี่แล้วล่ะ? กำลังดูเพลินๆ เลย กล้ามแขนนั่นมันช่างดีต่อใจจริงๆ)
กึก!
กระบี่ในมือหนาชะงักค้างทันที ชิงหลงรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าเมื่อถูกแมวชมเื่ ‘กล้ามแขน’ เขาแสร้งทำเป็ปรับลมหายใจ ก่อนจะฝืนรำกระบี่ต่ออีกเพียงครู่หนึ่งเพื่อไม่ให้นางสงสัย จากนั้นจึงเดินไปพักที่ศาลาริมสระบัว หยิบน้ำชาขึ้นมาจิบระงับความประหม่า
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าเล็กๆ เร่งรีบมุ่งตรงมายังลานฝึก ชิงหลงหันไปมองก็พบกับร่างป้อมในชุดผ้าไหมชั้นเลิศ ‘หยางเทียนจง’ บุตรชายวัยห้าขวบของเขาเดินนำหน้ามา โดยมีองครักษ์คอยก้าวตามติดๆ
เทียนจงเป็เด็กชายที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียว ทั้งดวงตาสีดำสนิทที่ฉายแววเฉลียวฉลาด และเครื่องหน้าที่คมคายฉายแววความหล่อเหลาั้แ่เยาว์วัย เด็กน้อยหยุดยืนตรงหน้าบิดาแล้วประสานมือทำความเคารพอย่างสง่างาม
“คารวะท่านพ่อขอรับ”
“อืม... วันนี้เ้าเรียนเขียนอักษรเสร็จแล้วหรือไร ถึงได้มาวิ่งเล่นแถวนี้?” ชิงหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบขรึมตามฉบับบิดาผู้เข้มงวด
“วันนี้ท่านอาจารย์ไม่สบายขอลาหยุดหนึ่งวันขอรับ ข้าจึงอยากมาหา...” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนจะหันไปหาแมวสีขาวที่นอนหาวหวอดอยู่ “ไป่เซ่อ! ข้ามารับเ้าไปวิ่งเล่นกัน!”
ไป่เซ่อมมองเด็กน้อยด้วยแววตาเอ็นดู นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งพลาพิจารณาใบหน้าของเทียนจง
‘โถ่... พ่อหนูน้อย แก้มกลมเป็ซาลาเปาเลยนะ ท่าทางนอบน้อมเกินวัยแบบนี้ คงถูกท่านพ่อจอมเผด็จการเคี่ยวกรำมาหนักล่ะสิ ถ้าเป็ที่โลกเดิมของฉัน วัยนี้ต้องไปสวนสนุก กินไอศกรีม ไม่ใช่มานั่งเขียนอักษรจนหัวหมุนแบบนี้’
เสียงความคิดนั้นทำให้ชิงหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘โลกเดิม? สวนสนุก? ไอศกรีม? นางพูดถึงเื่อะไรกัน’
“เมี๊ยว... เมี๊ยว” (เด็กน้อย... วันนี้คงไม่ได้หรอกนะ ฉันมีภารกิจใหญ่หลวง ต้องตามท่านพ่อสุดหล่อของเ้าไปดูตัวกับยัยคุณหนูมู่เทียนเทียนที่โรงเตี๊ยมฟู่หลง ไว้วันหน้านะจ๊ะ)
ไป่เซ่อสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเป็การปฏิเสธ ชิงหลงเห็นท่าทางแสนงอนและคำพูดในใจของนางก็ลอบยิ้มที่มุมปาก เขาหันไปหาบุตรชายที่ทำหน้าละห้อย
“วันนี้ข้ามีธุระ ต้องพาไป่เซ่อออกไปข้างนอกด้วย”
เทียนจงตาโตทันที แววตาแห่งความหวังประกายวาบ “ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ! ในเมื่อไป่เซ่อไปได้ ข้าก็น่าจะไปได้!”
ชิงหลงชะงักไปเล็กน้อย ใจหนึ่งก็สงสารลูกที่วันๆ อยู่แต่ในจวน แต่อีกใจหนึ่ง... เขาไม่อาจพาบุตรชายไปงานดูตัวได้ มู่เทียนเทียนเป็สตรีที่เอาแน่อะไรไม่ได้ และเขาไม่อยากให้เทียนจงต้องไปเกี่ยวข้องกับเื่วุ่นวายนี้
“ไม่ได้... ข้าไปทำงาน” ชิงหลงปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของลูกชายจนคอตก เขาก็ใจอ่อน
“แต่บิดาสัญญา จะซื้อถังหูลู่กับขนมที่เ้าชอบมาฝาก และคืนนี้... ข้าจะพาเ้าไปเดินเที่ยวงานเทศกาลโคมลอยด้วยกัน ดีหรือไม่?”
“จริงนะขอรับท่านพ่อ!” เทียนจงะโตัวลอย ความเศร้าหายไปเป็ปลิดทิ้ง “ข้าจะไปเตรียมชุดที่หล่อที่สุด! ท่านพ่อห้ามคืนคำนะขอรับ!”
เด็กน้อยรีบวิ่งกลับเรือนของตนไปทันทีโดยลืมลาไป่เซ่อเสียสนิท ทิ้งให้แมวสาวนั่งอึ้งอยู่บนม้านั่ง
‘เอ๋... ทำไมหยางหยางถึงรู้ล่ะว่าเราอยากไปด้วย? ทั้งที่ตอนแรกกังวลแทบตายว่าจะแอบขึ้นรถม้าทันไหม หรือว่าเขามีััพิเศษ?’ ไป่เซ่อจ้องมองแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มด้วยความระแวง
ชิงหลงแสร้งทำเป็ไม่สนใจสายตาจับผิด เขาเปรยขึ้นลอยๆ ราวกับพูดกับลมฟ้าอากาศ
“ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวมักจะชอบสัตว์ตัวเล็กๆ ถ้ามีเ้าไปด้วย การเจรจาอาจจะง่ายขึ้น บางทีคุณหนูมู่อาจจะประทับใจในความอ่อนโยนของข้า จนยอมมาเป็มารดาคนใหม่ให้เทียนจงก็ได้”
คำพูดนั้นเป็เพียงข้ออ้างที่เขาสร้างขึ้นมาบังหน้า แท้จริงแล้วเขา้าให้นางไปอยู่ต่อหน้ามู่เทียนเทียน เพื่อสังเกตดูว่า ‘การเข้าร่าง’ ที่นางเคยคิดในใจนั้นมันทำได้อย่างไร และนางจะแสดงท่าทีอย่างไรเมื่อเห็นเขากับสตรีอื่น
“เมี๊ยว!” (หนอย! พาฉันไปเป็เหยื่อล่อผู้หญิงเนี่ยนะ? คิดจะเอาความน่ารักของฉันไปตกสาวเข้าบ้านเหรอหยางหยาง! หน้าหล่อๆ ของท่านน่ะ แค่กระดิกนิ้วสาวๆ ก็วิ่งใส่จนจวนแตกแล้วย่ะ! ไม่ต้องใช้แมวหรอก!)
ชิงหลงเกือบจะหลุดขำกับท่าทางพองขนของนาง เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะรวบตัวแมวขาวขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ไป่เซ่อพยายามดิ้นหนีแต่ก็สู้แรงมหาศาลของเขาไม่ได้
“ก่อนจะไป... เ้าต้องทำตัวให้สมกับเป็แมวของแม่ทัพใหญ่เสียก่อน”
เขามุ่งหน้าตรงไปยังเรือนพักส่วนตัว กลิ่นอายความร้อนและไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากห้องอาบน้ำ ไป่เซ่อเริ่มใจคอไม่ดี เมื่อเห็นอ่างไม้ขนาดใหญ่ที่มีน้ำอุ่นกรุ่นควันลอยฟุ้ง
“เมี๊ยว! เมี๊ยว!” (เฮ้ยๆ หยางหยาง! จะอาบน้ำก็อาบไปสิ พาฉันมาด้วยทำไม! ปล่อยนะ! แมวกับน้ำเป็ศัตรูกันมาั้แ่สมัยบรรพบุรุษนะเฟ้ย!)
“เ้าจะออกนอกจวน ก็ต้องสะอาดเสียหน่อย ข้าไม่อยากพาแมวตัวเหม็นเดินรอบเมืองหลวงให้เสียชื่อ” ชิงหลงยิ้มกริ่มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“เมี๊ยว! เมี๊ยว!” (ไม่เอา! ฉันเลียขนตัวเองทุกวัน สะอาดกว่าท่านที่ไปคลุกฝุ่นลานฝึกอีกนะ! ปล่อยฉับบบบ!)
ไป่เซ่อใช้กรงเล็บเล็กๆ เกาะแขนเสื้อเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวน้ำ ทว่าชิงหลงหาได้นำพาไม่
“ไม่ได้... เ้าไม่ได้อาบน้ำจริงจังมาเป็เดือนแล้ว ั้แ่อยู่ในสนามรบ ขนของเ้ามีทั้งคราบยารักษาแผลและกลิ่นเืติดอยู่ ขืนปล่อยไว้คนเขาจะหาว่าข้าเลี้ยงแมวสกปรกมอมแมม”
ากลางอ่างน้ำ
น้ำอุ่นที่ควรจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กลับกลายเป็สมรภูมิรบย่อยๆ ระหว่างแม่ทัพผู้เกรียงไกรกับแมวตัวจ้อย ไป่เซ่อดิ้นรนสุดชีวิต นางทั้งข่วนทั้งถีบพยายามจะปีนขึ้นไปบนบ่าของเขาเพื่อหนีจากน้ำในอ่าง
“อยู่นิ่งๆ ไป่เซ่อ! เ้านี่มัน...” ชิงหลงสบถออกมาเบาๆ เมื่อถูกน้ำกระเซ็นใส่จนเปียกโชกไปทั้งตัว
เสียงร้องเมี๊ยวๆ ผสมกับเสียงน้ำกระเด็นดังระงมไปทั่วห้องอาบน้ำ กว่าชิงหลงจะจัดการฟอกสบู่และล้างตัวให้นางจนเสร็จ เขาก็สภาพดูไม่ได้ไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ ผมเผ้าที่เคยรวบตึงหลุดรุ่ย เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อเผยให้เห็นแผงอกกำยำ
หลังจากการสู้รบจบลง ชิงหลงใช้ผ้าฝ้ายนุ่มๆ ห่อตัวแมวสาวไว้แล้วเช็ดขนให้อย่างเบามือ ไป่เซ่อนั่งนิ่งสนิทขดตัวเป็ก้อนกลมด้วยความแง่งอน แววตาที่มองเขานั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคือง
‘จำไว้เลยนะหยางหยาง... ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันฉันจะเอาคืนให้แสบเลย คอยดู!’
ชิงหลงไม่สนคำขู่ในใจของนาง เขาใช้ลมปราณอ่อนๆ ช่วยเป่าขนให้นางแห้งไวขึ้น จนกระทั่งขนสีขาวกลับมาฟูฟ่องและส่งกลิ่นหอมกรุ่นของมวลบุปผา
เมื่อจัดแจงแต่งกายใหม่จนหล่อเหลาสมฐานะ และอุ้มแมวน้อยที่ตัวหอมฉุยเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหนุ่มก็ก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม โดยมีไป่เซ่อนั่งหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ มุ่งหน้าสู่โรงเตี๊ยมฟู่หลง...
..................